เอ๊ะ ลูกกลัวหรืออายนะ


พอสมองเริ่มพัฒนา ความทรงจำเริ่มเกิดขึ้น คราวนี้ล่ะที่หนูน้อยจะเริ่มรู้สึกกลัวคนแปลกหน้า และทำท่าเขินอายได้ ซึ่งแม้จะความหมายต่าง แต่ผลลัพธ์คือทำให้ลูกขาดความมั่นใจได้เหมือนกันค่ะ

พัฒนาการเรื่องการกลัวคนแปลกหน้ากับการทำท่าเขินอายของทารกน้อย เริ่มเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน และมีสาเหตุเกี่ยวข้องกัน นั่นคือ เกิดจากสมองน้อยๆ ที่เกิดการจำได้ขึ้นมาแล้วนั่นเอง

โดยส่วนใหญ่ ความกลัวจะเกิดขึ้นก่อน และการทำท่าอายจะตามมาติดๆ แต่ในเด็กเล็กเช่นนี้ อาจจะสังเกตยากสักนิดค่ะว่า ลูกกลัวหรืออายกันแน่ และการแสดงออกถึงความรู้สึกกลัว และอายของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกัน ซึ่งถ้าพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการเรื่องนี้ของลูก ก็จะสามารถช่วยลูกให้ผ่านพ้นความรู้สึกแบบนี้ไปได้ และเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความมั่นคง และมั่นใจในตัวเองได้ไม่ยาก


กลัวคนแปลกหน้า

พออายุประมาณ 5-8 เดือน เมื่อสมองของลูกพัฒนาขึ้นจนเริ่มเกิดความจำได้มากขึ้น ลูกจะเริ่มจำหน้าคุณแม่หรือผู้เลี้ยงใกล้ชิดได้ การสังเกตว่าลูกเกิดความจำได้ก็เมื่อลูกเริ่มติดคุณแม่ การที่ลูกติดคุณแม่ก็เพราะว่าลูกจำได้แล้วว่าคนนี้ล่ะที่เลี้ยงดู ให้นม แสดงความรักกับหนูอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าไม่เห็นคุณแม่ลูกอาจจะร้องไห้ บางคนอาจจะไม่ร้องไห้แต่มีความรู้สึกเครียดและวิตกกังวลอยู่ในใจว่า คุณแม่หายไปไหน จะกลับมาอีกไหม

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ลูกเห็นคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่คุณแม่ ลูกก็จะจำได้ว่าคนนี้ไม่ใช่คนที่เคยรู้จักคุ้นเคย ลูกจึงรู้สึกวิตกกังวลเมื่ออยู่ใกล้ เกิดความกลัวคนคนนั้นขึ้นมาได้


หนู “อาย” แล้วนะ

การทำท่าเขินอายของลูกเกิดจากหลายสถานการณ์ เช่น อายคนใกล้ชิดเวลาที่ทำอะไรบางอย่างได้ หรืออายคนแปลกหน้า เมื่อลูกกลัวคนแปลกหน้าได้แล้ว แสดงว่าลูกจำได้ว่านี่ไม่ใช่คนใกล้ชิด การที่ไม่คุ้นเคย ลูกจึงไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของคนนั้นได้ ลูกไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร กับคนที่ไม่รู้จักจึงมีความกังวลใจ และเกิดความรู้สึกอายขึ้นได้ ซึ่งความอายของเด็กขวบแรก ก็คงจะไม่ได้แสดงท่าทางเขินให้สังเกตเห็นได้เหมือนผู้ใหญ่ หนูน้อยอาจจะเพียงหลบตา ก้มหน้า ไม่กล้าเล่นด้วย ไม่กล้ายิ้มหัวหรือเล่นสนุกด้วย


เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะคะว่า นี่เป็นพัฒนาการปกติของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องวิตกกังวลกับอาการกลัว และอายของลูกจนเกินไป ต้องเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน การแสดงออกทางอารมณ์ และการตอบสนองเมื่อเจอคนแปลกหน้าของเด็กแต่ละคนก็ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างดังนี้ค่ะ

1. พื้นฐานอารมณ์ของเด็กเอง ถ้าเป็นเด็กที่ปรับตัวช้าหรือยาก เวลาที่ลูกเจอคนแปลกหน้าลูกอาจจะร้องไห้มาก ไม่ยอมให้คุณแม่ห่างไปเลย ในขณะที่ถ้าเป็นเด็กที่ปรับตัวง่าย เพียงไม่นานลูกอาจจะสามารถเล่นกับคนแปลกหน้าได้และไม่กลัวมาก หรือบางคนที่ปรับตัวได้ดีมากๆ ลูกอาจจะกลัวน้อยจนคุณแม่แทบสังเกตไม่เห็น

