8 วิธีช่วยเด็ก ที่มีความสามารถพิเศษให้โดดเด่น


จริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้มีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าเด็กปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาด้านการเรียน แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ สำหรับแวดวงการศึกษาของเรา เด็กที่ถูกเรียกว่าเรียนเก่ง (สอบได้คะแนนสูง) ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางสติปัญญาเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ขยัน... (ท่อง) ส่วนเด็กที่สติปัญญาดีนั้น ถ้าเรียนได้ดีก็ดีไป แต่ถ้ามีปัญหาก็สอบตกเอาได้ง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

ฉบับนี้เรามาดูกันว่าสาเหตุของปัญหาด้านการเรียนของเด็กที่มีความสามารถพิเศษคืออะไร แล้วพ่อแม่จะช่วยได้อย่างไร


สติปัญญาดี แต่ทำไมเรียนแย่เหลือเกิน ?

สาเหตุหลักที่เป็นต้นเหตุจริงๆ ของปัญหานี้ก็คือ หลักสูตรและการเรียนรู้ไม่เหมาะกับเด็ก ก็เลยทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่สนใจเรียน แล้วเมื่อถูกครูว่าก็ทำให้ปัญหาบานปลาย แต่โดยสรุปแล้วสาเหตุหลักมีดังนี้
  • เด็กขาดโอกาสที่จะแสดงความรู้ความเข้าใจของเขา (ซึ่งบ่อยครั้งมีมากกว่าเนื้อหาที่ครูกำลังสอน)
  • เด็กมีวิธีการเรียนรู้ต่างกับวิธีการสอนของครู และวิธีการรับข้อมูลของเด็กคนอื่นๆ
  • กฎของโรงเรียนเคร่งครัดเกินไปสำหรับเขา
  • เด็กถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่อยู่ในความสนใจและทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน
  • งานหรือแบบฝึกหัดในการเรียนง่ายหรือยากเกินไป หรือไม่ก็เป็นงานที่ไม่มีประโยชน์ในสายตาเด็ก

แนวทางการให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีปัญหาด้านการเรียน

แนวทางการให้ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเด็กมีปัญหามากๆ จนรู้สึกว่า ควบคุมหรือดูแลไม่ไหว ก็ควรจะหาผู้เชี่ยวชาญหรือปรึกษาคุณหมอจะดีกว่าค่ะ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเหล่าบรรดาอาการหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาจากภาวะใด ก็คงต้องปรึกษาทั้งคุณหมอหรือนักวิชาการทั้งสองฝั่ง คือทางด้านภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) หรือว่าเป็นอาการของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพราะทั้งสองกรณีนี้ทำให้เด็กมีปัญหาด้านการเรียนได้ แต่อาการที่แสดงออกจะต่างกัน

วิธีการช่วยเหลือในเบื้องต้นสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีดังนี้ค่ะ

1. มองโลกในแง่ดี
มีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาและขาดความมั่นใจที่จะทำอะไร เพราะว่ากลัวผิดพลาด ยิ่งโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษแล้วยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นบุคคลประเภท Perfectionist (สมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ได้) ก็ยิงทำให้บางครั้งไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวล้มเหลว เพราะฉะนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือ การให้กำลังใจ การกล่าวคำชมเชยอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือเมื่อเด็กทำผิดหรือพลาด ไม่ควรใช้คำพูดซ้ำเติม หรือถ้าหากเด็กไม่กล้าทำก็ให้ใช้คำพูดในแง่บวก หลีกเลี่ยงคำพูดประเภท “ทำไม่ได้ก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องมาฟอร์มหรอก”

2.ตั้งกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์อะไรก็ตาม ทั้งที่บ้านและเรื่องที่โรงเรียน แล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างคุณกับลูก หรือเป็นกฎเกณฑ์ของบ้าน รวมทั้งฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ในการทำงานบ้านบ้าง นอกจากนี้แล้ว ควรอธิบายให้ลูกฟังเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้อย่างไร เพื่อให้เด็กรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง และปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้แล้วยังเป็นวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เด็กรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากขึ้นอีกด้วย

