เช้าตรู่อากาศสดใส น้องนิกรีบตื่นนอนแล้ววิ่งไปหาพี่หมาซึ่งเป็นสุนัขตัวโปรดที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เกิด
แต่วันนี้เมื่อน้องนิกเรียกพี่หมา พี่หมาไม่สั่นหางดิ๊กๆ วิ่งมาหา มาเล่นด้วยเหมือนอย่างเคย กลับนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น
เรียกซ้ำเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น น้องนิกจึงวิ่งไปตามคุณแม่มาดูแล้วถามคุณแม่ว่า พี่หมาเป็นอะไร
คุณแม่ทำหน้าอึกอักเล็กน้อยเพราะรู้ดีกว่าพี่หมาของลูกนั้นตายแน่ๆ เสียแล้ว
คุณแม่กำลังคิดหนักค่ะว่าจะบอกน้องนิกอย่างไรให้เข้าใจ เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่น้องนิกต้องเจอกับการสูญเสียสิ่งที่รักไป
ถ้าคุณเจอเหตุการณ์แบบแม่น้องนิกคุณจะทำอย่างไรคะ...
ความตายเป็นยังไงนะ
สำหรับเด็กวัย 3-6 ปี การเข้าใจเรื่องความตายของคนที่เขารักหรือสัตว์เลี้ยงมีน้อยมาก
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้วย เด็กบางคนที่เคยเจอกับการตายของคนในครอบครัวแล้ว
ก็จะเข้าใจเร็วกว่าเด็กที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความตาย
จะประกอบด้วยความเข้าใจใน 4 ประการด้วยกัน
1. เข้าใจว่าความตายนั้นคือการไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
2. เข้าใจว่าเมื่อตายแล้ว ร่างกายหยุดการทำงานทุกอย่างไม่มีการรับรู้ ไม่มีความรู้สึก
ไม่มีหิว ไม่หนาวไม่ร้อน
3. เข้าใจว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นหลักสากลทุกคนต้องตาย
ไม่ใช่ว่าตายเพราะว่าทำผิดหรือเป็นเด็กไม่ดีแล้วจะต้องตาย
4. เข้าใจว่าความตายนั้นมันต้องมีสาเหตุและเข้าใจถึงเหตุและผล เช่น ต้องเจ็บป่วยมากๆ
แล้วหยุดหายใจ เป็นต้น
ในเด็กวัย 3-6 ปี ไม่ได้เข้าใจทั้ง 4 ประการหรอกนะคะ จะเข้าใจครบหมดก็เมื่ออายุ 9-10 ปีโน่นล่ะ
ตอนนี้จะเข้าใจแค่ 2 หรืออาจจะแบบใดแบบหนึ่งด้วยซ้ำ แถมยังเข้าใจคลุมเครืออยู่บ้าง
แต่จะค่อยๆ เข้าใจได้ดีขึ้นเองทีละน้อยค่ะ
สอนลูกยังไงดี
ปกติเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้เข้าใจเรื่องความตายได้เองจากประสบการณ์ในชีวิตจริง
จากสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เช่น พบแมลงตาย ตัวละครในนิทานตาย เป็นต้น
แต่พ่อแม่ควรพูดคุยให้ลูกเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น หากมีคนที่รู้จักใกล้ชิดที่กำลังป่วยหนักและอาจกำลังจะจากไป
หรือถ้าเมื่อไรมีสัตว์เลี้ยงที่เขารักแล้วเกิดความผูกพัน ซึ่งมันจะอยู่อีกไม่นานแล้วมันก็จะตาย
การสอนเด็กในวัยนี้พ่อแม่อย่าคิดว่าลูกจะไม่เข้าใจนะคะ เพียงแต่เวลาที่คุณบอกให้ลูกเข้าใจ
พยายามยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ หาคำพูดง่ายๆ มาสอน ซึ่งอาจจะเริ่มจาก
ถ้าในบ้านมีต้นไม้แล้วมีบางต้นที่เหี่ยวเฉาดูแล้วคงไม่รอดแน่ๆ คุณก็บอกลูกได้เลยว่าต้นไม้ต้นนั้นมันตายแล้วนะลูก
ดูสิใบมันเหี่ยวเปลี่ยนสี ดูไม่สวนเหมือนต้นอื่นๆ เลย ลูกอาจจะยังไม่เข้าใจซะทีเดียว แต่ไม่เป็นไรค่ะ
ค่อยๆ บอกค่อยๆ สอนกันไป
ก่อนที่คุณจะซื้อสัตว์เลี้ยงให้ลูก อาจต้องบอกเงื่อนไขกับลูกก่อนว่า สักวันหนึ่งเจ้าสัตว์ที่ลูกจะเลี้ยง
พอมันโตขึ้นๆ มันก็จะแก่แล้วพอแก่มันก็ต้องตายนะลูก บอกเพื่อให้ลูกได้รับรู้เงื่อนไขก่อน
