เมื่อวานนี้ ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ วันที่เด็ก ๆ รอคอย เพราะนอกจากได้ทานขนมอร่อยๆ แล้ว
ยังได้รับการตามใจจากผู้ใหญ่อีกด้วย
วันเด็กจึงเป็นวันที่เด็กกระชุ่มกระชวย สนุกสนานสดชื่น แจ่มใสและเด็กคงอยากให้มีวันเด็กทุกวัน
แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคงไม่เหมือนอย่างที่เด็กคิดอยากให้เป็น
เพราะคงมี วันเด็ก ทุกวันไม่ได้ แต่เด็กย่อมคิดได้ทุกวัน
เราในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง คงต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า
เด็กๆ คิดอย่างไร ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้ใหญ่ เราควรรู้ว่าเด็กคิดยังไงกับคุณพ่อคุณแม่
วันเด็กปีนี้ จึงมีงานวิจัยเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง มาฝากคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่แค่ให้รับรู้ไว้
แต่เพื่อปรับปรุงแก้ไข ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป
งานวิจัยตั้งคำถามง่ายๆ ให้เด็กตอบว่า อยากให้คุณพ่อคุณแม่ปรับปรุงตัวเรื่องอะไรมากที่สุด
คำตอบที่หลุดออกมาจากเด็กๆ จำนวนหนึ่งก็คือ
- ขอให้บ่นลูกน้อยลงร้อยละ 15.3
- ขอให้มีความเข้าใจลูกๆร้อยละ 8.0
- ขอเวลามีให้ลูกมากขึ้นร้อยละ 7.9
- ขอให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลสุขภาพตนเองร้อยละ 3.4
- ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทำงานน้อยลงร้อยละ 2.0
- ดีอยู่แล้วไม่ต้องปรับปรุงร้อยละ 21.5
- ไม่มีความเห็นร้อยละ 9.8
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลวิจัยชิ้นนี้แล้ว จะเห็นความคิดของลูกที่มีต่อคุณพ่อคุณแม่หลายแง่มุมที่น่าสนใจมาก
แน่นอนที่สุด เมื่อลูกต้องพูดถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า ต้องปรับปรุงตัวเรื่องอะไรมากที่สุด
ย่อมสร้างความอึดอัดใจให้ลูกบ้างเป็นธรรมดา เพราะลูกกลัวถูกมองว่ากำลังตำหนิคุณพ่อคุณแม่ของตนเอง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ เด็กส่วนมากจึงตอบว่าคุณพ่อคุณแม่ดีอยู่แล้วไม่ต้องปรับปรุงอะไร
ที่น่าสนใจคือความคิดของเด็ก ที่แสดงออกมาผ่านงานวิจัยชิ้นนี้
ชี้ให้เห็นความจริงในชีวิตหลายเรื่องด้วยกัน
เด็กจำนวนหนึ่งบอกว่า คุณพ่อคุณแม่น่าจะทำงานน้อยลงหน่อย
เด็กกลุ่มนี้คงมีความรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ทำงานมากไป จนอาจกังวลว่าไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ
อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน
คุณพ่อคุณแม่คนไหนที่รู้ตัวว่าทำงานมากไป ก็ควรปลีกเวลาพักผ่อนให้ลูกเห็นบ้างตามคำขอของลูกๆ
ขณะที่เด็กอีกส่วนหนึ่งบอกว่า ขอให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลสุขภาพตนเอง
เด็กกลุ่มนี้คงรู้สึกว่า คุณพ่อคุณแม่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำมากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เด็กกลุ่มนี้อาจไม่คำนึงถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะมีให้ แต่เขาคิดไปไกลถึงคุณพ่อคุณแม่มากกว่า
ถัดมาคือเรื่องที่ลูก ขอให้มีเวลาให้ลูกมากขึ้น
ต้องยอมรับว่า น่าจะเป็นจริงที่ลูกๆ ร้องขอเวลาจากคุณพ่อคุณแม่
เพราะเวลาส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่มักใช้ไปกับการทำมาหากินเพื่อลูก
แต่ลูกหลายๆ คน ก็สนเรื่องเวลามากกว่าเงินตราที่ได้รับ
เวลาที่มีคุณค่าย่อมมีค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่าเงินตรา
คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใคร่ครวญให้ดี ควรมีเวลาให้ลูกมากขึ้น
เรื่องที่อยู่ในลำดับต้นๆ ที่ลูกหลายคน อยากให้คุณพ่อคุณแม่ปรับปรุงคือ ขอให้มีความเข้าใจลูก ๆ
ดูผิวเผินไม่น่าจะมีเรื่องนี้อยู่ในลำดับต้น ๆ แต่พอค้นลึกลงไปในชีวิตจริงเราจะพบว่า
ความไม่เข้าใจระหว่างลูกกับคุณพ่อคุณแม่นับวันจะแย่ลงทุกวัน
คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าลูกไม่ค่อยเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ ขณะที่ลูกก็บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยเข้าใจลูก
จริงๆ แล้วต่างฝ่ายต่างต้องพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
แต่ในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ก็มักต้องยอมพยายามเข้าใจลูกด้วยความรักลูกนั่นเอง
เรื่องใหญ่สุดที่ลูกๆ ทั้งหลาย ระบายความคิดเห็นผ่านงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือ ขอให้บ่นน้อยลง
ความคิดเห็นนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเก็บมาขบคิดให้มากๆ เพราะการที่เราฝากคำบ่นให้ลูกมากเกินไป
นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องที่เราบ่นแล้ว ยังสร้างความรำคาญใจ แถมลูกไม่สนใจในถ้อยคำที่บ่นอีกด้วย
คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า คำบ่น คือ การสื่อสาระที่น้อย แต่ใช้ถ้อยคำที่มาก
ลองคิดดูว่าถ้าสาระน้อย เราจะหวังให้เกิดผลจากคำบ่นที่หล่นหลุดจากปากได้อย่างไร
อย่างมากก็ได้แต่ฝากถ้อยคำ ที่ทำให้ผู้พูดสะใจที่ได้ระบายออกมาอย่างที่ใจปรารถนามากกว่า
เมื่อใดก็ตามที่ถ้อยคำหลุดออกจากปากคือ คำบ่น จะหวังผลคงไม่ได้ นอกจากได้ความรู้สึก
ด้านชา จากผู้รับคำบ่นมากกว่า
ควรหาทางพูดคุยด้วยเหตุผลน่าจะได้ผลมากกว่า
ความรู้สึกนึกคิดของลูกๆ ที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ปรับปรุงตัวครั้งนี้ ถือเป็นของขวัญอย่างดีที่ลูกๆ
สะท้อนให้รับรู้ อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่จะ แก้ไข หรือ ไขสือ
ถ้าไม่ดื้อเกินไป ก็น่าพิจารณาดูเพื่อพ่อแม่ลูกจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป!
(update 18 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6044 วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2548 ]
|