การพลัดพรากจากบุคคลที่รัก โดยไม่มีวันที่จะได้พบกันอีกคงเป็นทุกข์ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต้องเผชิญ...
แม้กับผู้ใหญ่เองการทำใจให้ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่เศร้าเสียใจนี้ไปก็ยังเป็นเรื่องยาก...
จะนับประสาอะไรกับเด็กตัวเล็กๆ
ยังจำได้ว่า เมื่อสมัยเป็นเด็กตัวกะติ๊ด น้องบอล อายุได้ 5-6 ขวบ มีแมวแสนรักอยู่ตัวหนึ่ง
วันดีคืนดีน้องเหมียวน่อย (เหมือนเหมียวน้อยแต่ตัวใหญ่กว่านิด) ก็นอนนิ่งไม่ไหวติง
ไม่เดินเล่นดุ๊กดิ๊กเหมือนแต่ก่อน น้องบอลสุดจะงง แม่จ๋า
น้องเหมียวไม่ยอมตื่น!
ตอนนั้นน้องบอลเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว... น้องแมวไม่ได้นอนหลับธรรมดาแน่!
คุณแม่ยิ้มแห้งๆ แล้วก็ลูบหัว เจ้าเหมียวขึ้นสวรรค์ไปแล้วจ้ะ
หลังจากพาน้องเหมียวไปฝังแล้ว แม่ก็อธิบายง่ายๆ เท่าที่คิดว่าเด็กวัย 5 ขวบ น่าจะพอเข้าใจ
ตอนนั้นจำได้ว่าร้องไห้ ซึมไปหลายวันครับ คิดถึงแต่เพื่อนเหมียวสุดที่รัก
โชคดีที่ทั้งคุณแม่และคุณพ่อคอยให้กำลังใจ น้องบอลจึงผ่านพ้นความเศร้าไปได้...
เข้าใจธรรมชาติ
- วัย 3-5 ขวบ
เริ่มมีความสงสัยถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เช่น ทำไมดอกไม้ถึงบาน ? หนูมาจากไหน ? เป็นวัยช่างสงสัย ชอบซักถาม
ซึ่งเรื่องของความตายก็เริ่มเข้ามาวนเวียนอยู่ในความสนใจของเขาบ้างแล้ว
เด็กๆ ยังไม่เข้าใจและอาจจะกลัวได้
- วัย 5-6 ขวบ
มีความสนใจต่อสิ่งต่างๆ
ในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น บรรดาคำถามแบบหนูน้อยจำไมจะมีลักษณะที่ค้นหาคำตอบมาคอย
ให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวกันมากขึ้นตามไปด้วย อาจมีการเอาเรื่องของความตายเข้าไปใส่ในการเล่นสมมติอีกด้วยก็ได้
ซึ่งนั่นก็คือ วิธีการที่เขากำลังพยายามค้นหา หรือทำความเข้าใจกับความตายในอีกรูปแบบหนึ่ง
เด็กในวัยนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า เมื่อตายแล้วก็จะไม่ฟื้นกลับมาอีก และทุกคนก็อาจจะตายได้...
ด้วยความผูกพันที่เขามีต่อคนบางคนรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงก็จะทำให้เขาเศร้าเสียใจได้
เมื่อเวลาแห่งการสูญเสียนั้นมาถึง
คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมตัวตั้งรับกับบรรดาคำถาม หรือเหตุการณ์การสูญเสียต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นไว้บ้าง
เพื่อจะได้ช่วยให้หนูน้อยเข้าใจและเป็นพื้นฐานต่อการยอมรับความสูญเสียของเขาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้
อธิบายให้เข้าใจ... เรื่องสำคัญ
เมื่อมีญาติผู้ใหญ่หรือสมาชิกคนใดภายในบ้านต้องจากไป คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเป็นเรื่องโหดร้าย
ยากเกินไปสำหรับเด็กๆ จึงใช้วิธีหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง รวมถึงความกลัวว่าลูกน้อยจะเสียใจมากไปกว่านี้
จึงกันหนูๆ ออกจากเรื่องนี้ไป แต่ถึงจะอายุแค่ 5-6 ขวบ เด็กๆ ก็สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติ
และบรรยากาศของความเศร้าที่เกิดขึ้นได้ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะเกิดความกังวลหรือสงสัย
รวมทั้งรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจได้ เพราะเขายังไม่เข้าใจหรือได้รับข้อมูลที่เพียงพอ
เพราะเขายังไม่เข้าใจหรือได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ซึ่งหากผู้ใหญ่ละเลย ไม่สร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ให้กับหนูน้อย
ก็อาจจะมีผลกระทบต่อจิตใจ และพฤติกรรมของพวกเขาได้ครับ...
