ให้ลูกอยู่ในสายตา อยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ตลอดเวลา หรือให้มากที่สุด
นั่นย่อมเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปรารถนา
แต่ในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ
หลายครอบครัวจำเป็นต้องทำงานทั้งพ่อและแม่เพราะด้วยภารด้านการงานการเงิน
บางครอบครัวก็เป็นคุณแม่หรือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว (เป็นม่าย)
ในขณะที่ญาติพี่น้องล้วนไม่สะดวกในการดูแลหลานตัวน้อย
ดังนั้น เนิร์สเซอรี่ (เดย์แคร์) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหานี้
และหากจำเป็นต้องใช้บริการจริงๆ การเลือกเพราะเพียงราคาถูก ก็ไม่น่าจะถูกต้อง
หรือการนั่งฟังแต่คำอรรถาธิบายเกี่ยวกับหลักสูตร และกิจกรรมในแต่ละวันก็ยังไม่เพียงพอ
แต่การซักถาม (ด้วยความอยากรู้-อย่างสุภาพ ไม่ใช่ด้วยท่าทีจับผิด หรือจู้จี้จุกจิกเหมือนไม่ไว้ใจ)
โดยเฉพาะเรื่องของมาตรการเพื่อความปลอดภัย และการสังเกต-สำรวจเป็นสิ่งที่ควรกระทำ
ก่อนที่จะตัดสินใจฝากลูกน้อยให้อยู่ในการดูแล
- พี่เลี้ยงหนึ่งคนอุ้มเด็กสิบคน
แน่นอนยิ่งมีพี่เลี้ยงเยอะเท่าใด ก็ย่อมดูแลเด็กๆ ได้ทั่วถึงเท่านั้น สัดส่วนของพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็กกี่คนนั้น
ตามมาตรฐานมักจะดูจากอายุของเด็ก ยิ่งเด็กที่อายุน้อยเท่าใด พี่เลี้ยงยิ่งต้องดูแลใกล้ชิดเท่านั้น
หรืออาจจะใช้เกณฑ์ตามนี้ก็พอได้ครับ
วัยแบเบาะ (0-1 ขวบ) พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 3 คน
วัยหัดเดิน (2-3 ขวบ) พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 5 คน
วัยซน (>3 ขวบ) พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 7 คน
คุณพ่อคุณแม่ก็ควรใส่ใจกับจำนวนครูพี่เลี้ยง ที่ต้องมากพอเพื่อเด็กๆ จะได้รับความใกล้ชิด
และการเอาใจใส่ที่เพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความปลอดภัย
...อย่าให้ซ้ำรอยกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วจนตกเป็นข่าวสะเทือนใจเมื่อปลายปี 2547
เป็นเหตุการณ์ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดยโสธร ที่สุดท้ายครูพี่เลี้ยงทั้ง 2 คน
ได้ยอมรับสารภาพในความประมาทเลินเล่อของตนเอง ว่าได้นำหม้อใส่ข้าวต้มเดือดๆ ขนาดใหญ่ 38 นิ้ว
เอามาตั้งไว้กลางห้อง แล้วเรียกเด็กๆ เข้ามาเพื่อเตรียมกินข้าว
ขณะที่พี่เลี้ยงทั้งสองคนกำลังง่วนอยู่กับการหยิบถ้วยข้าวต้มให้เด็กๆ และขณะที่เด็กๆ
ต่างก็กรูเข้ามาใกล้หม้อข้าวมหึมาใบนั้น!! และแล้วก็เป็นเหตุให้ ด.ญ.ปูเป้วัย 2 ขวบครึ่ง
ตกลงไปในหม้อข้าวต้มเดือดๆ และเสียชีวิตในที่สุด
จำนวนพี่เลี้ยงมีความสัมพันธ์กับทั้งการดูแลเด็กว่าทั่วถึงหรือไม่
