การปรับพฤติกรรมแปลกๆ ของเด็กที่มีอาการออทิสติก เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน
สำหรับคนที่ยังไม่มีความเข้าใจลักษณะอาการของเด็กเหล่านี้ โดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่มักหมดความอดทน
และใช้ความรุนแรงในการยุติพฤติกรรมแปลกๆ ของลูก อย่างเช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมซ้ำซาก
ทำร้ายตัวเอง และกระตุ้นตัวเอง ซึ่งความจริงแล้ว การตีหรือใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะพฤติกรรมของลูก
เป็นวิธีการที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้พฤติกรรมของลูกมีแนวโน้มที่ถดถอยกลับ
และเกิดอาการกลัวจนไม่กล้าที่จะแสดงพฤติกรรมใหม่อีก ซึ่งเป็นการขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
ในทางตรงข้ามลูกอาจเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมก้าวร้าวและนำมาไปใช้กับคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
ที่จริงแล้ว การตีเป็นวิธีที่ปรับง่ายที่สุด เห็นผลรวดเร็วที่สุด คือสามารถหยุดพฤติกรรมนั้นได้ทันที
แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้องตีทันทีที่พฤติกรรมเกิดขึ้นและไม่มีพฤติกรรมเหมาะสมอื่นมาเกี่ยวข้อง
เพราะจะทำให้เด็กสับสนและไม่รู้ว่า เขาถูกทำโทษด้วยเหตุผลใดกันแน่ นอกจากนี้การตีจะได้ผลน้อยลง
เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ทำให้ต้องการตีสม่ำเสมอหรือเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุด
คือคุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง อย่าตีเด็กในขณะที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
เพราะการตีเป็นการระบายอารมณ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือควบคุมตัวเองไม่ได้จะไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูกเลย
การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ควรเป็นการฝึกในเชิงสร้างสรรค์หรือแง่บวก
โดยคุณพ่อคุณแม่ควรหาวิธีที่ลดพฤติกรรมเก่าและเสริมสร้างพฤติกรรมใหม่ที่เหมาะสมแทนเข้าไป
โดยเน้นเทคนิคในการกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมใหม่ที่เหมาะสมนั้น
พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ควรลด พิจารณาจาก
- พฤติกรรมนั้นเป็นอันตรายกับลูกเองหรือไม่
- พฤติกรรมนั้นเป็นอันตรายกับคนอื่นหรือไม่
- พฤติกรรมนั้นขัดขวางการเรียนรู้หรือไม่
- พฤติกรรมนั้นขัดขวางลูกในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือการเข้าสังคมหรือไม่
สวนหนูลดพฤติกรรมไม่น่าดูอย่างไรดีนะ
ออทิสติก เกิดขึ้นโดยมีพื้นฐานมาจากความผิดปกติ ของระบบประสาท
และประกอบกันเป็นอาการของโรคที่มีผลต่อพฤติกรรมในหลายรูปแบบ
การปรับพฤติกรรมจะใช้วิธีการอย่างเป็นระบบในการควบคุมสิ่งแวดล้อมต่างๆ
โดยพฤติกรรมที่เหมาะสมจะถูกฝึกสอนและส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การฝึกหรือปรับพฤติกรรม
ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน หมายความว่า วิธีการปรับจะไม่เหมือนกัน
จะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของเด็กที่ประเมินพบ ซึ่งการปรับพฤติกรรมจะเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
เพื่อการก่อรูปพฤติกรรมใหม่ที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
การปรับพฤติกรรมของลูกน้อยควรเริ่มจากการสังเกตและวัดพฤติกรรมเดิม
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมตัวลูกอย่างใกล้ชิด
ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและเหตุการณ์ที่ตามมา เช่น คุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าทำไมลูกมีพฤติกรรมโมโหร้าย
ขว้างปาข้าวของ ก็ต้องหาสาเหตุว่าก่อนที่ลูกจะเกิดอารมณ์และพฤติกรรมแบบนั้นมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เช่น เกิดจากการเลียนแบบรายการโทรทัศน์ เลียนแบบพ่อแม่ เพื่อน ญาติหรือคนรอบข้าง
และสังเกตว่าหลังจากลูกมีพฤติกรรมแบบนั้นแล้วเกิดเหตุการณ์อะไรที่จะส่งผลให้ลูกเกิดพฤติกรรมต่อเนื่องต่อไป
เมื่อเข้าใจภาวะของพฤติกรรมแล้วก็เริ่มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ค่ะ
กระตุ้นหนูทำดี ทำถูก...จากสิ่งเร้า
กระตุ้นเพื่อให้ตอบสนองด้วยน้ำเสียงคุณพ่อคุณแม่ ควรปรับเปลี่ยนคำพูดให้สั้น ชัดเจน
และเฉพาะเจาะจงกับลูกเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและเข้าใจ เช่น จากที่เคยพูดเฉยๆ
ว่าอย่าขว้างปาสิ่งของนะลูก มันไม่ดี ก็เปลี่ยนเป็นพาลูกเดินไปเก็บสิ่งของให้เข้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
พร้อมอธิบายว่าของสิ่งนี้ไม่ควรอยู่บนพื้นแบบนั้น ควรเก็บไว้ให้เป็นระเบียบแบบนี้นะ
และหากคุณพ่อคุณแม่ทราบถึงสาเหตุของพฤติกรรม เช่น เกิดจากการเลียนแบบ ละคร การ์ตูน
ก็อธิบายเพิ่มว่า ไม่ควรทำตาม ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องแสดงอกซึ่งลักษณะท่าทางประกอบด้วย
เช่น ชี้นิ้วให้ดู ส่ายหน้า และแสดงสีหน้าให้ลูกเข้าใจถึงอารมณ์ในขณะพูด ลูกจะเริ่มเรียนรู้
และพยายามไม่ทำแบบนั้นอีก และคุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ลืมว่าต้องไม่ใส่อารมณ์โกรธในน้ำเสียง
เช่น พูดแผดเสียงสอนลูก เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วอาจนำมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบของลูกตามมาด้วย
บวกและลบ...แรงเสริม แห่งความต่อเนื่อง
เมื่อให้สิ่งเร้าจนลูกเกิดพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายาม
ให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะเชื่อมต่อพฤติกรรมที่เหมาะสมได้
ลูกจะได้ทำสิ่งที่ถูกต้องบ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัยที่คุ้นเคย เช่น คุณพ่อคุณแม่ที่ปลุกลูกในตอนเช้า
ด้วยนาฬิกาปลุก เมื่อลูกเคยชินกับการตื่นนอนในเวลาที่ตั้งไว้แล้วก็ เลิกใช้นาฬิกาปลุก
หรือลูกกินข้าวช้ามาก คุณพ่อคุณแม่อาจใช้ตัวล่ออย่างอื่นประกอบ เช่น เอาขนมที่ลูกชอบมาตั้งไว้ใกล้ๆ
แล้วบอกว่าถ้ากินข้าวหมดเมื่อไหร่ ค่อยให้กินขนมได้ เพื่อกระตุ้นให้เขากินข้าวเร็วๆ
เป็นการบวกแรงเสริม และเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้วควรลบแรงเสริมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อป้องกันลูกแสดงพฤติกรรมนั้นมากเกินไป เช่น เลิกเอาขนมมาตั้งไว้ใกล้ๆ ขณะที่ลูกกินข้าว
เพื่อไม่ให้เขาติดนิสัยกินขนมหลังทานข้าวทุกครั้งไป แต่วิธีนี้ คุณแม่ต้องคอยระวังอย่าเอาขนม
ที่ไม่มีประโยชน์มาเป็นตัวล่อ (ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ลูกชอบก็ตาม) เพราะจะยิ่งทำให้เขาเกิดปัญหาอื่นตามมาอีก
ชี้นำหนูหน่อย...ค่อยเป็นค่อยไป
วิธีนี้ต้องใช้พร้อมกับการให้คำสั่งหรือสิ่งเร้า การชี้นำคือคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกสัมผัสกับสิ่งเร้า
ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เห็น ฟัง ได้สัมผัส ดมกลิ่นหรือชิมรสชาติ โดยคุณพ่อคุณแม่ทำเป็นตัวอย่าง
ก่อนแล้วสั่งให้ลูกทำตาม เช่น ให้ลูกเปิดประตูโดยใช้มือ ไม่ใช่เตะหรือกระแทก
คุณพ่อคุณแม่ก็ทำให้ลูกดูก่อนแล้วสั่งให้ลูกทำตาม ถ้าลูกยังลังเล คุณพ่อคุณแม่ก็ชี้นำโดยการจับแขนลูกนำ
ให้มือลูกสัมผัสกับที่เปิดประตูพร้อมกับบอกให้ลูกผลักประตูเหมือนที่ทำให้ดู ลูกก็จะเรียนรู้วิธีการทำที่เหมาะสม
ประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ในบ้านตามความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนนะคะ และที่สำคัญต้องฝึกบ่อยๆ
จนลูกเกิดความชำนาญค่ะ
พ่อแม่คือแบบอย่างของหนูนะ
คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการปรับลดพฤติกรรมก้าวร้าว อารมณ์รุนแรงของลูกน้อยออทิสติก
ต้องใจเย็นและมีความอดทนเป็นอย่างมาก และต้องเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับลูก
ต้องอาศัยหลักว่าเมื่อทำถูกต้องหรือทำดีต้องให้รางวัล หรือเมื่อสามารถพัฒนาทักษะใหม่ต้องให้รางวัลแก่ลูก
อาจเป็นขนมหรือคำชมที่ลูกชอบ ทำซ้ำๆ กันจนลูกสามารถทำตามคำสั่งได้และนานพอสมควร
จึงเปลี่ยนการสอนเรื่องอื่นต่อไป ลูกก็จะทำสิ่งนั้นซ้ำจนเกิดความชำนาญ
ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลดีกับลูกช่วงที่อายุน้อยๆ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามข่มใจตัวเอง
เอาชนะภาวะอารมณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปรับพฤติกรรมของลูกให้ได้ก่อน
อย่าระบายอารมณ์กับลูก เพราะสิ่งที่พยายามกันมาอาจสูญเปล่า ลูกน้อยของคุณอาจไม่สามารถเป็นปกติได้
แต่เขาก็สามารถพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพได้เทียบเท่าเด็กปกติทั่วไป
เพียงแต่คุณต้องใช้เวลาและวิธีการที่ถูกต้องค่ะ
(update 23 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|