หนึ่งขว(ด)บ จ้า


Happy Birthday to you, Happy Birthday to you, Happy Birthday… ได้ร้องแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ลูกครั้งแรกก็ตื่นเต้นอย่างนี้และ และยิ่งเห็นเจ้าลูกคนดี ลุกขึ้นมาทำนู่นทำนี่ได้หลายอย่าง มีหรือคนเป็นพ่อเป็นแม่จะไม่หน้าบานแก้มปริ ต่อให้ลูกทำเรื่องน่าหงุดหงิดใจให้บ้างก็เถอะ

พอวัยลูกแตะเดือนที่ 13 ก้าวแรกของขวบปีที่สองนี้ ลูกเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งเรื่องที่ชวนปลื้มและเรื่องที่ชวนหงุดหงิด และแน่นอนค่ะ เมื่อลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปการดูแลของพ่อแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการใหม่ๆ ของลูก


3 เรื่อง ชวนปลื้มของลูกเดือนที่ 13

1. ก้าวแรกด้วยตัวหนูเอง
เป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ จากคลานเป็นเดิน และแม้จะเดินเหินไม่คล่องเหมือนพี่โ ทั้งหลาย แต่ก็ดูจะเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้พ่อแม่ปลาบปลื้มดีใจเอามากๆ แต่ก็ยังน้อยกว่าเจ้าของก้าวน้อยๆ ที่ออกจะลิงโลดกับความสามารถใหม่หมาดที่ค้นพบ สังเกตได้ว่าลูกจะล้มแล้วลุกชนิดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เสริมพลังเพื่อก้าวต่อไป

พ่อแม่น้อยคนค่ะที่เห็นพัฒนาการขั้นนี้ของลูกแล้วจะอยู่เฉยได้ ยังไงก็ต้องออกแรงเชียร์และขยันชวนลูกหัดเดิน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขอเชียร์ให้ทำเป็นประจำ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ห่วงความปลอดภัยของลูกเอามากๆ หรือทนไม่ได้กับความน่ารักน่าฟัดของลูกจนต้องคอยอุ้มลูกกระเตงๆ เหมือนก่อน ขอบอกว่าเลิกเชยและปล่อยลูกสู่โลกของการเคลื่อนไหวและใช้พลังงานอย่างเต็มพิกัด ในพื้นที่ปลอดภัยซึ่งคุณจัดเตรียมไว้ให้จะดีกว่าค่ะ

แต่ถ้าลูกบ้านไหนเกิดขยาดกับการที่ก้นกระแทกเพราะล้มถึงขั้นขี้เกียจฝึกเดิน ห้าที่ของคุณก็คือต้องเป็นกองเชียร์ ปรบมือ หาของเล่นมาหลอกล่อ เช่น ของเล่นลากจูงที่มีเสียง หรือกำไลข้อเท้าให้เขารู้สึกสนุกและภาคภูมิที่ตัวเองสามารถทำให้เกิดเสียง สีไม่เหมือน

2. หยิบจับ ขยับคว่ำคล่องขึ้น
วัยนี้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กขยันทำงานรุดหน้ากันอย่างแข็งขัน คุณจึงเห็นลูกสั่งการมือน้อยๆ ให้หยิบจับสิ่งของได้มั่นคงขึ้น หยิบของชิ้นเล็กๆ ใส่และออกจากภาชนะได้ง่ายดายขึ้น และกลายเป็นนักขว้างที่พร้อมจะฝึกกำลังมือและข้อมืออยู่เรื่อยๆ

เสริมพลังกล้ามเนื้อมือ

หาของเล่นที่ลูกจะได้ฝึกทักษะนี้ เช่น ภาชนะ ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้ลูกหยิบใส่ หยิบออก แต่ต้องระวังว่าลูกจะหยิบเข้าปากด้วย เพราะวัยนี้เรื่องเอาของเข้าปากยังมีให้เห็นอย่างไม่ขาดช่วงค่ะ นอกจากนี้ก็ลองให้ลูกได้หยิบอาหารหรือใช้ช้อนตักอาหารกินเองดูบ้าง ได้หยิบดินสอสีแท่งโตขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษแผ่นใหญ่ๆ บนกำแพง ก็เป็นการฝึกพลังมือที่ลูกวัยนี้ชอบอยู่ไม่น้อยค่ะ