และการได้รับการอบรมพัฒนาของพี่เลี้ยงด้วยเช่นกัน
อย่าเพิ่งรีบพึงใจ เพราะเพียงบรรดาเจ้าหน้าที่พูดจาอ่อนหวาน หรือนอบน้อมยิ้มแย้มกับคุณ
เมื่อคุณย่างเท้าเข้าไปแค่ก้าวแรกในเดย์แคร์
แต่ควรจะต้องนั่งพิจารณาการทำงานหรือกิจวัตรของพวกเขาที่นี่สักค่อนวัน บางทีอะไรๆ ที่กดซ่อนไว้
ก็มักจะเผลอหลุดออกมา เช่น
- แววตาอันแข็งกร้าวที่จ้องเด็กๆ
- พ่นถ้อยคำหยาบคาย
- เอ็ดตะโรลั่น (ด่าเด็กหรือด่ากันเอง)
- หน้าตาบูดบึ้งบอกบุญไม่รับ
- กระแทกกระทั้นเหมือนคนก้าวร้าว
- เผอเรอ ปล่อยปละละเลย ทั้งๆ ที่เด็กอยู่ในภาวะเสี่ยง
เช่น พบเห็นเด็กกำลังเล่นบนบันไดแต่กลับวางเฉย
หากพบพฤติกรรมเช่นนั้น โปรดเข้าใจได้เลยว่า คุณเธอเหล่านั้นรักเด็กแต่ปาก
เห็นทีจะเอาลูกไปเสี่ยงไม่ได้ซะแล้ว! พี่เลี้ยงที่ดีต้องได้รับการอบรมวิธีการดูแลเด็ก
การทำโทษเด็กและการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก
อีกประการหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ของเนิร์สเซอรี่อย่างน้อยหนึ่งคนต้องมีความชำนาญในการปฐมพยาบาล
ยามเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วย
ขั้นต่อไปต้องเดินสำรวจสิ่งแวดล้อม โครงสร้างอาคาร เฟอร์นิเจอร์
และผลิตภัณฑ์ทั้งหลายที่เด็กต้องใช้ อาทิ
- ให้ดูที่พื้นเป็นประการแรก ว่ามีพื้นที่ต่างระดับสูงๆ ต่ำๆ มากหรือไม่ หรือปูพื้นด้วยวัสดุใดๆ
ที่เสี่ยงต่อการลื่นไถลหรือหัวร้างข้างแตกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องน้ำ
พื้นที่ปูด้วยกระเบื้องเงาวาวจะลื่นง่าย เด็กหัวร้างข้างแตกมามากแล้วครับ
- แล้วสังเกตราวบันได ราวระเบียง ว่ามีซี่ราวระยะถี่หรือห่างจนเสี่ยงที่เด็กๆ จะลอดช่องจนพลัดตกลงมา
(เนื่องจากโดนเบียดหรือโดนผลักก็ตาม) ระยะห่างของซี่ราวที่ป้องกันเด็กตกได้ต้องน้อยกว่า 9 ซม.
- สำรวจว่าปากทางขึ้นลงบันไดหรือปากทางเดินออกสู่ระเบียงมีประตูปลอดภัย (safe gate)
เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กขึ้นลงบันไดตามลำพัง หรือไม่ให้เดินออกสู่ระเบียงตามลำพังหรือไม่
พื้นที่เคลื่อนที่ของเด็กต้องแยกออกจากพื้นที่อันตรายทั้งหมดครับ
- มีอ่างน้ำ ถังน้ำ รองน้ำไว้เต็ม แต่เด็กสามารถปีนป่ายเข้าไปในภาชนะได้หรือไม่ อันตรายครับ
- สังเกตปลั๊กไฟที่ไม่ได้ใช้ ว่ามีฝาครอบหรือมีแผ่นเสียบปิดไว้หรือไม่
(จริงๆ แล้วควรติดตั้งปลั๊กไฟให้สูงจากพื้นประมาณ 1-1.5 เมตร)
สายไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ระโยงรยางค์จนเด็กเอื้อมถึง
แล้วดึงเล่น หรือเอาไปกัดด้วยความมันเขี้ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรง
และที่ต้องดูแน่ๆ เลยคือดูว่ามีเครื่องตัดไฟอัตโนมัติหรือไม่ ถ้าไม่มีก็อุ้มลูกกลับบ้านได้เลย!
