แม้พัฒนาการของวัยแบเบาะแต่ละคนจะคลาดเคลื่อนช้าเร็วไปบ้างไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาก็จริง
แต่เรื่องอะไรเราจะปล่อยโอกาสทองของช่วงวัยนี้ให้หลุดลอยไป เพราะวัยขวบแรกการพัฒนา
และการเรียนรู้ของเจ้าหนูเปรียบได้กับฟองน้ำที่สามารถซึมซับน้ำเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว
และหากเปรียบน้ำเป็นดั่งประสบการณ์ชีวิตแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องพกพาประสบการณ์เหล่านั้น
มาให้เจ้าหนูซึมซับด้วยค่ะ
แน่นอนว่าประสบการณ์ชีวิตของเจ้าหนูแบเบาะ ไม่ใช่การเดินป่า หรือท่องต่างแดน
แต่เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวลูกที่ทำซ้ำๆ อยู่ทุกวัน ซึ่งจะทำให้เขาได้จดจำ เรียนรู้ และมีพัฒนาการที่ดีได้
กิจวัตรที่ 1 : อาบน้ำป๋อม...แป๋ม
นอกจากความสะอาดหอมสดชื่นที่เขาได้รับแล้ว ยังจะได้รับความรู้สึกผูกพัน และสัมผัสรักอีกด้วย
เมื่อคุณแม่เอามือถูลูบไล้ตัวเขา พูดจาหยอกล้อหยอกเอิน ร่วมกับอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสบายไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป
ถือเป็นเวลาที่ผ่อนคลาย และสบายที่สุดยามตื่นนอนเลยเชียว ส่วนวิธีเสริมพัฒนาการให้เขายามอาบน้ำก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น
- ที่เป่าฟองสบู่เลยค่ะเด็ดดวงที่สุด พ่วงเดียวก็ทำให้การอาบน้ำของเขาเป็นเรื่องสนุกได้ เพราะเจ้าหนูจะได้ฝึกสายตา
ในการมองตามฟองสบู่จนเพลิน ทำให้คุณแม่อาบน้ำเขาได้ง่ายขึ้นแถมได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้วยการไขว่ขว้า
และตีฟองสบู่ให้แตก ลองสังเกตตอนฟองสบู่ลอยล่องให้ดีๆ สิ เจ้าหนูตื่นเต้นใหญ่เชียว
- ของเล่นในน้ำก็สุดยอดเหมือนกัน เช่น ตุ๊กตาโฟมพลาสติกที่สามารถลอยน้ำได้ หรือแม้แต่ขันใบเล็กๆ
ที่เขาได้ตักน้ำเทไปมา แค่นี้ลูกก็สนุกกับการเรียนรู้ได้มากมาย และพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือก็แข็งแรงขึ้นด้วย
กิจวัตรที่ 2 : ถึงเวลา หม่ำ หม่ำ...
ไม่ว่านมหรืออาหารเสริมก็เสริมพัฒนาการให้ลูกได้เหมือนกัน
เพราะวัยนี้ลูกจะสนุกกับการเอาของเข้าปากมากทีเดียว...
- เด็กวัย 0-6 เดือน : อาหารหลักของลูกวัยนี้คือน้ำนมแม่ ที่นอกจากจะช่วยให้ร่างกายหนูเจริญเติบโต
สุขภาพแข็งแรงแล้ว การดูดนมแม่ยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านการกลืน การใช้เหงือกคบกัดหัวนมคุณแม่
การใช้ลิ้นดุน ซึ่งแน่นอนว่าลูกจะรู้สึกดีกับหัวนมคุณแม่มากกว่าหัวนมยางแน่นอน
เท่านี้เจ้าตัวจ้อยก็จะรู้จักความแตกต่างแล้ว...