3. รู้ความอย่างน่าเอ็นดู
ถึงจะไม่เข้าขั้นพูดจากตอบโต้เป็นคำเป็นประโยคได้ แต่ขึ้นเดือนนี้ลูกไม่ได้ใช้แต่การร้องไห้ หัวเราะ ไว้บอกความต้องการของตัวเองเหมือนเมื่อขวบแรกเท่านั้นแล้ว แต่สามารถตอบโต้สื่อสารกับพ่อแม่ คนคุ้นเคยได้รู้เรื่องมากขึ้น โดยใช้ภาษาท่าทางรวมทั้งภาษาพูดเฉพาะตัว (อ้อแอ้) ที่ฟังแล้วแทบจับไม่ได้ว่าพูดอะไร แต่จับความได้ไม่ยาก

แถมยังมีหยอดให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ชื่นใจด้วยการรับรู้คำสั่งง่ายๆ ของพ่อแม่ได้ และออกเสียงพูดศัพท์บางคำที่ได้ยินคุณพ่อคุณแม่พูดบ่อยๆ เช่น ปะป๊า หม่ำไป ฯลฯ และรู้ไว้เถอะค่ะว่าเจ้าหนูตัวน้อยมีความสามารถในการเลียนเสียงชั้นเยี่ยมเป็นคุณสมบัติเด่นในช่วงนี้เลยล่ะ

เสริมพลังสู่นักจ้อน้อย

ฝึกการฟังให้ลูกโดยชี้ชวนให้ลูกสังเกตเสียงรอบๆ ข้าง เช่น เสียงร้อยของสัตว์ เสียงรถ เสียงกริ่งประตูบ้าน ให้เล่นคุยโทรศัพท์ทั้งของเล่นของจริง เพราะการฟังจะช่วยให้ลูกเรียนรู้ภาษาได้ไวขึ้น ขณะเดียวกันต้องทำตัวเป็นคนช่างพูด (กับลูก) ให้มากๆ เพื่อให้ลูกได้รู้จักคำศัพท์ใหม่ๆ และจะยิ่งดีมาก ถ้าคุณหมั่นคุยกับลูกพร้อมมีภาษาท่าทางประกอบคำง่ายๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของแกด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน เป็นธรรมชาติและไม่พูดแบบเด็กๆ เพราะนึกสนุกไปกับภาษาของลูก แล้วคุณยังสามารถเริ่มใช้เหตุผล สร้างเงื่อนไขให้ลูกได้ฝึกโต้ตอบ คิดและตัดสินใจได้บ้างแล้ว (แต่ต้องให้เหมาะกับวัยด้วยนะจ๊ะ)

2 เรื่อง น่าหงุดหงิด (นิดๆ) ของหนูวัย 13 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการลูกในช่วงเดือนนี้ นอกจากมีเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วรู้สึกตื่นเต้นดีใจ ยังมีการเปลี่ยนแปลงบางเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกหัวเสียไปบ้างเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นถ้าเราทำความเข้าใจ ถึงที่มาของพัฒนาการเหล่านี้และมองหาวิธีรับมือได้ แทนที่จะต้องหัวเสียหงุดหงิดใจ คุณกลับจะได้ชื่นชมและได้พัฒนาการขั้นนี้ของเจ้าตัวเล็กให้เป็นไปอย่างที่คุณชื่นใจในอนาคตได้ค่ะ

1. ช่างรื้อ ช่างค้น จอมซนวุ่นวาย
ลูกกำลังเห่อกับความสามารถใหม่ของตัวเอง ซึ่งก็คือการเดินและความสามารถในการควบคุมมือไม้ของตัวเอง แกต้องการเสรีภาพในการพาตัวเองเคลื่อนที่ไปที่ต่างๆ อะไรที่ขวางหน้าดูน่าสนใจเข้าไปสำรวจซะหมด จนคนเก็บเช็ดทำความสะอาดตามเก็บกันไม่หวาดไม่ไหว

และด้วยความที่พาตัวเองไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งการอุ้ม พยุงจากใคร ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจสามารถควบคุมตัวเอง จึงเริ่มแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาให้เห็น โดยเฉพาะเวลาที่ถูกห้ามไม่ให้ไป ไม่ให้ทำ ไม่ให้เล่นอะไรที่ตัวเองต้องการ ด้วยการออกฤทธิ์ออกเดชสารพัด จนคุณพ่อคุณแม่ออกจะหงุดหงิดนิดๆ ก็แต่ละอย่างที่หนูอยากทำมันน่าหวาดเสียว น่าปวดหัวเหลือเกินนี่นา

