เมื่อทารกคลอดออกมา สิ่งแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเขาจะช่วยให้สมองมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น
แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ ลูกน้อยยังต้องได้รับอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะน้ำนมแม่
ซึ่งมีสารอาหารที่ตรงกับความต้องการของทารกที่สุด เชื่อไหมคะว่า น้ำนมแม่ มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้าง
IQ (Intelligence Quotient) และ EQ (Emotional Quotient) ให้กับทารกน้อยของคุณได้ด้วย ถ้าสงสัยว่ามีส่วนสำคัญยังไง
คงต้องติดตามอ่านจนจบค่ะ
เซลล์สมองของทารกจะมีประมาณ 100 ล้านล้านเซลล์ และจะไม่เพิ่มขึ้นอีก แต่จะมีการแตกแขนงออกไป
ทำให้ทั้งจำนวนและความยาวของแขนงเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการเพิ่มจำนวนของจุดเชื่อมโยง
ระหว่างปลายประสาทของเซลล์สมองต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย จึงทำให้เซลล์สมองที่ห่างไกลกันเชื่อมต่อกันได้
สมองของทารกระยะหลังคลอดจะมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกือบเป็น 2 เท่าของการเพิ่มขนาดหรือน้ำหนักตัวของทารก
กระบวนการพัฒนาสมองของทารกในตอนแรกนั้น เป็นการเพิ่มขนาดของสมอง
ซึ่งต้องการทั้งสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสม เช่น
- น้ำตาลแล็คโทส ในนมแม่มีประมาณร้อยละ 7 ส่วน ในนมผสมส่วนใหญ่จะมีเพียงประมาณร้อยละ 4.8
เนื้อสมองจะมีส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำตาลกาแล็คโตส (ที่เป็นผลจากการย่อยน้ำตาลแล็คโทสกับไขมัน)
- กรดไขมันขนาดยาวที่ไม่อิ่มตัว ในน้ำนมแม่มีกรดไขมันขนาดยาวที่ไม่อิ่มตัวชนิดที่ทารกสามารถย่อย
และดูดซึมกรดไขมันได้ทันทีรวมถึงสารอาหารที่สำคัญอื่นในนมแม่ก็จะถูกย่อยและดูดซึมได้ง่าย
ทั้งนี้เพราะลำไส้ของทารกนั้นจะมีลักษณะใสในระยะเดือนแรกๆ และยังมีน้ำย่อยต่างๆ น้อย รวมทั้งน้ำย่อยไขมันด้วย
ส่วนในนมผสมซึ่งทำมาจากนมวัวไม่มีกรดไขมันชนิดนี้ จึงต้องมีการเอากรดไขมันดังกล่าวจากน้ำมันพืชมาผสมเพิ่มเติม
ฉะนั้นเด็กที่กินนมผสมจึงไม่สามารถย่อยและดูดซึมนมผสมไปใช้ได้ดีเหมือนนมแม่ ดังนั้นเราอาจทราบว่า
เด็กที่กินนมผสมนั้นได้กินสารอาหารอะไรเข้าไป จำนวนเท่าใด แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเด็กคนนั้นจะย่อย
และดูดซึมนมผสมเข้าไปใช้ในร่างกายได้มากน้อยเพียงใด
- ฮอร์โมนซึ่งใช้ในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกายและสมอง ที่ในร่างกายของทารกยังสร้างได้น้อย
แต่ทารกก็สามารถหาได้จากน้ำนมแม่ ซึ่งในน้ำนมแม่เราพบฮอร์โมนแล้วหลายชนิด แต่ไม่พบในนมผสม
เด็กแรกเกิดที่คลอดตากมำหนดจะมีระบบประสาทและสมองพร้อมที่จะสื่อสารกับแม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง
หรือสัมผัสก็ตาม และธรรมชาติต้องการให้ปลายประสาทของทารกได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิด
การกระตุ้นจะทำให้ระบบประสาทและสมองทุกส่วนของเด็กทำงาน แรงกระตุ้นจะทำให้เด็กมีการเรียนรู้ มีประสบการณ์
มีความจำ และทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองเกิดขึ้น การกระตุ้นนี้ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ดังนั้นในวงการแพทย์สมัยใหม่จึงต้องการให้แม่โอบกอดลูกและให้ลูกเริ่มดูดนมแม่ภายใน 30 นาทีแรกหลังคลอด
หลังจากนั้นก็ให้แม่และลูกอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองของลูกน้อย
และกระตุ้นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รับการกระตุ้นน้อย
หรือไม่ได้รับการโอบกอดอุ้มชูอย่างเพียงพอนั้น สมองจะมีขนาดเล็กกว่าสมองของเด็กวัยเดียวกันถึง 20-30%
แม้ว่าเด็กที่กินนมผสมบางคนจะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ฉลาดนั่นก็เพราะเด็กมีศักยภาพที่ดีมาแต่กำเนิด
