การมีภาพลักษณ์ของตนเองที่ดี เป็นพลังที่จะก้าวสู่ความสำเร็จและผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในการ สร้างภาพ คือ พ่อแม่
เด็กคนนี้ไม่มีแรงจูงใจ เขาไม่สนใจกับเรื่องใดๆ ในโรงเรียนเขาสั่งงานช้า และงานของเขาก็บอกได้เลยว่า
เขาไม่ต้องทำทั้งที่เขาสามารถทำได้ดีกว่านี้ เขาขอแต่ให้มันผ่านๆ ไป ฉันดูเขามาตลอดเทอม ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
เขาน่าจะใช้ความพยายาม
เด็กที่กล่าวถึงข้างบนนี้ เป็นลักษณะที่มักพบบ่อยในกลุ่มเด็กที่เรียนได้ต่ำกว่าความสามารถที่มี
เด็กกลุ่มนี้ดูเหมือนเป็นเด็กขาดแรงจูงใจ หากแต่การขาดแรงจูงใจของเขามักเกี่ยวข้องกับการมองตัวเองต่ำต้อยน้อยค่า
ครูบางคนมีความรู้สึกว่าเด็กประเภทนี้ช่วยลำบาก ไม่รู้จะช่วยอย่างไร การเปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อตนเองนั้น
เป็นส่วนที่ช่วยให้เด็กพวกนี้มีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปได้อย่างมาก
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้ขอให้ผู้เข้าประชุมระลึกถึงตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาในวัยเด็ก
ที่ทำให้เขารู้สึก แย่ อับอายจากครู น่าประหลาดที่ความจำในเหตุการณ์เมื่อ 20, 30 หรือ 40 ปีก่อน ยังคงฝังลึก ในความรู้สึก
เช่น ครูศิลปะเข้ามาสอนสัปดาห์ละครั้ง ครูให้พวกเราวาดภาพต้นไม้ ลำธาร เมฆ และพระอาทิตย์
ครูบอกว่าให้พยายามวาดให้เหมือนจริงที่สุด ฉันรู้สึกเพลิดเพลินกับการวาด ระบายสีมากแต่แล้ว คุณพระช่วย!
ครูศิลปะไม่ชอบสิ่งที่ฉันวาด ออกจะเกลียดด้วยซ้ำไป ครูชูภาพของฉันให้เพื่อนทั้งชั้นดู เพื่อเป็นตัวอย่างว่าไม่ควรวาดภาพแบบนี้
เป็นภาพที่แย่มากๆ จากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันไม่เคยมีความมั่นใจกับงานวาดภาพระบายสีและไม่เคยคิดว่า
ตัวเองมีความสามารถใดๆ ทางศิลปะ
สมาชิกอีกคนหนึ่งเล่าว่า
เมื่อฉันเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 ในชั่วโมงพลศึกษาครูบอกว่าฉันถามคำถามมากเกินไปในชั้นเรียนทั้งๆ
ที่คำถามเหล่านั้นล้วนเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังเรียน แต่ครูก็บอกว่าฉันถามมากเกินไป
ฉะนั้น เธอจะไม่ตอบคำถามฉันอีก
เหตุการณ์วันนั้นทำให้ฉันไม่กล้าถามคำถามใดๆ เพราะเกิดความรู้สึกว่าฉันไม่ควรถาม
จนฉันเรียนปีสุดท้ายจึงเอาชนะความรู้สึกนี้ได้ เมื่อฉันมาเป็นครู ฉันจึงกระตุ้นให้นักเรียนถามสิ่งที่เขาสงสัย
ให้เขาบอกให้ฉันหยุดพูด ตอบใครก็ได้ หากมีคำถามจะถาม เพราะฉันคิดว่าไม่ควรห้ามไม่ให้เด็กถามคำถาม
เพราะทุกคนน่าจะได้ประโยชน์จากการถามคำถามของเพื่อนในชั้นและจากคำตอบ
ตัวอย่างทั้งสองกรณี แสดงให้เห็นถึงการรับรู้เกี่ยวกับตนเองหรือภาพลักษณ์ของตนเอง
ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการกระทำของครู โดยครูอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย คำพูดของครูยังคงก้องอยู่ในจิตใจ
จนกระทั่งเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยครูไม่ได้ตระหนักว่าคำพูดของครูส่งผลอะไรบ้างต่อชีวิตเด็ก
คำพูดและการกระทำในทางลบนั้นสามารถทำร้ายความรู้สึกของการเห็นคุณค่าในตนเองได้
ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยการสร้างคุณค่าแห่งตน
คนที่เห็นว่าตนเองมีค่าและมีความกระตือรือร้นในชีวิตจะแสวงหาโอกาส และการใช้โอกาส
ในการพัฒนา งานอย่างสร้างสรรค์เพราะมีแรงจูงใจ มีพลัง มีเป้าหมาย เมื่อทำได้สำเร็จก็ยิ่งมองเห็นคุณค่าของงานเอง
มีความภาคภูมิใจ มีความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิต
ก้าวย่างสู่ความสำเร็จก็คือ การสร้างคุณค่าแห่งตน
ประสบการณ์แห่งความสำเร็จและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเห็นคุณค่าแห่งตน
ดังนั้น การสร้างคุณค่าแห่งตนนั้น จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก การช่วยให้เด็กค้นพบตนเอง และช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะความสามารถในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย
ประการที่สอง ช่วยให้เด็กสามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น การสื่อสารเชิงบวก การใช้คำชมเชยที่เหมาะสม
เพื่อเด็กจะได้รู้สึกว่าตนเป็นคนมีความสามารถ
สิ่งสำคัญทั้งสองประการนี้ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน ที่สำคัญยิ่งคือบ้านและโรงเรียน
หากเด็กมีประสบการณ์เชิงบวก ก็จะสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ดี มีความรู้สึกดีๆ กับตนเอง