- หากเจ้าหนูเขามีความพร้อมมากขึ้น ลองให้เปลี่ยนรสชาติจากน้ำนมเป็นน้ำส้มหรือน้ำแอปเปิล
เมื่อล่วงเข้าวัย 4 เดือนแล้ว การรับรู้รสชาติที่มากขึ้นอาจจะทำให้เขาประหลาดใจในตอนแรกๆ
แต่ก็จะเริ่มปรับสภาพพร้อมรับกับรสชาติใหม่ๆ ในชีวิต
- เด็กวัย 6-12 เดือน : วัยนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้เขากินแต่อาหารเหลวเพียงอย่างเดียว
ควรเริ่มอาหารหยาบมากขึ้น เพราะเจ้าหนูจะได้มีพัฒนาการการบดเคี้ยวที่ดี
หรือลองทำฟิงเกอร์ฟู้ดด้วยผลไม้ให้ขบกัดเล่นสักนิด รับรองนอกจากจะได้คุณค่าแล้ว
ยังแก้คันเหงือกจากฟันขึ้นอีกด้วย เด็กที่กินแต่อาหารเหลวเพียงอย่างเดียว
จะเป็นคนกินยากในอนาคตเนื่องจากไม่ได้รับการฝึกการบดเคี้ยวมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง
กิจวัตรที่ 3 : เปลี่ยนผ้าอ้อม...เบาสบายตัว
งานนี้เจ้าหนูส่วนใหญ่จะกระจองอแงก่อนที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมกันอยู่แล้ว
เพราะความเฉอะแฉะบวกกับความเหม็นเฉ่าๆ อีกต่างหาก
แต่เอ...เราจะแฝงการเสริมพัฒนาการแบบไหนให้เขาดีนะ
ก็ด้วยปาก และใบหน้าเราเนี่ยะแหละค่ะ พูดไปมองหน้าเขาไประหว่างแกะผ้าอ้อม
รอเดี๋ยวนะจ้ะตาหนู เดี๋ยวมามี้แกะเสร็จแล้วเดี๋ยวจะเช็ดก้นให้... พูดคุยกับเขาไปเรื่อยๆ ทีนี้พอตอนหลัง
เมื่อเขาร้องโยเยเพราะเปียกชื้นอีก เราก็เตรียมตัวพูดไป แกะผ้าอ้อมไปเลยค่ะ
เสียงพูดคุยนี้จะทำให้ลูกคลายโยเยลง เพราะรู้ว่าอีกเดี๋ยวตัวของเขาก็จะแห้งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
กิจวัตรที่ 4 : เล่นกระหน่ำจนหนำใจ
ของเล่นของลูกต้องเลือกให้เหมาะสมตามวัย จึงจะสามารถเสริมพัฒนาการของลูกได้อย่างถูกต้อง
หรือเรียกได้ว่าใช้ของเล่นเป็นสื่อเพื่อให้ลูกฝึกความสามารถด้วยตัวเองค่ะ
เมื่อเกิดมาหน้าคุณพ่อกับคุณแม่นี่แหละเป็นของเล่นชั้นดีลูกจะชอบมองดวงตาที่กระพริบและปากขยับพูด
การเล่นกับลูกบ่อยๆ จะทำให้เขาจำหน้าเราได้ พร้อมกับสร้างความไว้ใจเชื่อใจในตัวพ่อแม่ให้เกิดขึ้น
โตขึ้นมาอีกนิดเริ่มเป็นวัยคว้าจับ ของเล่นควรเป็นของเล่นพอจับถนัดมือไร้คม มีเสียงกรุ๊งกริ๊งด้วยก็ดี
เพราะเมื่อเขาสลัดสะบัดของเล่น ก็จะฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้วย
ที่สำคัญควรเลือกของเล่นให้หลากหลายทั้งวัสดุ ขนาด และสีเพราะประสบการณ์ยิ่งมากก็ยิ่งพัฒนาดี
กิจวัตรที่ 5 : เข้านอน......ครอกฟี้
คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักจัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกค่ะ หากอยากให้ลูกแยกเวลากลางวันกลางคืนออกจากกันเป็น
ตอนกลางคืนก็ควรจัดแสงไฟในห้องนอนให้แสงไฟสลัวๆ ไม่มีเสียงอึกทึกให้เขารู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาสงบที่เขาควรนอน
ที่สำคัญการนอนอย่างเต็มอิ่มจะทำให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ออกมาด้วย
ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจกังวลว่าลูกนอนพอหรือไม่
ให้สังเกตจากเวลาที่ลูกตื่น หากตื่นมาร่าเริงแจ่มใส นั่นแสดงว่าเต็มอิ่มแล้ว แต่คนไหนโยเยก็แสดงว่ายังนอนไม่พอ
อาจมีสิ่งเร้ากระตุ้นให้เขาตื่น ต้องช่วยจัดการเพื่อให้ลูกหลับสบาย
สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีง่ายๆ ที่หลายคนมักนึกไม่ถึง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะได้ใช้โอกาสเหล่านี้พัฒนาลูกได้เต็มที่แค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าให้เวลาดูแล และเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน โอกาสทองของวัยขวบแรกผ่านไปเร็วนัก
ถ้าปล่อยให้ผ่านเลยไปเสียแล้วก็ยากที่จะเรียกเวลาให้ย้อนคืนกลับมานะคะ...
(update 6 มกราคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 กรกฎาคม 2546 ]
|