โดยได้รับพันธุกรรมดีจากพ่อและแม่ แม้จะขาดสารที่สำคัญในการพัฒนาสมอง ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม
ก็ยังมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้าหากได้กินนมแม่ เด็กจะมีสมองและสติปัญญาดียิ่งกว่านั้น
- IQ จากนมแม่ ทำให้หนูน้อยมี EQ
พัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กหรือที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า EQ (Emotional Quotient) คือความฉลาดทางอารมณ์
เป็นกระบวนการซึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและต้องพัฒนาให้แก่เด็กทุกวัยโดยเฉพาะวัยสามขวบปีแรก
เนื่องจากในระยะนี้จะเป็นระยะสำคัญที่จะมีการพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กเป็นอย่างมาก
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างแม่กับลูก ซึ่งจะต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน
และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ในระยะแรกเกิดเด็กจะนอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อตื่นขึ้นหากเกิดอาการไม่สบายหรือหิว
จะแสดงอาการกระสับกระส่าย ดูดปาก และส่งเสียงร้อง แม่ก็จะเรียนรู้สัญญาณที่ลูกบอกและตอบสนองความต้องการให้กับลูก
โดยอุ้มลูกขึ้นอย่างทะนุถนอมให้แนบชิดกับอกแลให้ลูกดูดน้ำนมจากอก ส่วนลูกก็จะเรียนรู้วิธีดูดน้ำนมจากอกแม่จนอิ่มตามต้องการ
และหลับอย่างเป็นสุข เมื่อให้ลูกอิ่มและมีความสุขลูกจะซึมซับเอาความอาทรของแม่จากการสัมผัสอย่างอ่อนโยน
ลูกจะได้เรียนรู้การเสียสละ การให้โดยปราศจากเงื่อนไข ซึ่งจะประทับความทรงจำ นำไปสู่การพัฒนาอารมณ์ที่ดีต่อไป
นอกจากสารอาหารที่ลูกได้ดูดดื่มแล้ว ในระหว่างที่ลูกดูดนมแม่ ลูกจะชอบมองหน้าแม่ ชอบฟังเสียงพูดคุย
ขับกล่อม ชอบที่จะอยู่ในอ้อมกอดที่กระชับ อบอุ่น มั่นคง และเคลื่อนไหวไปมาเบาๆ เด็กจะเรียนรู้และจำกลิ่นของแม่ได้
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูก นำไปสู่การพัฒนาระบบการทำงานของสมองทำให้มีการพัฒนา
และการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น เมื่อลูกเริ่มโต้ตอบกับแม่ได้มากขึ้น อาจเป็นการส่งเสียงโต้ตอบ สบตา มองตาม ยิ้มรับ
และเล่นกับแม่ได้ แม่ก็จะรู้สึกสุขใจ พอใจ มีการตอบสนองต่อลูกมากขึ้นและมีความผูกพันทางอารมณ์เพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่าย
เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นก็จะดูดนมแม่ได้มากขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น เมื่อลูกยังไม่หิวคุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกกินนมในทันที
ควรฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอย ด้วยการให้เล่นไปพลางๆ ก่อน นอกจากนี้การระงับอารมณ์ของคุณแม่ให้มีความสม่ำเสมอ
อารมณ์สงบ ไม่เครียด ไม่เร่งรัด ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับลูกขณะให้นมลูกจะส่งผลให้ลูกไม่เครียด อารมณ์ดี และมีชีวิตชีวาด้วย
ดังนั้นในขวบปีแรกคุณแม่ทุกท่านควรเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่จะและลูกน้อยมีน้อยลงไป
คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีโอกาสอยู่กับลูกได้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นโอกาสที่จะวางรากฐานให้ลูกมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด (IQ) สูง
และยังมีโอกาสวางรากฐานให้ลูกมีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (EQ) อีกด้วย คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยมากที่สุดก็คือ
ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4-6 เดือน และให้กินนมแม่ต่อโดยให้อาหารเสริมอื่นที่เหมาะสมตามวัย
จนขวบปีที่สองหรือนานกกว่านั้น
(update 26 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]
|