ซึ่งจะช่วยให้เด็กพัฒนาตัวตนที่แข็งแกร่งได้ แต่หากสภาพแวดล้อมที่ส่งผลเชิงลบ
ก็จะส่งผลในการพัฒนาตนหยุดชะงัก หรือทำลายความมั่นใจได้
การช่วยให้เด็กค้นพบตนเอง
- กระตุ้นและให้คำปรึกษา
- จัดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้สำรวจว่าเขาชอบหรือไม่ชอบทำอะไร
- ให้เขารับรู้ว่ามีคนคอยให้คำปรึกษา
- เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครู ผู้ปกครอง หรือเพื่อนๆ
- เปรียบเทียบผลงานของเด็กกับตัวเขาเองไม่ใช่กับคนอื่น
- เชิญคนที่เคยล้มเหลวแต่สามารถต่อสู้ความสำเร็จได้ในภายหลัง มาพูดคุยให้ฟังว่าเขามีวิธีการอย่างไร
- ให้เด็กได้พบกับบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในแง่มุมต่างๆ อาจเป็นบุคคลในครอบครัวในชุมชน
หรือคนที่เป็นที่ยอมรับจะรู้จักกันดีในสังคม
การช่วยตั้งเป้าหมาย
ความคาดหวังในตนเองเป็นพลังภายในที่ผลักดันให้บุคคลทำสิ่งต่างๆ ด้วยความสุข ความกระตือรือร้น
หรือด้วยความเฉื่อยชา การตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับงานไม่ต่ำไปหรือสูงไปจะทำให้คนก้าวสู่ความสำเร็จ
มีกำลังใจที่จะเพียรพยายาม
การจัดการกับข้อขัดแย้ง
ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งความขัดแย้งในตนเอง หรือระหว่างตัวเองกับคนอื่นๆ ทั้งในครอบครัว
โรงเรียน เพื่อนบ้านและสังคม การจัดการกับข้อขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอาศัยเวลา และการเปลี่ยนแปลง
เด็กที่มองเห็นตนเองด้อยจะไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงความคิด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ
จึงควรหาโอกาสให้เด็กได้ค่อยๆ เรียนรู้ถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง ไม่ตั้งความหวังเกินจริงและไม่กลัวความล้มเหลว
เพราะหลายๆ เรื่องเรียนรู้ใหม่ได้ ปรับเปลี่ยนได้
การสร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสารเชิงบวก
การพูดและการกระทำที่อบอุ่น เป็นวิธีสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง ครูหรือพ่อแม่หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ไป
การช่วยให้เด็กสร้างความรู้สึกที่จะเห็นคุณค่าของตนเองนั้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งต่อการพัฒนาความสำเร็จของเขา
การสื่อสารเชิงบวกนั้น รวมถึงการใช้คำพูดที่จะแปลความไปในเชิงปฏิเสธ ทอดทิ้งหรือการใช้คำพูดกระทบกระเทียบ
แดกดัน ก็มักจะทำให้เด็กรู้สึกว่ากำลังถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม
หากจะฝึกวินัยหรือแก้ไขเมื่อเด็กทำผิด พ่อแม่หรือครูต้องตระหนักว่าวิธีที่จะจัดการกับความผิดนี้
จะส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองหรือไม่ หากการกระทำหรือถ้อยคำตำหนิ ทำให้เด็กได้อายหรือรู้สึกผิด
เขาก็จะขลาดกลัว ไม่กล้าตัดสินใจ ความเจ็บปวด จะเป็นบาดแผลที่ทำให้เขาขาดความมั่นใจ
ควรให้เขาเรียนรู้ว่าเมื่อทำผิดเขาก็มีโอกาสทำใหม่และมีโอกาสทำได้ดีกว่าเดิม
จากบทเรียนที่ผ่านมา
คำชมเชยที่เหมาะสมว่าเป็นคนเก่งก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเป็นสุขและมั่นใจ
แต่ต้องระวังไม่ให้คำชมนั้นฟุ่มเฟือยเกินจริง เด็กจะไม่เชื่อถือ
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นเรื่องสำคัญต่อการทำให้บุคคลตระหนักว่าเป็นผู้มีคุณค่า มีความหมาย
ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากครอบครัวที่ตั้งต้นจากวัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ครอบครัวเป็นต้นแบบของการสร้างสัมพันธภาพที่สำคัญ
หากปราศจากความสัมพันธ์นี้แล้วบุคคลจะไม่อาจรู้ถึงคุณค่าแห่งตนได้อย่างลึกซึ้งและมั่นคง
ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นบรรลุเป้าหมาย
จะมีค่ากับใครบ้างหรือไม่
หากไม่มีใครให้ความรัก... เด็กก็จักรักไม่เป็น
หากไม่มีใครต้องการเขา... เขาก็เป็นเด็กที่ใครๆ ต้องการไม่ได้
หากเขาไม่เคยได้รับการยอมรับ... เขาก็ยอมรับใครไม่เป็น
หากเขาต้องเผชิญกับการดูหมิ่น... เขาก็เรียนรู้การสิ้นศักดิ์ศรี
หากไม่มีใครเห็นคุณค่า... เขาก็ไม่เห็นคุณค่าของใคร แม้แต่...ตนเอง
ลองสำรวจว่าคุณอยู่ในภาวะของผู้เห็นคุณค่าในตนเองต่ำ หรือไม่เพียงไร
กับ แบบตรวจสอบรายการด้านการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ
(The Low Self Esteem Checklist)
(update 17 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]
|