โตแต่ตัวหรือเปล่า


จู่ๆ ลูกสาววัยพรีทีนของเราเกิดโพล่งขึ้นมา

”เวลาผู้หญิงกับผู้ชายจูบกัน จะรู้สึกยังไงน้า”
”ถ้าหนูรักกับผู้หญิงจะได้มั้ย”
”หนูอยากลองมีแฟนบ้างจัง”
...........................

คุณพ่อคุณแม่จะตอบหรืออธิบายให้ลูกฟังอย่างไรคะ
หรือมัวแต่ตกใจว่าลูกเราแก่แดดเกินวัย อ่านการ์ตูนรักมากไปรึเปล่า จนอ้ำอึ้งปล่อยให้นาทีทองนั้นหลุดลอยไป นาทีทองของการสอนลูกวัยพรีทีนของเรา ให้เติบโตเป็นหนุ่มสาวที่เข้าใจตัวเองได้ดี โดยไม่ต้องไปหาคำตอบเอาเองโดยทดลองของจริง

ความสงสัยใคร่รู้เรื่องเพศเป็นธรรมชาติของวัย แม้ว่าดูโดยรวมๆ แล้วเรายังไม่เห็นว่าลูกเราจะเป็นสาวสักเท่าไหร่ ยังติดเล่นสนุกซุกซน ตะแง้วๆ พ่อแม่ให้ปวดหัวเล่นเป็นประจำ รวมทั้งในยุคที่สื่อต่างๆ ในยุคสมัยนี้เปิดเผยเรื่องเพศอย่างมาก จนยากที่จะปิดกั้นไม่ให้ลูกพบเห็นเรื่องนี้ ทั้งในอินเทอร์เน็ตเอย หนังสือการ์ตูนเอย ธรรมดาที่สุดก็การ์ตูนรักหวานแหวว ไปจนถึงการ์ตูนวาย (การ์ตูนรักของคนเพศเดียวกัน) หรือแม้แต่ในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องยังมีการจูบปากกันดูดดื่ม

แล้วจะไม่ให้ลูกเราถูกกระตุ้นความรู้สึกรักใคร่จากสื่อพวกนี้ได้อย่างไร

จนดูเหมือนว่าบางครั้งลูกเราจะรู้เดียงสามากกว่าที่เราคิดซะแล้ว
...แต่ต้องขอบอกว่า ยังไงๆ วัยนี้ลูกเราก็ยังไร้เดียงสาเหมือนดอกไม้เริ่มผลิบานอยู่ดี ซึ่งเราต้องคอยประคับประคองให้เขาต้านลมต้านแดดจนถึงวันที่เข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง คำถามเหล่านี้จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มที่ดีที่เปิดโอกาสให้เราทำหน้าที่พ่อแม่ของลูกวัยพรีทีนค่ะ

อย่างแรกอย่าปล่อยให้ลูกไปเรียนรู้เรื่องเซ็กซ์จากคนอื่นหรือที่อื่น แม้ลูกไม่เอ่ยปากเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ คุณก็ควรหาโอกาสพูดคุยกับลูกเรื่องเพศที่วัยพรีทีนควรรู้ อย่างน้อยต้องให้ลูกได้รู้ว่า เขากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เรื่องของการมีประจำเดือน การมีหน้าอก การดูแลเรื่องเหล่านี้ สำหรับลูกสาวคงต้องเป็นหน้าที่ของคุณแม่ที่จะใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ สอนในเรื่องการรักษาความสะอาดเฉพาะจุด การเลือกซื้อชุดชั้นใน การระมัดระวังตัว เช่นการแต่งตัวที่ไม่ล่อแหลม ซึ่งลูกเราในวัยนี้บางทีก็โตแต่ตัว ไม่รู้ว่าร่างกายตัวเองเปลี่ยนไป มีทรวดทรงโค้งเว้าชวนมองมากขึ้น

หากลูกสาวที่ไม่มีคุณแม่อยู่ใกล้ชิดดูแล ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม คุณพ่อคงต้องมองหาความช่วยเหลือจากคนที่เป็นเพศเดียวกับลูกสาว เช่น คุณครู คุณป้า คุณน้า ลูกพี่ลูกน้อง เป็นต้น