- สิ่งของอันตรายถูกเก็บขึ้นอย่างดีหรือไม่ หรือวางปะปนให้เด็กเอื้อมหยิบได้
เช่น ยาฆ่าแมลง ยา ไม้ขีดไฟ ไฟแช็ก น้ำยาล้างพื้น
- มีอุปกรณ์ดับเพลิงเพียงพอหรือไม่ ? ซุกซ่อนอยู่ที่ใด ? ใช้กันเป็นหรือเปล่า ?
และน้ำยาดับเพลิงหมดอายุหรือยัง ? พี่เลี้ยงรู้หรือไม่ว่าจะช่วยเด็กๆ อย่างไรหากเกิดไฟไหม้ ?
มีแผนติดไว้ข้างฝาหรือไม่ เคยมีการซ้อม การอบรมกันหรือไม่
- ต้องดูเฟอร์นิเจอร์ประกอบด้วยครับ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้วางทีวี ชั้นวางหนังสือ
ให้ดูว่าอยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง การจัดวางอย่างเหมาะสมปลอดภัยหรือไม่
เช่น เก้าอี้ยาวในห้องอาหารมีการซ้อนคว่ำกันในลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการล้มครืนลงมาหรือไม่
หากโต๊ะมีมุมแหลมคม อาจกระแทกศีรษะเด็กได้ ต้องมีที่ครอบมุม โต๊ะ ตู้ กันกระแทกด้วย
ตู้วางของที่ใส่ของหนักต้องมั่นคง ไม่ล้มง่าย เพราะเด็กๆ อาจเป็นได้ตลอดเวลา
ดังนั้นตู้หนักๆ ต้องมีอุปกรณ์ยึดตู้ติดกำแพงป้องกันการล้มทับด้วยครับ
- ในห้องนอนให้สังเกตที่นอน เตียง หากเป็นทารกต้องนอนที่นอนบาง หมอนบาง หมอนข้างไม่มีสายรูด
ส่วนที่ยื่นออกมาให้เห็น ยาวไม่เกิน 35 ซม. ถ้าใช่เตียงเด็กเล็ก ซี่ราวต้องห่างไม่เกิน 6 ซม.
- จากนั้นก็พากันมาที่ห้องครัวครับ ให้สังเกตว่าครัวนั้นอยู่ในบริเวณใด
จะต้องไม่รวมห้องครัวไว้กับส่วนนั่งกินอาหารของเด็ก แต่จะแยกกันเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน
ต้องเข้มงวดไม่ปล่อยให้เด็กๆ เข้าไปวุ่นวายในห้องเตรียมอาหาร ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้เด็กๆ เข้าไปวิ่งเล่น
จนชนกระแทกหรือหม้อน้ำแกงร้อนๆ ราดรดเนื้อตัวจนบาดเจ็บสาหัส
- ตรวจสอบบรรดาของเล่นของเด็กเล็ก ว่าถูกหลักและเหมาะสมกับวัยอนุบาลหรือไม่
เช่น ของเล่นที่มีสีหลุดลอก (สารตะกั่วก่อให้เกิดพิษต่อสมอง) หรือของเล่นประเภทพันธุ์ดุ
เช่น ธนู ปืนลูกดอก กระสุนเม็ด มีดพลาสติก (ก่อให้เกิดเลือดออกในช่องลูกตา)
- ของเล่นที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ ในรูปของฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ
เช่น ไอ้มดแดง อุลตราแมน เต่านินจา ฯลฯ เด็กเล็กเห็นเข้าก็มักเอาเข้าปาก เคี้ยวๆ อมๆ
แล้วในที่สุดก็ติดคอ ติดหลอดลมจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ดังนั้นของเล่นต้องไม่เป็นชิ้นเล็กน้อยที่มีขนาดเล็กกว่า 3.2 ซม. และยาวกว่า 5.8 ซม.