3.ปล่อยให้ลูกลำบาก (บ้าง)
เด็กกลุ่มนี้จะขาดความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นหากลูกต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ยุ่งยาก แล้วพ่อแม่รีบให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้ปล่อยให้ลูกได้ลองหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จะยิ่งเป็นเหมือนการตอกย้ำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่เก่งพอ พ่อแม่จึงต้องเข้ามาทำสิ่งนั้นแทน

4.ฝึกให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับความพยายาม
กิจกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนยุ่งยากสำหรับเด็ก ลองให้เด็กทำดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เช่น งานบ้าน หรือจะเป็นการเย็บปักถักร้อย ล้วนแต่เป็นการฝึกให้เด็กมีสมาธิ มีความมุ่งมั่น แล้วก็ได้เรียนรู้ถึงเรื่องความพยายามและความสำเร็จที่ได้จากความพยายามด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับเด็ก อย่าให้ง่ายหรือยากไป หรือจะให้เด็กเป็นคนเลือกเองก็ได้ค่ะ

5.จัดระบบการเรียน
ปัญหาในการเรียนบางครั้งก็เกิดจากการจัดระบบเวลาไม่ดี หรือไม่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ ถ้าสังเกตดูเด็กส่วนใหญ่ (ผู้ใหญ่เองก็เหมือนกัน) มักจะกังวลหรือเครียดกับงานที่ค้างคามากกว่างานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า เพราะฉะนั้นเราสามารถช่วยเด็กได้โดยการจัดการตารางเวลาในเรื่องการเรียนให้เด็ก เช่น จัดช่วงเวลาทำการบ้าน และช่วงเวลาในการอ่านหนังสือ โดยเลือกช่วงเวลาที่เป็นเวลาสงบของบ้าน หรือไม่ก็จัดให้สมาชิกทุกคนทำกิจกรรมเบาๆ ในช่วงนี้ เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าเด็กต้องทำการบ้านในขณะที่คุณพ่อหรือคุณแม่ดูทีวีเสียงดัง

6.พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสม่ำเสมอ
บรรยากาศในบ้านควรจะเป็นบรรยากาศที่ทุกคนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ และปรึกษากันได้ทุกเรื่อง นอกจากพ่อแม่รับฟังปัญหาของลูกแล้ว บางครั้งการนำปัญหาของพ่อแม่มาเล่าให้ลูกฟัง เพื่อถามความคิดเห็น ว่าถ้าเป็นเขาจะแก้อย่างไร นอกจากจะเป็นการแสดงความไว้วางใจแล้ว ยังทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ และทำให้ครอบครัวมีความใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้นด้วย

7.ส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งที่เด็กสนใจ
ถ้าหากคุณรู้ว่า เด็กชอบหรือสนใจด้านไหนเป็นพิเศษ ก็ควรหาทางสนับสนุนทั้งในเรื่องของข้อมูล และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น

8.ทำให้เด็กเกิดความภูมิใจในตัวเอง
เด็กทุกคนต้องการโอกาสในการแสดงความสามารถที่มี และต้องการโอกาสในการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยทำ เพราะฉะนั้นควรคำนึงอยู่เสมอในการให้ “โอกาส” แก่เด็ก ทั้งโอกาสในการแสดงความสามารถและการแก้ไข


สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่ควรแสดงความคาดหวังในตัวเด็ก
  • หลีกเลี่ยงการออกคำสั่งและการใช้อารมณ์
  • หลีกเลี่ยงการเลี้ยงดูแบบทะนุถนอม
  • ไม่ควรแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจ กับผลการเรียนที่แย่ลงของเด็ก (และผลการเรียนที่ไม่ดีพอในสายตาคุณด้วยค่ะ)
  • หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการใช้กำลัง

(update 13 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600