สวัสดีค่ะ วันนี้ป้าชุแอบหนีน้องๆ นางงามมาพบคุณพ่อคุณแม่ เพราะมีเรื่องอยากเม้าท์ค่า...
ไม่ได้เปลี่ยนใจจะเป็นเจ๊ดันในเวทีเด็กหรอกนะคะ แต่เพราะหงุดหงิดใจที่นางงามสมัยนี้อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด
แต่พอยิ้มออกมาป้าจะเป็นลม ทั้งฟันเก ฟันเหลือง ฟันยื่น หันเหยิน กลิ่นปากมีครบเชียวค่ะ
บางคนวางใจว่าดัดฟันมาแล้วหลายปี แต่พอถอดเหล็กดัดฟันออก โอ้โห 3 ปี 5 ปีที่ใส่มาได้แค่นี้เองเหรอจ๊ะ
ไม่ได้ค่ะ ป้าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ต้องมาบอกคุณพ่อคุณแม่ทั้งที่อยากและไม่อยากให้ลูกเป็นนางงาม
แต่อยากให้ลูกฟันสวยปิ๊งปั๊งแบบไม่พึ่งเหล็กดัดฟันหรือสารขัดฟันขาว ให้รู้วิธีดูแลฟันขาวสวย
และยิ้มใสให้ลูกตั้งแต่วัยกะเปี๊ยก อย่าดูถูกกันเชียวถึงจะอยู่แต่ในวงการนางงาม
แต่เรื่องสุขภาพอนามัยป้าก็ไม่แพ้เขาเหมือนกัน แหม...คนมันจะสวยก็ต้องสวยมาตั้งแต่ข้างในจริงมั้ยล่ะค่ะ
ต้องเริ่มกันตั้งแต่แบเบาะเลยล่ะค่ะ เพราะฟันสวยฟันดีต้องมาจากรากฐานของฟันที่ดี
นั่นก็คือฟันน้ำนม ฟันชุดแรกในชีวิต ถ้าเราดูแลดี ฟันแท้ที่จะขึ้นมาแทนที่ก็จะสมบูรณ์แข็งแรง
แม้ในวัยเบบี๋คุณจะยังไม่เห็นฟันลูกโผล่พ้นเหงือกออกมา แต่ก็ต้องเริ่มดูแลความสะอาดในช่องปากได้แล้ว
โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่แถวๆ สันเหงือก เพดาน ลิ้น กระพุ้งแก้ม วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น
เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอายุ 4 เดือน เลยล่ะคุณหรือช้าที่สุดก็เมื่อฟันน้ำนมลูกขึ้น
วิธีนี้นอกจากจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียช่วยให้ลูกปากสะอาดแล้ว ลูกๆ ของเราก็จะได้ทำความคุ้นเคยกับการมีสิ่งของเข้าปาก
พอถึงเวลาที่ต้องแปรงฟันจริงก็จะยอมรับการแปรงฟันได้ง่ายขึ้นจ๊ะ
ป้าชุเคยอ่านเจอว่าเด็กๆ อายุไม่เกิน 3 ขวบที่ฟันผุกัน ส่วนใหญ่เป็นเพราะดูดนมหรือน้ำหวานจากขวดนี่ล่ะ
ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลเรื่องต่างๆ เหล่านี้ด้วย
เรื่องแรก หลังกินนมอย่าลืมให้ลูกดูดน้ำตาม เพื่อชะคราบนมที่หลงเหลืออยู่ในปาก
ลดการเกิดฝ้าขาวๆ แต่ถ้าให้ลูกกินนมแม่อยู่แล้วก็ข้ามเรื่องนี้ไปได้ค่ะ
เรื่องที่สอง ให้นมลูกเป็นเวลา และห้าม...ห้ามเด็ดขาดเลยนะคะ อย่าให้ลูกหลับคาขวดนม
เพราะจะทำให้ลูกเกิดปัญหาฟันผุ ดีไม่ดีฟันยื่นฟันเหยินเข้าให้อีก แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะ
ถ้าคุณให้ลูกกินนมแม่ก็ข้ามเรื่องนี้ไปได้
เรื่องที่สาม อย่าเติมของหวานๆ เช่น นมหวาน น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำผึ้ง