2. สิ่งแวดล้อมที่เด็กอาศัยอยู่ ถ้าเด็กอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต้องเจอคนเยอะๆ ตลอดเวลา เช่น ถูกเลี้ยงอยู่ในร้านขายของที่มีคนเข้าออกตลอดวัน ใครมาซื้อของก็เข้ามาทักทายมาเล่นกับเด็ก เด็กแบบนี้ก็จะเรียนรู้ได้เร็วว่าคนแปลกหน้าไม่ได้น่ากลัว มาแล้วเดี๋ยวก็ไป ในที่สุดเด็กก็จะไม่กลัว หรืออายคนแปลกหน้ามาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีโอกาสเจอคนแปลกหน้าอยู่ๆ ต้องมาเจอคนแปลกหน้า เด็กอาจจะปรับตัวช้าบ้าง แรกๆ อาจจะกลัวและอายมากกว่าเด็กที่ได้เจอคนเยอะๆ

ถ้าไม่อยากให้ลูกขี้กลัว & ขี้อาย

ถ้าอยากจะช่วยให้ลูกผ่านพัฒนาการตรงนี้ไปได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตว่าลูกเป็นเด็กลักษณะอย่างไร เพื่อตอบสนองต่ออาการกลัวและอายของลูก ได้อย่างพอเหมาะกับลักษณะนิสัยของลูก และไม่มากเกินไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกเป็นเด็กขี้กลัว ติดคุณแม่มาก เวลาเจอคนแปลกหน้าหรือเพื่อนคุณแม่ คุณแม่ต้องให้เวลาลูกมากหน่อย คุณแม่อาจจะคุยกับเพื่อนก่อนว่าลูกเป็นอย่างนี้นะ อย่าเพิ่งจู่โจมแกมาก ในขณะเดียวกันคุณแม่ก็คุยเล่นกับเพื่อนไปเรื่อยๆ ก่อน เด็กก็จะค่อยเรียนรู้ว่า คนนี้เป็นเพื่อนคุณแม่นะ คุณแม่ยังคุยกับเขาได้ ในที่สุดลูกก็จะปรับตัวและคุ้นเคยกับเพื่อนคุณแม่คนนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ระหว่างที่ลูกเกิดอาการกลัวหรืออายมากๆ คุณแม่จะต้องไม่แสดงออกว่าวิตกกังวลกับลูกมากเกินไป เช่น คุณแม่อาจจะรู้สึกกังวลมากว่าทำไมลูกเป็นอย่างนี้ ทำไมลูกกลัว เวลาลูกร้องไห้ คุณแม่ก็ทำท่าจะร้องไห้ด้วย โดยไม่รู้ตัว เป็นต้น ซึ่งต้องไม่ลืมนะคะว่า เด็กจับอารมณ์ของคุณแม่ได้แล้ว ถ้าคุณแม่วิตก ลูกที่วิตกอยู่แล้ว กลัวอยู่แล้วก็จะยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเวลาที่ลูกกลัว คุณแม่ต้องควบคุมอารมณ์และสีหน้าตัวเองไม่ให้กังวลมาก แค่ให้เวลาเขา คอยอยู่ใกล้ๆ ให้กำลังใจลูก ถ้าคุณแม่มั่นคง และแสดงออกให้ลูกเห็นว่า คนแปลกหน้าคนนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ในที่สุดลูกก็จะค่อยๆ ปรับตัวคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าคนนั้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ค่อยๆ ทำอย่างนี้กับลูกที่ขี้กลัวและขี้อายไปเรื่อยๆ นะคะ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในวัยทารกนี่ล่ะค่ะ เมื่อลูกเติบโตขึ้นถึงวัยต้องไปเนิร์สเซอรี่ หรือเข้าโรงเรียน ลูกก็จะปรับตัวได้ง่ายขึ้น เพราะลูกเรียนรู้เรื่องการปรับตัวให้เข้ากับคนแปลกหน้ามาตั้งแต่เป็นทารกแล้ว และแน่นอนถ้าได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ เมื่อโตขึ้นลูกก็จะเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ และมั่นใจในตัวเอง ไม่ขี้กลัวหรือขี้อายมากเหมือนตอนเด็กๆ อีกแล้วค่ะ


(update 19 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 251 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600