จริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้มีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าเด็กปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาด้านการเรียน
แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ สำหรับแวดวงการศึกษาของเรา เด็กที่ถูกเรียกว่าเรียนเก่ง (สอบได้คะแนนสูง)
ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางสติปัญญาเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ขยัน... (ท่อง) ส่วนเด็กที่สติปัญญาดีนั้น
ถ้าเรียนได้ดีก็ดีไป แต่ถ้ามีปัญหาก็สอบตกเอาได้ง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
ฉบับนี้เรามาดูกันว่าสาเหตุของปัญหาด้านการเรียนของเด็กที่มีความสามารถพิเศษคืออะไร
แล้วพ่อแม่จะช่วยได้อย่างไร
สติปัญญาดี แต่ทำไมเรียนแย่เหลือเกิน ?
สาเหตุหลักที่เป็นต้นเหตุจริงๆ ของปัญหานี้ก็คือ หลักสูตรและการเรียนรู้ไม่เหมาะกับเด็ก
ก็เลยทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่สนใจเรียน แล้วเมื่อถูกครูว่าก็ทำให้ปัญหาบานปลาย
แต่โดยสรุปแล้วสาเหตุหลักมีดังนี้
- เด็กขาดโอกาสที่จะแสดงความรู้ความเข้าใจของเขา (ซึ่งบ่อยครั้งมีมากกว่าเนื้อหาที่ครูกำลังสอน)
- เด็กมีวิธีการเรียนรู้ต่างกับวิธีการสอนของครู และวิธีการรับข้อมูลของเด็กคนอื่นๆ
- กฎของโรงเรียนเคร่งครัดเกินไปสำหรับเขา
- เด็กถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่อยู่ในความสนใจและทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน
- งานหรือแบบฝึกหัดในการเรียนง่ายหรือยากเกินไป หรือไม่ก็เป็นงานที่ไม่มีประโยชน์ในสายตาเด็ก
แนวทางการให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีปัญหาด้านการเรียน
แนวทางการให้ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น
แต่ถ้าหากว่าเด็กมีปัญหามากๆ จนรู้สึกว่า ควบคุมหรือดูแลไม่ไหว
ก็ควรจะหาผู้เชี่ยวชาญหรือปรึกษาคุณหมอจะดีกว่าค่ะ
แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเหล่าบรรดาอาการหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาจากภาวะใด
ก็คงต้องปรึกษาทั้งคุณหมอหรือนักวิชาการทั้งสองฝั่ง คือทางด้านภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD)
หรือว่าเป็นอาการของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพราะทั้งสองกรณีนี้ทำให้เด็กมีปัญหาด้านการเรียนได้
แต่อาการที่แสดงออกจะต่างกัน
วิธีการช่วยเหลือในเบื้องต้นสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีดังนี้ค่ะ
1. มองโลกในแง่ดี
มีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาและขาดความมั่นใจที่จะทำอะไร เพราะว่ากลัวผิดพลาด
ยิ่งโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษแล้วยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นบุคคลประเภท Perfectionist
(สมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ได้) ก็ยิงทำให้บางครั้งไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวล้มเหลว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือ การให้กำลังใจ การกล่าวคำชมเชยอย่างสม่ำเสมอ
และที่สำคัญคือเมื่อเด็กทำผิดหรือพลาด ไม่ควรใช้คำพูดซ้ำเติม หรือถ้าหากเด็กไม่กล้าทำก็ให้ใช้คำพูดในแง่บวก
หลีกเลี่ยงคำพูดประเภท ทำไม่ได้ก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องมาฟอร์มหรอก
2.ตั้งกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์อะไรก็ตาม ทั้งที่บ้านและเรื่องที่โรงเรียน แล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า
สิ่งเหล่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างคุณกับลูก หรือเป็นกฎเกณฑ์ของบ้าน
รวมทั้งฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ในการทำงานบ้านบ้าง นอกจากนี้แล้ว
ควรอธิบายให้ลูกฟังเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้อย่างไร