ใส่ในขวดให้ลูกดูด เพราะโอกาสฟันผุเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เรื่องที่สี่ ฝึกลูกให้ดื่มน้ำ ดื่มนมจากแก้ว เริ่มซักตอนอายุ 6 เดือน
เทคนิคง่ายๆ ก็ใช้แก้วที่มีหูจับสองข้างให้ลูกจับง่ายๆ เริ่มต้นจากน้ำก่อน
พอเริ่มเก่งค่อยเปลี่ยนมาเป็นนม ถ้าฝึกกันมาเรื่อยๆ พอถึงอายุสักขวบครึ่ง
จะชวนลูกเลิกขวดนมก็จะง่ายขึ้น
แต่ถ้าถึงเวลาแล้วยังเลิกไม่ได้ ให้ชงนมจางๆ ใส่ขวด แล้วก็ให้นมจากแก้วหรือนมกล่องด้วย
พอรู้สึกว่านมขวดไม่อร่อยเท่านมในแก้วก็เลิกเองล่ะ วิธีนี้คุณหมอฟันประจำบ้านเขาแนะนำป้าชุมา
สมัยเจ้าหลานคนเล็กยังตัวกะเปี๊ยกอยู่
พอฟันเริ่มโผล่ทักทายเหงือกซักอายุประมาณ 6-7 เดือน ก็ยังคงต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฟันและเหงือกอยู่
จะเริ่มเปลี่ยนมาแปรงฟันให้ลูกได้ก็ตอนลูกมีฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้วประมาณขวบครึ่งนั่นแหละ
ที่ต้องถือฤกษ์วัยช่วงนี้ก็เพราะลูกเริ่มกินอะไรได้มากกว่านมแล้ว
และตัวฟันกรามเองก็มีร่องมีซอกให้เศษอาหารเข้าไปติดง่ายซะด้วย เลยต้องใช้วิธีแปรงฟัน
ซึ่งกำจัดเศษอาหารได้ดีกว่าการเช็ดจ้ะ เด็กเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มแปรงฟันต้องเลือกใช้แปรงสีฟันที่ขนอ่อนนุ่ม
และยังไม่ต้องใช้ยาสีฟันนะจ๊ะ
- แปรงฟัน & ยาสีฟันต้องเหมาะสม
อย่าคิดว่าเรื่องเล็กนะ เพราะถ้าเราเผลอเอาแปรงสีฟันขนแปรงแข็งๆ คมๆ บาดเหงือก
ลูกตั้งแต่เริ่มต้นซะแล้ว มีโอกาสไม่น้อยที่ลูกจะขยาดกับการแปรงฟันเอาได้ ต้องใช้แปรงสีฟันสำหรับเด็ก
หัวแปรงขนาดพอเหมาะกับปากลูก ปลายขนแปรงกลมมน ฟังแล้วเหมือนยากเหมือนเยอะใช่มั้ย
แต่จริงๆ แค่ดูคุณสมบัติที่ข้างกล่องก็รู้แล้วล่ะ
เรื่องยาสีฟันก็เหมือนกันเด็กๆ ที่อายุยังไม่ 3 ขวบ ยังบังคับการกลืน การบ้วนไม่เก่ง
เกิดกลืนยาสีฟันเข้าไปก็มีผลกับฟันซี่น้อยๆ เหมือนกันนะคะคุณ เพราะถ้ายาสีฟันมีฟลูโอไรด์อยู่มากๆ
แล้วลูกเรากลืนยาสีฟันบ่อยๆ อีก ลูกก็จะได้รับฟลูโอไรด์มากเกินไป
อาจทำให้ฟันลูกที่เราเฝ้าทะนุถนอมเกิดตกกระได้
ทางที่ดีถ้าจะใช้ยาสีฟันจริงๆ ต้องเลือกแบบที่เขาผลิตมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
เพราะฟลูโอไรด์น้อยกว่าของผู้ใหญ่ เวลาใช้สำหรับลูกๆ ที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ
เอาแค่แตะๆ ที่ปลายขนแปรงนิดหน่อยก็พอ โตขึ้นหน่อยก็ใช้ประมาณขนาดเม็ดถั่วเขียว
อ้อ... แล้วอย่าเผลอไปหยิบชนิดที่รสชาติดเผ็ดๆ มาแปรงให้ลูกล่ะ ส่วนเรื่องว่าต้องใช้ฟลูโอไรด์ลูกเสริมหรือไม่ยังไง
ต้องปรึกษาคุณหมอฟันเขา เรื่องนี้ป้าชุไม่สามารถค่ะ
- แปรงฟันแบบที่ใช่และแบบที่ลูกชอบ
เรื่องนี้เป็นปัญหาของหลายบ้านใช้มั้ยจ๊ะ แต่สำหรับบ้านป้าชุ เนี่ยไม่มีปัญหาจ๊ะ