ซึ่งเสี่ยงต่อการอุดตันทางเดินหายใจ
- ของเล่นประเภทฟันเฟือง-เครื่องจักร ที่ดูเหมือนจะเข้าท่าที่เด็กๆ จะได้รู้จักกลไกการทำงานที่เสมือนจริง
เรียนรู้การไขลานการหมุน แต่ผลเสียที่จะระวังกันไม่ไหวก็คือ นิ้วเล็กๆ ของเด็กๆ ที่สอดเข้าไป (ด้วยความซน)
ในขณะที่ฟันเฟืองกำลังหมุน แม้ว่าจะเป็นเครื่องจักรเทียม แต่นั่นย่อมหมายถึงนิ้วของลูกย่อมได้รับบาดเจ็บ
- และสุดท้าย อย่าลืมดูว่ามีเจ้าหน้าที่นั่งสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ในอาคารหรือไม่ด้วยนะครับ!
นอกอาคารต้องดูสนามเด็กเล่น ว่าวางเครื่องเล่นบนพื้นที่อ่อนนิ่มป้องกันศีรษะกระแทกพื้นหรือไม่
เช่น พื้นยางสังเคราะห์หรือพื้นทรายนี่ใช้ได้ครับ เครื่องเล่นสนาม (ไม่ใช่เครื่องเล่นขนาดเล็กที่ใช้ในอาคาร)
ต้องยึดติดฐานราก โยกไม่ได้ ยกเคลื่อนที่ไม่ได้ เพื่อป้องกันการล้มทับครับ ปีนี้มีชิงช้า
เครื่องเล่นปีนป่ายล้มทับเด็ก เสียชีวิตมาสี่ห้าคนแล้วครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือแหล่งน้ำ เช่น บ่อ สระว่ายน้ำ ห้วยหนองคลองบึงทั้งหลาย
อยู่ใกล้ที่เล่นของเด็กหรือไม่ มีรั้วแบ่งแยกเด็กจากแหล่งน้ำเหล่านี้หรือไม่
พื้นที่เล่นของเด็กยังต้องแยกออกจากพื้นที่จราจรโดยเด็ดขาด
เด็กจะต้องไม่สามารถวิ่งลงสู่ถนนที่มีการจราจร
หรือนั่งเล่นข้างถนนได้ครับ
สังเกตดูสภาพภายนอกและภายใน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องอาหารที่ควรสะอาดสะอ้าน
มีอากาศโปร่งโล่งสบาย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการติดแอร์ในเดย์แคร์ เพราะเด็กๆ
ที่รวมตัวกันอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันนั้นมีโอกาสเจ็บไข้ เป็นหวัด ไข้สูง
ชุดนอน-หมอน-ผ้าห่ม ควรเป็นของประจำตัวแต่ละคน ไม่ใช่ใช้ร่วมกันจนมั่วไปหมด
นั่งรอจนถึงเวลาอาหาร เพื่อดูว่าอาหารหลัก อาหารว่าง รวมทั้งน้ำดื่มที่เสริ์ฟเด็กนั้น
มีความสะอาดมีคุณค่า (ไม่ใช่มีแต่ขนมกรุบกรอบ) และมีความปลอดภัย
(ไม่ใช่มีกางในเนื้อปลา หรือมีเมล็ดผลไม้ที่ยังไม่ได้คว้านออก)
จริงอยู่ในชีวิตคนเราอาจไม่มีทางเลือกมากนัก แต่ก็คงไม่ใช่การใช้เป็นข้ออ้าง
ที่จะไม่เลือกเฟ้น เดย์แคร์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ให้แก่ลูกรักของเรา
อันเป็นดวงใจของพ่อแม่ทุกคน
(update 12 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 269 มิถุนายน 2548]
|