เพื่อให้เด็กรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง และปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้แล้วยังเป็นวิธีหนึ่ง
ที่ทำให้เด็กรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากขึ้นอีกด้วย
3.ปล่อยให้ลูกลำบาก (บ้าง)
เด็กกลุ่มนี้จะขาดความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นหากลูกต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์
หรือสถานการณ์ที่ยุ่งยาก แล้วพ่อแม่รีบให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้ปล่อยให้ลูกได้ลองหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
จะยิ่งเป็นเหมือนการตอกย้ำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่เก่งพอ พ่อแม่จึงต้องเข้ามาทำสิ่งนั้นแทน
4.ฝึกให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับความพยายาม
กิจกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนยุ่งยากสำหรับเด็ก ลองให้เด็กทำดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
หรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เช่น งานบ้าน หรือจะเป็นการเย็บปักถักร้อย ล้วนแต่เป็นการฝึกให้เด็กมีสมาธิ
มีความมุ่งมั่น แล้วก็ได้เรียนรู้ถึงเรื่องความพยายามและความสำเร็จที่ได้จากความพยายามด้วย
แต่สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับเด็ก อย่าให้ง่ายหรือยากไป หรือจะให้เด็กเป็นคนเลือกเองก็ได้ค่ะ
5.จัดระบบการเรียน
ปัญหาในการเรียนบางครั้งก็เกิดจากการจัดระบบเวลาไม่ดี หรือไม่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้
ถ้าสังเกตดูเด็กส่วนใหญ่ (ผู้ใหญ่เองก็เหมือนกัน) มักจะกังวลหรือเครียดกับงานที่ค้างคามากกว่างานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า
เพราะฉะนั้นเราสามารถช่วยเด็กได้โดยการจัดการตารางเวลาในเรื่องการเรียนให้เด็ก เช่น จัดช่วงเวลาทำการบ้าน
และช่วงเวลาในการอ่านหนังสือ โดยเลือกช่วงเวลาที่เป็นเวลาสงบของบ้าน หรือไม่ก็จัดให้สมาชิกทุกคนทำกิจกรรมเบาๆ ในช่วงนี้
เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าเด็กต้องทำการบ้านในขณะที่คุณพ่อหรือคุณแม่ดูทีวีเสียงดัง
6.พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสม่ำเสมอ
บรรยากาศในบ้านควรจะเป็นบรรยากาศที่ทุกคนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
และปรึกษากันได้ทุกเรื่อง นอกจากพ่อแม่รับฟังปัญหาของลูกแล้ว บางครั้งการนำปัญหาของพ่อแม่มาเล่าให้ลูกฟัง
เพื่อถามความคิดเห็น ว่าถ้าเป็นเขาจะแก้อย่างไร นอกจากจะเป็นการแสดงความไว้วางใจแล้ว
ยังทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ และทำให้ครอบครัวมีความใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้นด้วย
7.ส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งที่เด็กสนใจ
ถ้าหากคุณรู้ว่า เด็กชอบหรือสนใจด้านไหนเป็นพิเศษ ก็ควรหาทางสนับสนุนทั้งในเรื่องของข้อมูล
และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น
8.ทำให้เด็กเกิดความภูมิใจในตัวเอง
เด็กทุกคนต้องการโอกาสในการแสดงความสามารถที่มี และต้องการโอกาสในการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยทำ
เพราะฉะนั้นควรคำนึงอยู่เสมอในการให้ โอกาส แก่เด็ก ทั้งโอกาสในการแสดงความสามารถและการแก้ไข
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่ควรแสดงความคาดหวังในตัวเด็ก
- หลีกเลี่ยงการออกคำสั่งและการใช้อารมณ์
- หลีกเลี่ยงการเลี้ยงดูแบบทะนุถนอม
- ไม่ควรแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจ กับผลการเรียนที่แย่ลงของเด็ก
(และผลการเรียนที่ไม่ดีพอในสายตาคุณด้วยค่ะ)
- หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการใช้กำลัง
(update 13 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]
|