เพราะว่าหากสัตว์เลี้ยงของเขาเป็นอะไรไป เขาจะได้รู้ว่าอ๋อ...ก็เป็นอย่างที่คุณแม่คุณพ่อบอกไว้
ว่ายังไงวันหนึ่งก็ต้องตาย เขาก็จะไม่เสียใจหรือฟูมฟายจนเกินไป
ถ้าในครอบครัวมีคนที่กำลังป่วยหนัก คุณควรบอกให้ลูกรับรู้ตามสภาพความเป็นจริง
เช่น คุณยายกำลังป่วยหนักนะลูก อาจจะอยู่กับหนูอีกไม่นาน เพื่อให้ลูกได้เตรียมใจ ได้รับรู้ความเป็นจริง
ไม่ใช่พอคุณยายตายแล้วเพิ่งไปบอก ลูกจะเสียใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีการเตรียมใจ
ลูกอาจจะยังไม่ได้พูดไม่ได้บอกลากับคุณยายเลย ตรงนี้สำคัญนะคะ เพราะปุบปับคุณยายก็ไม่อยู่แล้ว
ลูกไม่เคยรับรู้ว่าคุณยายเป็นอะไร ความรู้สึกมันจะค้างคาอยู่ในใจ ยิ่งถ้ารักมาก ผูกพันมาก
ความเสียใจก็จะยิ่งมากขึ้นตามลำดับ
อย่าให้ลูกรู้จักความตายผ่านหนังฆาตกรรม บู๊ล้างผลาญ เพราะลูกจะจำภาพและฝังใจว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว
ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่มีความตายในอนาคตค่ะ
บอกความจริง...ลูกจะเสียใจไหม
เรื่องนี้ละค่ะที่ทำให้คุณแม่น้องนิกลังเลว่าบอกความจริงกับลูกดีมั้ยว่าพี่หมาของเขาน่ะตายไปแล้ว
นั่งคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจบกน้องนิกว่าพี่หมาตายไปแล้ว โดยอธิบายว่าพี่หมาอายุเยอะแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา
การตายของพี่หมาก็คือนอนนิ่งไม่ตื่นมากินข้าว ไม่วิ่งมาหาน้องนิกอีก ค่ะ...แน่นอนน้องนิกต้องร้องไห้
เพราะรักและผูกพันกันมาก แต่สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้น้องนิกไม่เสียใจนานเกินไปก็คือท่าที
น้ำเสียงและคำพูดของคุณแม่ค่ะ
เวลาที่คุณจะบอกลูกว่าคนที่รักหรือสัตว์เลี้ยงของเขาตายแล้วนั้น คุณควรบอกด้วยท่าทีที่สงบ
ทำให้ลูกรู้ว่ามันเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือน่ากลัวอะไร
คุณแม่อย่ากลัวหรือคิดแทนลูกค่ะว่าถ้าบอกไปแล้วลูกจะเสียใจ จะร้องไห้ฟูมฟาย
ซึ่งในความจริงแล้วก็อาจจะไม่ได้เสียใจมากอย่างที่คุณกำลังกลัวค่ะ
เพราะความเข้าใจเรื่องความตายของเขาไม่ได้ลึกซึ้งเหมือนอย่างที่คุณกลัว
อาจจะเป็นเพราะคุณกำลังคิดแทนลูกว่าลูกน่าเสียใจ ถ้ารู้ว่าคนที่เขารักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
และคุณไม่จำเป็นต้องปลอบลูกว่าอย่าร้องไห้นะลูก ตรงกันข้าม ให้ร้องเถอะค่ะ
การร้องไห้แสดงว่าเด็กมีความรัก ความผูกพัน และระหว่างที่ลูกร้องลูกก็ได้ระบายความรู้สึกออกมา
ซึ่งคุณแม่ก็จะได้ปลอบได้พูดให้ลูกเข้าใจ
ปิดบังความจริง ควรทำหรือไม่ ?
หลายต่อหลายคนไม่บอกความจริงเพราะความกลัวว่าจะเสียใจนี่ล่ะค่ะ ก็เลยโกหกซะเลย มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง
ครอบครัวหนึ่งคุณพ่อป่วยหนักแล้วเสียชีวิตกะทันหัน คุณแม่เสียใจมากแต่ไม่กล้าบอกลูกเพราะกลัวว่าลูกจะเสียใจ
ก็เลยหลอกลูกว่าพ่อไปต่างจังหวัด 2 อาทิตย์แล้วพ่อก็ยังไม่กลับมา พอเวลาผ่านไป ลูกก็ถามอีก
คุณแม่ก็โกหกอีกว่าคุณพ่อไปทำงานต่างประเทศ ต้องนั่งเครื่องบินถึงจะกลับมาได้ ลูกจะโทรก็ไม่ให้โทร
ทีนี้พอเวลาเครื่องบินบินผ่านหน้าบ้านลูกก็จะออกไปร้องเรียกด้วยความดีใจว่าพ่อมาแล้วๆ
ซึ่งคนในบ้านก็เศร้า หดหู่ใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นานเข้าๆ พ่อไม่กลับมาสักที
เด็กคิดว่าพ่อไม่รักเขาแล้ว พ่อไม่มาหาเขาเลย...