เพราะแม่ของเจ้าหลานตัวแสบเขาเทคนิคเยอะ หลานป้าก็เลยรักการแปรงฟันเป็นพิเศษ
ก่อนที่แม่ลูกสาวจะเริ่มแปรงฟันให้ลูก ไม่รู้ขนนิทานกับเพลงเกี่ยวกับฟันมาจากไหน
มาเล่ามาร้องกับลูกตลอด แล้วยังมีแปรงฟัน show off กันทุกเช้าทุกคืนเลยล่ะ
เวลาแม่จะแปรงฟันก็หอบเอาลูกเข้าไปในห้องน้ำด้วย เจ้าหลานก็จับแปรงสีฟันอันจิ๋วแหย่เข้าปากปอย่างแม่บ้าง
พอถึงคราวแม่ต้องแปรงฟันให้จริงก็ไม่เห็นมีอิดออด แถมยังลุกขึ้นมาจะขอแปรงเองซะอีกแน่ะ
ท่าที่ช่วยแปรงฟันให้ลูกได้ง่ายและถนัดก็คือ ให้เจ้าตัวเล็กนอนบนตักหันหน้าไปทางเดียวกันทั้งแม่ทั้งลูก
มือซ้ายจับที่คางให้ลูกเงยหน้านิดๆ ท่านี้คนแปรงจะเห็นฟันลูกชัดเจน จากนั้นก็วางแปรงตั้งฉากกับฟัน
ขยับแปรงไปมาสั้นๆ ในแนวนอนจนทั่วทุกซี่ทุกด้านของฟัน แปรงวันละ 2 ครั้งนะ
เช้าและก่อนนอนเหมือนเรานี่แหละ และเพื่อไม่ให้มีฟันหลุดลอดไปจากการแปรงก็เริ่มต้นแปรงด้านกระพุ้งแก้ม
จากฟันซี่ในสุดผ่านฟันหน้ามาสุดที่ซี่ฟันด้านในใกล้ลิ้นและด้านเพดานปากด้วยวิธีเดียวกัน
แล้วค่อยปิดท้ายที่ลิ้น ด้วยการปัดขนแปรงออกเบาๆ
ทั้งหมดที่ป้าว่ามานี่ต้องทำอย่างเบามือนะ ระวังอย่าให้แปรงกระแทกกับเหงือก กระพุ้งแก้ม
เดี๋ยวลูกจะพานไม่ชอบการแปรงฟันเข้าให้ แปรงฟันให้ลูกครั้งแรกๆ ไม่ต้องนานมากแค่ 5-10 นาที
พอลูกเริ่มคุ้นกับการแปรงฟันแล้วค่อยเพิ่มเวลาให้นานขึ้น ระหว่างแปรงไปอาจร้องเพลง เล่านิทาน
ชวนคุยไปด้วย หรือจะหลอกล่อว่าขอนับจำนวนฟันก็พอจะซื้อเวลาให้ลูกอยู่นิ่งๆ ให้เราแปรงฟันได้สักพัก
หลังแปรงฟันเสร็จอย่าลืมหยอดคำหวานชมกันบ้าง เด็กๆ เขาชอบค่ะ
ถ้าเมื่อไหร่เห็นว่ามือลูกเริ่มควบคุมแปรงได้บ้างแล้วก็หัดให้เขาแปรงเอง
แล้วถ้าไม่อยากให้ลูกเกลียดการแปรงฟัน ก็อย่าไปกะไปเกณฑ์ให้ลูกต้องแปรงอย่างถูกต้อง
ตามหลักดูแลฟันเปี๊ยบนะ ให้เขาแปรงตามใจแล้วเราคอยชม ตรวจความสะอาดและแปรงซ้ำให้
ถ้าเป็นเบบี๋ป้าชุอยากแนะนำให้กินนมแม่มากๆ ค่ะ อยากที่รู้ๆ กันนั่นแหละว่านมแม่มีประโยชน์มากมาย
รวมทั้งแคลเซียมที่เป็นอาหารโปรดของฟัน และสำหรับฟันนี่นมแม่ก็เหมาะม้าก...มากค่ะ
เพราะมีคุณสมบัติไม่เกาะติดฟัน ไม่เข้มข้น และไม่ตกตะกอนเหมือนนมผสม
แต่ถ้าไม่สามารถให้นมแม่จริงๆ ก็ต้องดูแลวิธีให้นม วิธีกินนมอย่างที่ป้าบอกไป
ส่วนถ้าเป็นอาหารอย่างอื่นก็ต้องเน้นอาหารอุดมแคลเซียมอย่างนม ปลาเล็กปลาน้อย
ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียวๆ และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันต้องดูแลอาหารที่ลูกกินเข้าไปด้วย
เพราะเด็กมักจะติดใจรสชาติของขนมหวานง่ายอยู่แล้ว และขนมหวานอุดมน้ำตาล
และแป้งก็เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งกับฟันสวยๆ ของลูก เรียกว่าไม่ใส่ใจไม่ได้เชียวล่ะคุ้ณ...
