โดยทั่วไปเราจะเห็นกันว่า ศิลปะกับคณิตศาสตร์ คือเรื่องที่ตรงข้ามกันยากจะหาคนที่เก่งทั้งสองเรื่องนี้ได้
แต่ถ้าเราพิจารณากันอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า ในเรื่องของศิลปะกลับมีคณิตศาสตร์เข้าไปอยู่มากมาย
และความสามารถทางศิลปะก็มีส่วนช่วยให้ความสามารถทางคณิตศาสตร์โดดเด่นขึ้นด้วย
ทั้งนี้เพราะในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานปั้น งานสาน งานเย็บปักถักร้อยต่างๆ ฯลฯ
ทั้งหมดล้วนสามารถเชื่อมประสานได้กับการเรียนคณิตศาสตร์ เช่น เราจะวาดภาพ 1 ภาพ มีต้นไม้ 1 ต้น
บ้าน 1 หลัง บ่อน้ำ 1 บ่อ และคน 3 คน พร้อมดวงอาทิตย์ 1 ดวง นอกจากลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของรูปทรง
และรูปร่างของสิ่งของต่างๆ เหล่านี้แล้ว ลูกยังได้เรียนรู้เรื่องเลข เช่น เลข 1 และเลข 3
นอกจากนั้น ลูกยังเข้าใจเรื่องของปริมาตรเล็ก ใหญ่ เช่น ต้นไม้จะมีขนาดใหญ่กว่าบ้าน
หรือคนตัวจะเล็กกว่าต้นไม้ และมิติสัมพันธ์ว่าบ้านจะอยู่ลึกเข้าไป
โดยมีบ่อหน้าตั้งอยู่ตรงกลางหน้าบ้านไปโดยไม่รู้ตัวด้วย
เก่งเลขในที่นี้คืออะไร ?
คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคิดไปนะคะว่า เก่งเลขในที่นี้คือการคำนวณเก่ง คิดสูตรเลขคณิตได้เร็ว
เพราะการเก่งเลขขณะที่เรียนรู้ศิลปะไปด้วยนั้น เป็นหลักคณิตศาสตร์พื้นฐานง่ายๆ เท่านั้นค่ะ
เช่น ลูกเราวาดรูปบ้าน 1 หลัง ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องลักษณะของบ้าน และจำนวน 1 ไปพร้อมๆ กัน
อีกอย่างหนึ่ง เลข ในที่นี้ยังหมายรวมถึงเรื่องรูปทรงที่แตกต่าง เช่น เล็ก ใหญ่ สี่เหลี่ยม
สามเหลี่ยม ถ้าเราวาดรูป 1 รูปให้ลูกดู อาจจะมีทั้งดวงอาทิตย์ คลื่นทะเล เรือใบ เก้าอี้ชายหาด
ภาพวาดทั้งหมดจะมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ก็สอนลูกเรื่องรูปทรงไป
แต่เอ...ทำไมเรือใบถึงอยู่ลึกเข้าไปในภาพเมื่อเปรียบเทียบกับคลื่นทะเล
หรือทำไมเก้าอี้ชายหาดถึงอยู่ใกล้ตาเรามากกว่าตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่อยู่ไกลออกไป
นั่นคือเรื่องของมิติสัมพันธ์ล่ะค่ะ
เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสร้างความเข้าใจเรื่องคณิตศาสตร์ให้ลูก ซึ่งลูกก็จะไปต่อยอดเรียนรู้เรื่องสูตรเลขคณิต
หรือการคำนวณที่ยากขึ้น หรือการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลเมื่อโตขึ้นค่ะ
พ่อแม่ไม่เก่งศิลปะเลย ...ลูกจะเก่งเลขได้ไหม ?