ฟังแล้วเศร้านะคะ อันนี้เป็นผลร้ายอย่างหนึ่งของการไม่ได้บอกความจริงลูก
ลองคิดดูเล่นๆ นะคะว่าถ้าวันหนึ่งเด็กน้อยคนนี้รู้ความจริง แกคงเจ็บปวดและเสียใจมากทีเดียว
การโกหกอาจจะช่วยให้ผ่านปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้น แต่ผลที่จะตามมาหนักเอาการทีเดียวค่ะ
เด็กน้อยจะเจ็บปวดกว่าการบอกความจริงกับเขาตั้งแต่ตอนแรก อย่างน้อยๆ เขาอาจจะได้มีโอกาสไปหาพ่อ
ไปดูแลพ่อ ไปกอดพ่อก่อนที่พ่อจะตาย ได้ล่ำลาซึ่งกันและกัน จะทำให้เขารู้สึกด้วยว่าพ่อตายทั้งๆ
ที่ยังรักเขานะและจะไม่ลืมเขา ซึ่งความรู้สึกตรงนี้สำคัญค่ะ แต่การโกหกทำให้ความรู้สึกของการล่ำลา
การอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายเนี่ยหายไป รวมถึงความรู้สึกและความไว้วางใจคนในบ้านก็น้อยลงไปด้วย
คำพูดแบบนี้...ไม่ดีไม่ดี
การให้เหตุผลว่าทำไมคนหรือสัตว์ต้องตายกับเด็กเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
แต่บางเหตุผลควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจจะเกิดผลเสียตามมา เช่น
1. ให้เหตุผลว่าคุณยายนอนหลับหรือเจ้าดิ๊กกี้นอนหลับแล้ว ตายไปเลย เหตุผลแบบี้ไม่ดีนะคะ
เพราะเจ้าตัวเล็กจะไม่อยากนอน เพราะกลัวว่า ถ้านอนไปแล้วจะตายไปเหมือนกับคุณยาย
หรืออาจจะกลัวว่าคนรอบข้างหลับไปแล้วจะไม่ตื่น ต้องมาคอยลุ้นกันทุกวันว่าคนรอบข้างจะตื่นขึ้นมามั้ย เป็นต้น
2. ไม่ควรเอาเรื่องความตายมาบังคับหรือว่าข่มขู่เด็ก เช่นถ้าหนูดื้อนะ แม่คงอายุสั้น
หรือถ้าหนูทำให้พ่อกลุ้มใจมากๆ พ่อคงจะต้องตาย ไม่ควรพูดถึงความตายในลักษณะของความน่ากลัวหรือเจ็บปวด
หรือพูดว่าความตายเป็นเหมือนการทอดทิ้งถูกลืม เพราะเด็กจะรู้สึกว่ามันน่ากลัว
หรือว่าพูดถึงความตายของสิ่งที่เด็กรักโดยไม่จำเป็น คือพ่อแม่บางคนจะพูดหยอกเล่นหรือไปทดสอบเด็ก
อยากจะรู้ว่าเด็กรักฉันจริงหรือเปล่า เช่น แล้วถ้าเกิดแม่ตายไปแล้วหนูจะทำยังไง เป็นต้น
พออ่านมาถึงตรงนี้รู้สึกไหมคะว่าการบอกเรื่องความตายกับลูกไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือน่ากังวลอย่างที่คิด
เด็กๆ น่ะระยะเวลาความเสียใจของเขาไม่ได้ยาวนานมากมายเป็นปีๆ อย่างพวกเราหรอกค่ะ
ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ถึงสัปดาห์เด็กก็จะดีขึ้น เขาก็จะลืมความเสียใจได้
จะว่าไปหากบ้านไหนที่มีสัตว์เลี้ยง แล้วในบ้านมีเนื้อทีพอก็ลองให้ลูกช่วยขุดหลุมฝังศพสัตว์เลี้ยงดูค่ะ
เพราะอย่างน้อยเด็กจะรู้สึกว่าได้ทำอะไรเพื่อสัตว์เลี้ยงของเขา และอย่างน้อยถ้าเขาอยากจะล่ำลาเขาก็สามารถทำได้
น้องนิกเขาทำมาแล้วค่ะ ซึ่งหลังจากนั้น 3-4 วันน้องนิกก็ยิ้มร่าเป็นปกติ แล้วถ้าตอนนี้ใครได้มีโอกาสไปบ้านน้องนิกล่ะก็
จะได้ยินเสียงน้องหมาเห่าบ็อกๆ แทนเสียงโฮ่งๆ ของพี่หมาด้วยล่ะค่ะ
เรื่องราวของน้องนิกก็จบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งค่ะ การตายของพี่หมาทำให้น้องนิกโตขึ้น
และเริ่มรู้จักกับความสูญเสีย ส่วนคุณแม่ก็มั่นใจมากขึ้นในการที่จะพูดความจริงกับลูก
เพราะรู้แล้วล่ะว่าการบอกความจริงกับเด็กน่ะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของคุณแม่
(update 10 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 266 มีนาคม 2548 ]
|