สำหรับคุณแม่ที่กำลังกลุ้มใจเพราะต้องฝากลูกน้อยไว้กับพี่เลี้ยงเพื่อไปทำงาน
ครั้งนี้เรามีเทคนิคในการเตรียมหนูๆ เมื่อต้องห่างแม่มาอยู่กับพี่เลี้ยงค่ะ
หลังจากลาคลอดมาครบ 3 เดือน ก็ถึงเวลาที่คุณแม่จะต้องกลับไปทำงานแล้ว
หนูน้อยวัย 3 เดือน โชคดีที่ยังไม่กลัวคนแปลกหน้า แต่โชคไม่ดีคือในวัยนี้สมองของหนูพัฒนา
จนสามารถจดจำคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดได้แล้ว กำลังสร้างความรู้สึกผูกพันขึ้นมาในใจ
และจะรู้สึกอบอุ่นใจและมั่นคงเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดหรือเพียงแค่ได้เห็นว่ามีคุณแม่อยู่ในสายตา
หนูก็มีความสุขแล้ว
สายใยแห่งความผูกพันในใจที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของชีวิตนี้ หากดำเนินไปอย่างราบรื่น
จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี มีบุคลิกภาพที่มั่นคง และเชื่อมั่นในตนเองได้ต่อไปในอนาคต
เมื่อต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง จะมีวิธีการรับมืออย่างไร เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ
5 วัน 5 สเต็ป เตรียมลูกรับพี่เลี้ยง
ข้อดีของวัยนี้คือ ยังไม่กลัวคนแปลกหน้า เพราะฉะนั้นก่อนจะให้พี่เลี้ยงมาดูแลหนูเต็มเวลา
ควรพาพี่เลี้ยงมาทำความคุ้นเคยกับลูกให้มาอุ้ม มาเล่นกับลูก ช่วยให้นม อาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อม
ระหว่างที่คุณแม่ยังไม่ไปทำงานด้วยค่ะ
เราขอนำเสนอแพ็กเกจ 5 วัน เตรียมลูกรับพี่เลี้ยง ที่จะช่วยให้เมื่อถึงวันต้องจากกันกับคุณแม่เต็มวัน
ลูกจะไม่ร้องไห้โยเย และรู้สึกว่าถูกทิ้ง
วันที่ 1 ให้พี่เลี้ยงมาที่บ้านแต่เช้า และเปิดตัวคุณพี่เลี้ยงกับลูกน้อยในตอนที่กำลังให้นม
ให้พี่เลี้ยงเข้ามานั่งพูดคุยเบาๆ กับคุณแม่ระหว่างที่ให้นมลูก ถ้าหนูน้อยกินนมแล้วหลับไปก็ไม่เป็นไรค่ะ
ตื่นมาอีกครั้งก็ทำเหมือนเดิม แต่ถ้าลูกไม่หลับลองให้พี่เลี้ยงอุ้มลูกดูหลังที่กินนมอิ่ม ช่วงนี้หนูน้อยจะอารมณ์ดี
และพร้อมจะเปิดรับเรื่องใหม่ๆ วันแรกนี้ก็ทำอย่างนี้สลับกันไปทั้งวัน
วันที่ 2 ช่วงเช้าเริ่มจากกิจกรรมต่างๆ คล้ายเมื่อวาน ช่วงบ่ายให้พี่เลี้ยงลองเป็นคนให้นมลูกดูบ้าง
ดูซิว่าหนูจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
วันที่ 3 ช่วงเช้าพี่เลี้ยงเป็นคนให้นมลูก และเป็นคนให้นมลูกไปตลอดทั้งวัน
และทำกิจกรรมอื่นๆ ให้ลูกด้วย เช่น อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม แต่ระหว่างนี้คุณแม่ยังต้องเล่นกับลูก
อุ้มลูกสลับกับพี่เลี้ยงตลอดเวลา เพื่อไม่ให้หนูรู้สึกว่าคุณแม่ทอดทิ้ง
วันที่ 4 ช่วงเช้าเหมือนเมื่อวาน แต่ช่วงบ่ายคุณแม่จะหลบหายออกไปจากสายตาลูกสัก 3-4 ชั่วโมง
ซึ่งหนูน้อยบางคนอาจจะกังวลเล็กน้อย แต่เมื่อคุณแม่กลับมารับขวัญ ลูกก็จะรู้สึกดีขึ้น
วันที่ 5 ช่วงเช้าก็เหมือนเดิมค่ะ แต่วันนี้คุณแม่จะหายออกไปเร็วขึ้น
แล้วก็กลับมาในช่วงเย็น ตามเวลาเลิกงานของคุณแม่
5 กลวิธี เลือกพี่เลี้ยงคุณภาพ
1. ควรหาพี่เลี้ยงจากการแนะนำของคนที่รู้จักคุ้นเคย
หากได้รับการรับรองจากคนที่เคยรับบริการมาแล้วว่าไว้ใจได้ ดูแลเด็กได้ดี ก็น่าจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง
หรือหากเป็นพี่เลี้ยงจากศูนย์พี่เลี้ยงที่ญาติแนะนำ หรือที่ค้นเจอในสมุดหน้าเหลือง
ก็ต้องเป็นศูนย์ซึ่งมีที่อยู่ติดต่อเป็นหลักแหล่งชัดเจน ศูนย์ต้องมีใบรับรองการผ่านงาน
