แน่ใจหรือว่า พี่เลี้ยงที่ดูดีมีการศึกษาสูงๆ จะเลี้ยงดูลูกเราได้ดีเสมอไป เพราะเอาเข้าจริงแล้ว
เด็กๆ ต่างต้องการเพียงพี่เลี้ยงที่รักเขา เอาใจใส่เขา และเข้าใจพัฒนาการเขาเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ ที่จะเลือกใครสักคนมาเลี้ยงลูกแทนเรา ถ้าเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ว่าไปอย่าง
เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเราอย่างไรเสียก็รักหลงหลานเป็นแน่แท้
แล้วไหนจะเคยมีประสบการณ์ตรงเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ เรื่องเลี้ยงหลานเพียงเท่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมาย
แต่ถ้าบ้านไหนญาติผู้ใหญ่เกิดอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด หรืออายุอานามมากเกินกว่าจะมาคอยดูแลปรนนิบัติหลานตัวเล็กๆ
ทางออกสุดท้ายคงเป็นการเลือก พี่เลี้ยง ดีๆ สักคนมาช่วยดูแลเจ้าหนูแทนเรา ในช่วงเวลาหนึ่งของวันหรือเต็มวัน
ซึ่งกว่าจะเลือกใครคนนั้นได้ เราคงต้องคิดแล้วคิดอีก เลือกแล้วเลือกอีกอยู่นั่นแหละ
เรื่องนี้ พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์ประจำสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เคยให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสารรักลูกเกี่ยวกับการเลือกเนิร์สเซอรี่และเลือกพี่เลี้ยงเด็กไว้ว่า
การจะเลือกใครสักคนมาเลี้ยงลูกให้เรานั้น ก่อนอื่นเราควรจะพิจารณาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้
- พื้นฐานอารมณ์
ของพี่เลี้ยงคนนั้นเสียก่อนค่ะว่า
เขาใจเย็นมากน้อยแค่ไหน ขี้รำคาญ หรือขี้หงุดหงิดหรือเปล่า เพราะถ้าพี่เลี้ยงมีพื้นฐานอารมณ์ที่ขี้หงุดหงิด
หรืออารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ เวลาอยู่กับลูกเรา ลูกอาจซึมซับพื้นฐานอารมณ์นี้เข้าไปได้
ดังนั้นก่อนจะเลือกพี่เลี้ยงคนหนึ่งควรคุยกับเขา สัมภาษณ์เขาให้นานๆ
ศึกษานิสัยใจคอ และสังเกตอารมณ์เขาเวลาพูดคุยกับเราด้วยค่ะ
- มีความรักเด็ก
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกพี่เลี้ยงสักคน
เพราะเวลาที่เขาอยู่กับลูกเรา เขาจะแสดงความรัก ความเอื้ออาทร และความปรารถนาดีให้กับลูก สิ่งนี้จะทำให้ลูกมีความสุข
และมีพัฒนาการเติบโตสมวัยค่ะ
- มีความเป็นคนคุณภาพ
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมีดีกรีสูงๆ อย่างปริญญาโท
หรือปริญญาเอกนะคะ แต่อย่างน้อยขอให้พี่เลี้ยงคนนั้นมีการศึกษาในระดับหนึ่ง ที่พอจะเข้าใจจิตใจและพัฒนาการของเด็กได้
ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้นำความรู้ดังกล่าวมาช่วยในการเลี้ยงลูกให้เราค่ะ เช่น รู้ว่าตอนนี้ลูกเราป่วยอยู่
ควรได้รับการปฐมพยาบาลอย่างไร หรือลูกครบ 1 ขวบแล้ว ควรกระตุ้นพัฒนาการเรื่องไหนบ้าง
- มีความใฝ่รู้
เพราะเดี๋ยวนี้เรื่องโรคและพัฒนาการเด็กก้าวล้ำหน้าไปมากขึ้นทุกที
การเลือกพี่เลี้ยงที่มีความใฝ่รู้ ขวนขวายที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กมาอ่านอยู่เสมอ จะช่วยให้การเลี้ยงลูกของเราสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้นค่ะ
- รู้จักการแบ่งเวลา
พี่เลี้ยงมืออาชีพส่วนใหญ่จะรู้โดยหน้าที่ค่ะว่า
เวลานี้ควรเป็นเวลาผ่อนคลายของเด็ก เขาจะให้เด็กนั่งเล่นของเล่นอยู่ตรงหน้า โดยที่ตัวเองก็ได้พักไปด้วยในตัว
และเมื่อใดก็ตามที่พี่เลี้ยงได้ผ่อนคลาย ความเครียดในการเลี้ยงเด็กที่อาจสะสมอยู่ในตัวจะมลายหายไป
ทำให้เด็กเวลาอยู่ด้วยไม่รู้สึกเครียดตามไปด้วยค่ะ
เมื่อลองศึกษาคุณสมบัติดังกล่าว ต่อไปคงเป็นเรื่องของคุณพ่อคุณแม่แล้วล่ะค่ะที่จะรักษาพี่เลี้ยงในฝันคนนี้
เอาไว้ให้อยู่กับลูกนานๆ เพราะการเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยๆ นอกจากจะสิ้นเปลืองพลังงานในการหาพี่เลี้ยงดีๆ
คนใหม่แล้ว ลูกยังอาจได้รับผลกระทบกับความรู้สึกที่ไม่มั่นคง และเกิดความเครียดที่จะต้องปรับตัวกับคนหน้าใหม่อยู่เสมอ
และถ้าลูกรู้สึกเครียดเมื่อใด พัฒนาการการเติบโตที่สมวัยอาจเกิดขึ้นได้ล่าช้ากว่าเด็กที่มีความสุข
