ถ้าจะพูดถึงวิตามินหรือแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ แคลเซียมก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิตามินและแร่ธาตุชนิดอื่น
โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ แล้ว แคลเซียมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยให้เด็กๆ เติบโตได้ดีขึ้นค่ะ
แคลเซียม...ฮีโร่ของร่างกาย
ปริมาณแคลเซียมที่มีอยู่ในกระดูก คือ 99% และอีก 1% ในเลือด แคลเซียมจะมีหน้าที่ในการส่งผ่านข้อมูลสู่ระบบประสาท
และการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมด รวมถึงการเต้นของหัวใจและการแข็งตัวของเลือด ทำหน้าที่ในการเจริญเติบโตของร่างกาย
หากร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไปอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายก็จะจัดเก็บแคลเซียมเอาไว้ในกระดูก
กระดูกเปรียบเสมือนกองคลังอย่างดีที่จะคอยเก็บกักแคลเซียมเอาไว้ เมื่อไหร่ที่แคลเซียมในร่างกายต่ำ
ร่างกายก็จะดึงเอาแคลเซียมที่เก็บเอาไว้ในกระดูกออกมาใช้ เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้เป็นปกติเหมือนเดิมค่ะ
กินแบบไหนหนอ... ถึงจะได้แคลเซียม
แคลเซียมอุดมอยู่ในนม เต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น คะน้า ชะพลู ผักกะเฉด และปลาเล็กปลาน้อย
หรือกุ้งตัวเล็กตัวน้อยที่มีทั้งเปลือก
แต่สำหรับเด็กในขวบปีแรก โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก นมแม่นี่ล่ะค่ะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุด
เพราะในนมแม่มีสารอาหารและวิตามินมากมาย ถ้าได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
ยังสามารถเป็นภูมิต้านทานโรคได้อีกด้วยนะคะ และคุณแม่ควรให้อาหารเสริมควบคู่กันไป
กับการให้นมจนถึงอายุ 1 ขวบ
เมื่อวัย 4 เดือน คุณแม่ควรจะเริ่มให้ลูกรับประทานข้าวบดผสมกับน้ำแกงจืดสลับกับการกินกล้วยครูด
และค่อยๆ ให้กินข้าวบดผสมกับไข่แดงต้มสุก หรือตับต้มสุกบด และถั่วต้มสุก
เมื่อครบ 5 เดือน ก็เริ่มให้กินปลา ฟักทอง หรือผักบดต่างๆ ได้
ครบ 6 เดือน น่าจะเริ่มให้อาหารเสริมได้แล้วค่ะ อาจจะเป็นผักใบเขียว
หรือผลไม้ต่างๆ บดกับข้าว
7 เดือน คุณแม่ควรจะให้ลูกเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์บดละเอียด เช่น เนื้อหมู
หรือเนื้อไก่ และไข่ทั้งฟอง
พอครบ 8-9 เดือน ก็ให้รับประทานอาหารมื้อหลัก 2 มื้อ โดยให้มีผักใบเขียว
และเนื้อสัตว์ประกอบอยู่ในอาหารที่กิน
เมื่อครบ 10-11 เดือน เพิ่มอาหารหลักให้เป็น 3 มื้อ ในอาหาร 3 มื้อ ก็ต้องมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์
กับการที่จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี พยายามใส่อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมให้เป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารเสมอ
1-6 ปี นมที่เคยดื่มเป็นอาหารหลักก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปเสียแล้วค่ะ
อาหารมื้อหลักควรจะเป็นอาหารที่มีครบทั้ง 5 หมู่ คือ เนื้อสัตว์ ไข่วันละฟอง ถั่ว ข้าว ผักผลไม้ และไขมัน
และควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว เพราะนม 1 แก้วมีแคลเซียม 100 มิลลิกรัม เชียวนะคะ
แคลเซียม แค่ไหนพอ
ถ้าลูกได้รับปริมาณแคลเซียมมากเกินความจำเป็นของร่างกาย จะทำให้ลูกเกิดอาการท้องผูกได้ค่ะ
และที่สำคัญก็คือ แคลเซียมจะไปขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก ทำให้โลหิตจางอีกด้วย
และการมีแคลเซียมมากเกินไปในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เป็นนิ่ว หรือไตวายได้ค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ
เพราะการรับประทานแคลเซียมจากอาหรธรรมชาติจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ กับร่างกาย
เพราะร่างกายจะดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ตามที่ร่างกายต้องการและขับส่วนที่เหลือออกมาได้
และในกรณีหนึ่งที่เด็กอาจจะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่น้อยเกินไป เด็กก็อาจจะป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกได้
อาทิ โรคกระดูกอ่อนหรือกระดูกเปราะง่าย ร่างกายเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามวัย ซึ่งทางที่ดีก็ควรกินให้พอดี
ไม่มากไม่น้อยเกินไป
แคลเซียมเม็ดเสริม ... ดีหรือไม่
ถ้าเกิดว่าลูกไม่ชอบกินผัก และก็ไม่ชอบกินนม การให้ลูกกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูป
เช่น แคลเซียมเม็ดอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่ก่อนที่เราจะให้ลูกกินแคลเซียมชนิดเม็ด
ลองหาสาเหตุของการไม่กินผักของลูกว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะรสชาติขมหรือมีกลิ่นที่เหม็น
แบบนี้ก็ไม่ยากค่ะ ก็ลองหาผักที่ไม่มีรสและไม่มีกลิ่นมาให้ลูกลองกินดูก่อน หาทางหลอกล่อซะหน่อยน่าจะได้ผล
แต่ถ้าเจ้าหนูไม่ยอมกินจริงๆ ก็ค่อยพึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นหนทางสุดท้ายดีกว่าค่ะ
เพราะการให้แคลเซียมเม็ดถ้าให้มากเกินไปอาจเป็นผลเสียต่อร่างกาย และการให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูป
เป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีในการกินให้ลูกต่อไป ทางที่ดีจึงควรแก้ที่รากของสาเหตุ คือนิสัยการกินให้ได้ก่อนดีกว่าค่ะ
แต่ไม่ว่าคุณแม่จะให้ลูกกินอาหารอะไรก็ตาม ก็ขอให้เป็นอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่
และพยายามให้เกิดสมดุลในอาหารที่รับประทาน
(update 10 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 พฤษภาคม 2547 ]
|