หรือประกาศนียบัตรการอบรมที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ
2. คุณสมบัติหลักของพี่เลี้ยงก็คือ ต้องไว้วางใจ ประวัติดี และมีประสบการณ์เคยเลี้ยงเด็กมาแล้ว
มีทักษะในการดูแลเด็กอ่อน เช่น อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม น้ำ รักสะอาด ส่วนคุณสมบัติรองที่ควรมี
เช่น เล่นกับลูกเป็น เป็นคนอารมณ์ดี ใจเย็น รักเด็ก
3. ควรพิจารณาบุคลิกของพี่เลี้ยงให้ลึกลงไปกว่าประสบการณ์การทำงาน
ควรชวนคุยทำความรู้จักเพื่อทราบถึงทัศนคติและบุคลิกภาพของพี่เลี้ยง ซึ่งพี่เลี้ยงที่ดีควรจะดูสะอาด
สดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจเย็น มีความเมตตาและเอื้ออาทรต่อเด็ก ระหว่างคุยก็ลอบสังเกตท่าทีของพี่เลี้ยงไปด้วย
เช่น มีท่าทีหงุดหงิด เมื่อได้ยินเสียงเด็กเล็กแผดร้องหรือไม่ เป็นต้น
4. ลองสังเกตตามเนื้อตัวดูว่าเป็นปกติดี มีแผล หรือแม้แต่รอยกรีดรอยเข็มอะไรหรือไม่
โดยถ้ามีลักษณะใดที่ไม่ปกติ ก็ยังไม่ควรเสี่ยงรับนะคะ
5. เมื่อพิจารณาทุกอย่างเห็นควรว่าควรรับมาทำงาน ควรส่งพี่เลี้ยงไปตรวจร่างกาย
ขอใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าทำงานด้วยค่ะ
ถ้ามีเวลามากว่า 5 วัน ก็จะดีมากกว่านี้อีก โดยยิ่งมีเวลาให้ลูกทำความคุ้นเคยกับพี่เลี้ยง
ระหว่างที่มีคุณแม่อยู่ด้วยมากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่แพ็กเกจ 5 วัน ที่เรานำเสนออาจเรียกว่าเป็นคอร์สอินเท็นซีฟ
ส่วนถ้าไม่มีเวลาหรือมีข้อจำกัดไม่สามารถทำตามแพ็กเกจได้ สามารถประยุกต์เทคนิคนี้ให้เหมาะสมกับเวลาที่มี
เริ่มจากการให้ลูกได้อยู่กับพี่เลี้ยงทีละนิด และมากขึ้นเรื่อยๆ จนคุ้นเคยกันดี ลูกก็จะไม่ร้าวรานใจเมื่อต้องจากคุณแม่ค่ะ
Checklist
- ในช่วงทดลองงานที่คุณแม่อยู่ด้วย ควรสังเกตและแนะนำวิธีการดูแลลูกให้กับพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด
พร้อมกับบอกรายละเอียด ความชอบ-ไม่ชอบ ลักษณะของตัวของลูก ให้พี่เลี้ยงรับรู้และเข้าใจ
- เปิดใจรับฟังและพร้อมให้คำปรึกษาหากพี่เลี้ยงมีปัญหาสงสัย
- ควรมีข้อตกลงบางประการ เช่น ห้ามพาลูกออกไปนอกบ้านโดยเด็ดขาด ไม่ดูโทรทัศน์ในเวลางาน
ไม่เปิดประตูรับผู้อื่นให้เข้าบ้าน ยกเว้นได้รับอนุญาตและต้องไม่ทิ้งลูกน้อยห่างจากสายตาเป็นอันขาด
- พาพี่เลี้ยงทัวร์รอบบ้าน ให้รู้จักที่เก็บอาหาร เครื่องใช้ของลูก จุดที่แขวนกุญแจบ้าน
อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เช่น เครื่องมือปฐมพยาบาล เครื่องดับเพลิง รวมถึงสอนวิธีใช้ให้ด้วย
- บอกจุดอันตรายในบ้านที่ต้องระมัดระวังพิเศษ เช่น สวิตช์ไฟ ปลั๊กไฟ บันได ห้องน้ำ บ่อน้ำ ฯลฯ
- นอกจากต้องอบรมเรื่องทักษะพื้นฐานทั้งหมดในการดูแลเด็กและดูแลบ้านแล้ว
พี่เลี้ยงควรจะได้รับการเทรนเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการลูกด้านต่างๆ
เช่น วิธีการเล่นกับลูก วิธีการพูดคุย น้ำเสียงที่ควรใช้ หรือควรต้องเรียนรู้การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
ที่คุณแม่เคยทำมาแล้วทั้งหมด เช่น การนวด การทำโยคะเด็ก เป็นต้น
โดยอธิบายให้พี่เลี้ยงเข้าใจให้ชัดเจนถึงวิธีการทำ และทำไมต้องทำ
- จดเบอร์โทรศัพท์ของคุณแม่หรือคุณพ่อที่สามารถติดต่อได้สะดวกไว้กับพี่เลี้ยง
หากมีข้อสงสัยหรือเรื่องฉุกเฉินจะได้ติดต่อได้ทันที
(update 20 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 118 สิงหาคม 2548ปีที่ 10 ]
|