รับมืออย่างนี้ดีมั้ย

การห้ามปราม กะเกณฑ์ กักกันให้ลูกอยู่กับที่นิ่งๆ หรือให้สนใจเฉพาะที่ไม่ใช่วิธีที่ได้ผลดีกับตัวลูกเท่าไร เพราะเหมือนกับเราไปปิดกั้นช่องทางการเรียนรู้ของลูก ฉะนั้นแทนที่จะห้ามก็
  • จัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รองรับการสำรวจของลูก
  • ของชิ้นไหนที่เป็นอันตรายเลอะเทอะ หรือไม่อยากให้เสียหาย แตกหัก ยับเยิน ก็เคลียร์ของออกจากบริเวณให้หมด
  • หาโอกาสพาลูกออกสู่โลกกว้าง เช่น สนามหญ้า สนามเด็กเล่น เป็นต้น ให้ลูกได้ต้วมเตี้ยม สำรวจ กระโดดโลดเต้น
  • เตรียมของเล่นประเภทที่แกจะได้ใช้พละกำลังทั้งรื้อค้น ลากไถ มาเตรียมไว้ เช่น ของเล่น ลาก จูง ของเล่นเคาะมันๆ มือ กล่องหยอดของตามรูปทรง ตะกร้าใส่ของเล่น (อ้อ ของเล่นช่วงนี้ของลูกน่าจะทนไม้ทนมือ ทนการขว้างหน่อยก็ดีค่ะ) เพื่อให้ลูกได้ใช้พลังอย่างเต็มที่ ส่วนของเล่นเดิมๆ เก็บเข้ากรุไปก่อน
  • ที่สำคัญอย่าลืมหน้าที่หลักของตัวเอง (พ่อแม่) คือการเป็นเพื่อนเล่นกับลูกนะคะ
2. กินยาก กินเย็นเหลือเกิน
เป็นเรื่องหนักอกหนักใจอันดับต้นๆ ของคนเป็นแม่เลยล่ะเรื่องนี้ ยิ่งมาประจวบกับน้ำหนักขยับขึ้นน้อยนิดเมื่อเทียบกับเมื่อขวบปีแรกที่ขึ้นพรวดพราด หุ่นที่เคยอวบอั๋นจ้ำม่ำก็กลับกลายเป็นผอมเพรียว ความกังวลในหัวใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

การที่ลูกกินยาก กินน้อย เป็นเด็กช่างเลือก (กิน) ขึ้นมาก็เพราะพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเดิน ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง แถมโลกรอบๆ ตัวก็มีเรื่องน่าเร้าใจ น่าเข้าไปรู้ไปลองเยอะจนลืมหิว อีกทั้งเด็กบางคนอาจมีอาการเจ็บๆ คันๆ จากอาการฟันขึ้นจนไม่นึกอยากกินอะไรด้วยก็เป็นได้

รับมือหนูหม่ำยาก

สิ่งแรกที่ต้องเตือนตัวเองว่าอย่าทำก็คือ อย่าบังคับ บังคับและบังคัลให้ลูกกินอย่างที่คุณต้องการ ไม่ว่าชนิดอาหารหรือปริมาณ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้น และจะกลายเป็นคนกินยากไปจนโต เนื่องจากฝังใจเสียแล้วว่า เรื่องกินนี่ไม่เห็นมีความสุข สนุกที่ตรงไหน และก็ไม่ต้องตอกอกตกใจ กับเข็มตราชั่งที่ขยับขึ้นน้อย แค่คุณมีคู่มือ 2 เล่มเตรียมพร้อมไว้ บวกกับหัวใจที่อดทนหน่อยก็ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้แล้วล่ะค่ะ

2 เล่มที่ว่าก็คือ หนึ่ง คู่มือปรุงและแต่งอาหารให้หลากหลายทั้งรสชาติ รูปแบบ หน้าตา ไว้เป็นผู้ช่วยแม่ครัวเวลาเตรียมอาหารให้ลูก และ สอง สมุดบันทึกสุขภาพลูก ไว้คอยเทียบน้ำหนักลูก ว่าหล่นจากเกณฑ์ของวัยไปหรือไม่ ถ้าทำทั้งสองอย่างในบรรยากาศการกินที่ไม่เคร่งเครียด และลูกดูสดใสร่าเริงดีก็อุ่นใจหายห่วงได้แล้วค่ะ

(update 10 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 259 สิงหาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600