5 ทางช่วยหนูรับมือเมื่อสูญเสีย
- อยู่เคียงข้าง คอยให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในเวลาที่หนูน้อยเศร้าเสียใจ
ต่อการจากไปของบุคคลที่รักหรือสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคยเป็นเพื่อนสนิทเช่นนี้ ด้วยอารมณ์สับสนที่อยู่ในใจ
คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้เวลาอยู่กับลูกเพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจแก่หนูน้อย
รวมทั้งพูดคุยรับฟังเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกรวมถึงตอบข้อสงสัย เพื่อคลายความกังวลใจให้หนูน้อยของเราด้วยครับ
- อธิบายง่ายๆ ชัดเจน ใช้เวลาสักนิดในการอธิบายเกี่ยวกับความตายให้เด็กๆ เขาเข้าใจมากขึ้นเรื่องที่อยากให้ระวังก็คือ
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะเปรียบเทียบความตายกับการนอนหลับ เพราะเด็กๆ อาจจะสับสนและกลัวที่จะเข้านอนได้
แต่ควรจะบอกกับเขาเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตว่าทั้งคนและสัตว์เกิดมาก็ล้วนต้องตาย
อาจจะเป็นด้วยเพราะร่างกายบาดเจ็บ หรือไม่สบายมากจนหยุดทำงาน เพื่อให้เขามีความเข้าใจถึงความจริงของชีวิต
ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
- ให้หนูมีส่วนร่วม ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ เช่น ในงานพิธีกรรม อย่าได้กันเขาออกไปเลย
เพราะเป็นโอกาสที่ลูกจะได้ร่วมรับรู้ถึงภาวะการสูญเสีย รวมทั้งแบ่งปันความรู้สึกเหล่านั้น
อย่ากลัวว่าลูกจะเห็นพ่อหรือแม่เศร้าและเสียใจ
- คงกิจวัตรประจำวัน การทำสิ่งต่างๆ ตามปกติจะทำให้หนูๆ รู้สึกปลอดภัยเพราะคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้
และรู้สึกถึงความมั่นคงที่ยังคงอยู่ แต่หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นก็ควรจะอธิบายให้เขาเข้าใจด้วย
- ความทรงจำแสนดี ถึงแม้ว่าคนที่รักอาจจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ธรรมชาติก็มอบของขวัญทดแทนให้เรา
คือความทรงจำที่แสนดีเกี่ยวกับคนที่เรารัก การชวนลูกพูดคุยถึงเรื่องดีๆ ที่เคยทำร่วมกันของหนูน้อยกับผู้ที่จากไป
จะทำให้หนูน้อยคลายเศร้าลงได้บ้าง แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ในความทรงจำของเราได้นะครับ
การสูญเสีย เป็นประสบการณ์สำคัญที่คนเราทุกคนต้องก้าวข้ามผ่าน
ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ ของเรามีความเข้มแข็งกันมากขึ้นและใช้ชีวิตต่อไปได้ในอนาคต
การที่เขาจะผ่านความสูญเสียไปได้จำเป็นที่จะต้องมีสองมือของคุณพ่อคุณแม่ช่วยกันประคับประครอง
ให้ความรักและความมั่นใจกับเขาครับ
(update 27 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|