และไม่ใช่ดูแลกันเฉพาะแต่ขนมหวานๆ พวกลูกกวาด อมยิ้ม น้ำอัดลมช็อกโกแลต
หรือขนมเหนียวๆ ติดฟันเท่านั้นนะ ต้องดูแลความถี่อย่าให้ลูกกินบ่อยๆ หรือมีนิสัยกินจุบกินจิบด้วย
ภาษาทางหมอเขาว่าจะทำให้เกิดกรดที่แผ่นคราบฟันต่อเนื่องกันนานๆ ทำให้ฟันผุจ๊ะ
ที่สำคัญเด็กๆ ต้องฝึกให้เขากินของที่มีประโยชน์เป็นนิสัย อย่าฝึกให้กินขนมที่เป็นศัตรูฟัน
เราจะเลือกของว่างให้ลูกกินก็ให้เป็นนม ผลไม้ โดยเฉพาะชนิดกรอบชุ่มน้ำอย่าง ฝรั่ง ชมพู่ มันแกว
อย่าไปซื้อขนมไม่เข้าท่าติดบ้านไว้เลยค่ะ อ้อ...อีกอย่างคือฝึกให้ลูกบ้วนปาก
หรือแปรงฟันหลังกินขนมซะด้วยเลยก็จะยิ่งดีจ้ะ
จะมามั่วนั่งรอนอนรอให้ลูกฟันผุแมงเจาะก่อนค่อยเริ่มไปหาหมอฟันเหมือนสมัยตัวเองไม่ได้นะจ๊ะ
สมัยนี้เขาต้อง สร้างนำซ่อม รวมทั้งเรื่องสุขภาพฟันด้วย คุณๆ ที่มีลูกเล็กๆ ยังทัน
ควรเริ่มพาลูกไปหาหมอฟันครั้งแรกตั้งแต่อายุ 1 ปี และหมอฟันคนแรกของลูกก็ควรจะเป็นหมอฟันเด็กโดยเฉพาะด้วย
เพราะคุณหมอเขาจะเข้าอกเข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย มีลูกล่อลูกชนให้เด็กยอมรับการทำฟันได้โดยง่าย
และหมอก็จะให้คำแนะนำ สิ่งที่พ่อแม่ต้องกลับไปฝึกปฏิบัติในการดูแลสุขภาพปากและฟันที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วย
อีกเรื่องที่ป้าชุอยากคุยกับคุณๆ มาก เพราะเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าพ่อแม่ชอบยกหมอฟันมาหลอกลูก
ถ้าดื้อ ถ้าไม่ฟังเดี๋ยวให้หมอฟันถอนฟันบ้างล่ะ ฉีดยาบ้างล่ะ อย่าว่าแต่หมอฟันเลย
หมอเฉยๆ ครูหรือตำรวจก็โดนกันถ้วนหน้า ไอ้ตอนที่หลอกก็ไม่มีปัญหาอะไรร้อก...
แต่พอถึงคราวจำเป็นจะต้องพาลูกไปพึ่งคนเหล่านี้นี่สิ ต้องมานั่งกลุ้มใจกันสิบแปดตลบว่าจะเอายังไงดีลูกถึงจะยอม
ฉะนั้นทีหน้าทีหลังจะหลอกลูกใช้มุกอื่นดีกว่าค่ะ จะได้ไม่แพ้ภัยตัวเอง
นอกจากเรื่องนี้แล้วป้าก็อยากบอกอีกว่า อย่าไปหลอกลูกว่าแค่ไปหาหมอฟันเฉยๆ หมอไม่ทำอะไรหรอก
เพราะถ้าเกิดไปครั้งนี้แล้วต้องทำอะไรกับฟันมากกว่าแค่มาตรวจ นี่ล่ะจะทำให้ลูกต่อต้าน
ไม่ไว้ใจหมอฟันและไม่อยากไปหาหมอฟันอีก อีกอย่างถ้าคุณเป็นคนกลัวหมอฟันแบบฝังจิตฝังใจมาแต่เล็กแต่น้อย
อย่าได้แสดงให้ลูกเห็นความกลัวนั้นเชียวเพราะความกลัวของคุณส่งต่อไปถึงลูกได้ เพราะฉะนั้นก่อนพาลูกไปหาหมอ
นอกจากต้องเตรียมตัวให้ลูกแล้วก็ต้องเตรียมใจตัวเองให้พร้อมด้วย
ทั้งหมดที่ป้าว่ามานี้เป็นเทคนิคดูแลฟันดีที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย เริ่มต้นนิสัยใส่ใจสุขภาพฟันแต่วัยนี้แหละ
เดี๋ยวเขาก็รู้จักจัดการดูแลได้เอง จะมารอแก้ไขกันทีหลังตอนโตนั้นยากและสิ้นเปลืองกว่ากันเยอะ
ที่สำคัญสุขภาพฟันดีไม่ได้ดีแค่ฟันเท่านั้น แต่ดีกับสุขภาพร่างกายและสร้างความมั่นใจให้เจ้าของฟันด้วยจ้ะ
(update 2 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|