เรื่องของการวางตัวกับเพศตรงข้าม แม้ว่าลูกเรายังไม่มีวี่แววว่าจะริชอบเพศตรงข้าม ซ้ำยังชอบเล่นคลุกคลีตีโมงกับเพื่อนผู้ชาย ก็ควรสอนให้รู้ว่าถึงเวลาที่ลูกต้องระมัดระวังตัว ไม่เล่นใกล้ชิดถึงขั้นถึงเนื้อถึงตัวกับเพื่อนผู้ชาย บอกให้ลูกรู้ว่า “พ่อแม่ไม่ได้ห้ามไม่ให้คบหาเพื่อนผู้ชาย แต่ลูกต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม”

การพูดสอนไม่ใช่เรียกลูกมานั่งสอนๆ กันครั้งเดียวแล้วพอ เรื่องเหล่านี้ต้องพูดกันบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น เวลาดูทีวีด้วยกัน หรือเห็นตัวอย่างที่ไหนก็นำมาเล่า พูดคุยกับลูก กระตุ้นให้ลูกพูดคุยเล่าเรื่องเพื่อนเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง แล้วค่อยสอดแทรกสอนความเหมาะควรต่างๆ เข้าไป

ขอให้เนียนด้วยนะคะ ไหนๆ ก็เป็นพ่อแม่มืออาชีพแล้ว กับลูกโตนี่ใช้วิธีจับเข่าพูดกันจริงจังบ่อยๆ ลูกจะเบื่อ ก็ต้องมีทีเล่นทีจริง หยอดตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยบ้าง

อย่างคำถามข้างต้นที่ลูกอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แค่รำพึงกับตัวเองก็ตาม อย่าหลีกเลี่ยงไม่พูดอะไรต่อนะคะ

”เวลาผู้หญิงกับผู้ชายจูบกัน จะรู้สึกยังไงน้า”
คุณอาจจะตอบว่า “แม่ว่าเป็นความรู้สึกที่ดีถ้าเกิดจากความรักที่ดีนะลูก ถ้าเรายังไม่แน่ใจในตัวคนคนนั้นก็ไม่สมควรที่จะปล่อยตัวไปตามความรู้สึก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าผู้ชายจะคิดดูถูกเราหรือเปล่าถ้าเขาจูบเราได้ง่ายๆ”

”ถ้าหนูรักกับผู้หญิงจะได้มั้ย”
”ถ้าหนูจะรักกับผู้หญิง ก็ไม่ผิดนะลูก คนเราควรรักกันอยู่แล้ว แต่ปกติธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงรักกับผู้ชาย บางทีตอนนี้เรายังไม่แน่ใจหรอกว่าความรัก ที่เรามีต่อเพื่อนผู้หญิงด้วยกันนั้นเป็นแบบไหน พอหนูโตขึ้นมีประสบการณ์ชีวิตมากพอ หนูจะรู้เอง”

”หนูอยากลองมีแฟนบ้างจัง”
”แม่ว่ารออีกหน่อยเถอะ เรียนรู้กันไปก่อน การเป็นแฟนกันไม่ใช่ของง่ายจะลูก ม่ได้มีแต่ช่วงเวลาที่หวานแหววอย่างในมิวสิกวิดีโออย่างเดียว มีเวลาที่เป็นปัญหากันด้วยเป็นแฟนกันตอนโต ตอนที่เราพร้อมจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีนะลูก”

คำตอบ คำอธิบายเหล่านี้ ลูกอาจไม่เข้าใจทั้งหมดทันที คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมบ่อยๆ ในโอกาสอื่นๆ

ซึ่งโดยหลักๆ แล้วในทุกๆ เรื่องล่อแหลมที่ลูกอยากรู้คำตอบคำอธิบายของคุณก็คือ อยากให้ลูกสาวที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้โลกนี้ได้ยึดเวลาเรียนรู้จนเติบโตเพียงพอ (mature) รับผิดชอบตัวเองได้นั่นเองค่ะ

และอีกประการหนึ่ง ลูกควรได้เรียนรู้มาตรฐานของพ่อแม่ว่าให้คุณค่าในเรื่องใดๆ บ้าง เช่น การรักนวลสงวนตัว ความรักที่ต้องมีความรับผิดชอบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นต้น ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว คงจะบอกตรงนี้ไม่ได้ว่าพ่อแม่จะต้องสอนลูกเรื่องอะไรบ้าง

สรุปแล้ว อย่านึกว่าลูกสาวเราเด็กเกินไปที่จะพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นว่าลูกเราโตแต่ตัวหัวคิดยังกับเด็กอมมือนะคะ


(update 12 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา.. kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 ตุลาคม 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600