และรู้สึกปลอดภัยอยู่เสมอนะคะ
หาพี่เลี้ยงดีๆ ที่โครงการฝึกอบรมพี่เลี้ยงเด็ก
ด้วยรู้ถึงสภาพสังคมปัจจุบันที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ และภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดูลูกส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่กับ
พี่เลี้ยงเด็ก ที่เราต่างสรรหากันจ้าละหวั่น ด้วยเหตุนี้ทางโรงพยาบาลศิริราชจึงริเริ่มทำโครงการฝึกอบรมพี่เลี้ยงเด็กขึ้นมา
เพื่อจะเป็นคอร์สฝึกอบรมคนที่สนใจจะนำความรู้เกี่ยวกับเด็กไปใช้ในการประกอบอาชีพ หรือนำไปเลี้ยงลูกหลานของตัวเอง
ตามความเห็นของ ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ จิตแพทย์เด็กและเป็นหนึ่งในทีมงานที่ร่วมสอน
และฝึกภาคปฏิบัติให้กับโครงการฯ นี้กล่าวว่า
พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะมองว่าการดูแลเด็กเล็ก ใครๆ ก็สามารถทำได้ เพราะเด็กเล็กต้องการแค่เรื่องกิน
นอน หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เท่านั้น แต่ตรงกันข้าม ช่วงเด็กอายุ 1-3 ปี นี่แหละที่พัฒนาการทางร่างกาย
และสมอง รวมถึงอารมณ์ จิตใจจะพัฒนามากที่สุดและเร็วที่สุด ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับลูก
เช่น เล่นกับเขา ให้ความรัก การดูแล และการส่งเสริมพัฒนาการตามวัยให้กับเขา
ในกรณีที่พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเอง และจำเป็นต้องเลือกพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกแทน หมอขอแนะนำว่า
ควรจะพิถีพิถันเลือกผู้เลี้ยงเด็กสักหน่อย แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือ ผู้เลี้ยงดูเด็กหรือพี่เลี้ยงเด็ก
ซึ่งทำหน้าที่แทนพ่อแม่ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร
ด้วยเหตุนี้โครงการฯ ดังกล่าวจึงเกิดขึ้น โดยหลักสูตรในการฝึกอบรมจะใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือน
ตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ (วันละ 8 ชั่วโมง) โดยเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งภาคปฏิบัตินั้นทาง
รพ.ศิริราชได้จัดให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้เข้าไปดูแลเด็กจริงๆ เช่น เข้าไปดูแลเด็กที่เนิร์สเซอรี่ของโรงพยาบาล
หรือคลินิกเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของโรงพยาบาล หรือหอผู้ป่วย เพื่อจะได้รู้ว่า การดูแลเด็กขณะป่วยควรทำอย่างไร
คุณหมอชาตรียืนยันให้ฟังค่ะว่า คนที่มาอบรมกับเราจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งในเรื่องของความรู้
และทักษะในการดูแลเด็ก นอกจากนั้นทางโครงการฯ ยังมีชั่วโมงเรียนที่ว่าด้วยเรื่องลักษณะของพี่เลี้ยงเด็ก
ว่าควรเป็นอย่างไร ตรงนี้เราจะช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ผู้เข้าฝึกอบรมในระดับหนึ่งว่าเขาควรมีท่าที
มีทัศนคติอบย่างไรในการเลี้ยงดูเด็ก
พอเรียนจบคอร์สแล้ว เราจะมีการประเมินผลด้วยการสอบข้อเขียน และลงภาคปฏิบัติ
ผู้ใดสนใจสามารถสมัครเข้ามาได้ที่โรงพยาบาล ซึ่งก่อนเราจะรับเข้าโครงการฯ
เราจำเป็นต้องมีการสัมภาษณ์บุคคลนั้นๆ เสียก่อน และมีการตรวจร่างกาย เช่น เอกซเรย์ ตรวจประวัติอาชญากร
รวมทั้งมีแบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อเช็กสภาพจิตใจในเบื้องต้นถึง 3 ชั่วโมง แบบทดสอบนี้จะช่วยสกรีนว่า
ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมมีความเจ็บป่วยทางจิตไหม หรือเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า หรือเขามีการปรับตัวได้ดีไหม
เป็นคนใจร้อนหรือขี้หงุดหงิดหรือเปล่า เรียกได้ว่า แบบทดสอบดังกล่าวสามารถสกรีนคนเข้าร่วมฝึกอบรมได้ในระดับหนึ่ง
ผู้ใดสนใจเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0 2419 7000 ต่อ 5722
โดยระบุชื่อโครงการหลักสูตรฝึกอบรมพี่เลี้ยงเด็ก ตึกกุมารเวชศาสตร์ ชั้น 3 โรงพยาบาลศิริราช
ซึ่งหลักสูตรจะเริ่มสอนในวันที่ 3 พ.ค.-2 ก.ค. 47 นี้ค่ะ
(update 12 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|