คำถามนี้อาจมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านสงสัย รศ.ดร.กุลยา ตันติผลาชีวะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า เรื่องจะวาดรูปเก่ง หรือทำงานศิลปะดีหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญค่ะ
เพราะเพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่มีเวลาหากิจกรรม เช่น ตัดปะกระดาษกับลูก
หรือปั้นแป้งโดหรือแค่เพียงระบายสีลงบนกระดาษขาว แค่นี้ก็ถือว่าเป็นงานศิลปะภายในบ้าน
ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถร่วมกันทำได้ เรียนรู้เรื่องความสวยงามและเรื่องเลขไปได้ในตัว
โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรให้มากมายเลย
สอนลูกเรื่องเลขผ่านศิลปะได้เมื่อไหร่
เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอายุ 2-3 ขวบไปเลยค่ะ เช่น ลูกอายุ 3 ขวบ เราเพียงให้ลูกวาดรูปขึ้นมาสัก 1 รูป
โดยแนะนำให้เขานิดๆ หน่อยๆ เช่น เราอยากให้เขาวาดรูปบ้านให้ดูสักหน่อย ซึ่งตัวบ้านจะเล็ก ใหญ่
เหมือนหรือต่างจากของจริงอย่างไรก็ได้ เรื่องนี้อย่างน้อยลูกก็ได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงและสี
ยิ่งถ้าเราให้ลูกวาดบ้านสัก 2-3 หลัง ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้เรื่องตัวเลขไปทีละน้อย
แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ ยึดความสนใจและความสนุกสนานของลูกเป็นหลักนะคะ
พอลูกโตขึ้นมาอีกสักหน่อย เราสามารถเพิ่มความยากในเรื่องงานศิลปะให้เขาได้
เช่น จากวาดรูประบายสีก็อาจจะพัฒนาไปเป็นการปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปทรงต่างๆ เช่น รูปสัตว์
หรือรูปสิ่งของ ตรงนี้จะช่วยลูกเรื่องความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการคิดคำนวณปริมาตรของวัตถุ
เช่น ขนาดขาหรือแขนสัตว์ ควรเป็นรูปทรงที่ใหญ่หรือเล็ก เป็นต้น
เมื่อถึงวัยที่ลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถคิดหางานศิลปะที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
ตามพัฒนาการของลูก เช่น หางานเย็บปักถักร้อยมาให้ลูกได้ทำ หรือหาหินก้อนเล็กๆ
มาให้ลูกวาดรูปลงบนนั้น ฯลฯ กิจกรรมงานศิลปะที่ยกมานี้ต้องอาศัยกล้ามเนื้อแขนและขาที่มั่นคงพอสมควร
ทั้งการทำงานระหว่างตาและมือจะเริ่มประสานกันได้มากขึ้นกว่าเด็กเล็กๆ ค่ะ
สอนลูกด้วยศิลปะหลากหลายแบบ
อาจารย์กุลยาแนะนำดังนี้ค่ะ
1. ศิลปะย้ำ เช่น สมมติว่าลูกเห็นตัวเลข 1 ที่เราเขียนลงบนกระดาษ เขาจะรู้ว่าตัวเลขนี้เรียกว่าอะไร
พอไปเห็นภาพวาดแม่ไก่ 1 ตัว พร้อมตัวเลข 1 กำกับอยู่ข้างๆ นั่นเท่ากับเป็นการย้ำการเชื่อมโยง
จำนวนที่สัมพันธ์กับตัวเลข 1 ให้ลูกอีกครั้งว่านี่คือเลขอะไร และความหมายของตัวเลขนี้คืออะไร
ต่อไปเมื่อลูกเห็นตัวเลขนี้อีกลูกจะจำได้เองค่ะ
2. ศิลปะถ่ายโยง คือการเอางานศิลปะมาถ่ายโยงสู่สภาพจริงตรงนี้อาจารย์กุลยายกตัวอย่าง
จากประเทศญี่ปุ่นที่ออกแบบรูปแอปเปิ้ลสีแดงที่มีรอยปะมาหลายๆ ลูกด้วยกัน ต่อจากนั้นให้เด็กๆ ค่อยๆ
ฉีกผลแอปเปิ้ลตามรอยปะทีละคนสองคน โดยใครฉีกได้หนึ่งผลก็นำมาใส่ตะกร้าเอาไว้
งานศิลปะชิ้นนี้นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้ว่าผลแอปเปิ้ลมีลักษณะอย่างไรแล้ว
เขายังได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและความเพลิดเพลินในการฉีกและนำมาใส่ตะกร้าด้วยค่ะ
3. ศิลปะปรับภาพ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงจากลูกน้อยพอสมควรนะคะ
เช่น ลูกควรมีภาพในหัวอยู่บ้างว่าใบมะขามหรือดอกกุหลาบมีลักษณะอย่างไร
ครั้นพอเราลองวาดกิ่งไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ลงบนกระดาษเปล่าๆ แล้วให้ลูกวาดดอกกุหลาบให้ดู
ลูกจะเริ่มเชื่อมโยงและเริ่มคิดถึงภาพในห้วงสำนึก ต่อจากนั้นเขาจะวาดรูปนั้นๆ ออกมาได้เองค่ะ
เรียกว่าได้ใช้จินตนาการส่วนตัวต่อเติมชิ้นงานจากภาพเดิมที่เคยรับรู้ ศิลปะแบบนี้ต้องเริ่มจากการที่เราให้ลูก
ได้มีโอกาสเห็นและสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วยค่ะ
4. ศิลปะเปลี่ยนแบบ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ตรงและความรู้พื้นฐานของลูกอยู่สักหน่อยค่ะ
เช่น เราเอาใบไม้มาขยี้ให้เป็นรูปทรงอีกรูปทรงหนึ่ง ต่อจากนั้นเราอาจจะให้ลูกลองนำใบไม้ที่ถูกขยี้มาตัดแปะ
เป็นงานศิลปะชิ้นใหม่บนกระดาษขาว แค่นี้ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้แล้วค่ะว่า
สิ่งของเมื่อเปลี่ยนรูปทรงสามารถดัดแปลงเป็นสิ่งของชิ้นใหม่ได้
5. ศิลปะแบบบูรณาการ เด็กจะเริ่มคิดค้นประดิษฐ์งานศิลปะด้วยตัวเอง เช่น สร้างต้นไม้เล็กๆ
ขึ้นเองจากกิ่งไม้เล็กๆ หลายๆ กิ่งด้วยกัน หรือสร้างก้อนหินจากกระดาษทิชชูที่ปั้นเป็นก้อนๆ
6. ศิลปะค้นหา เช่น เราอาจจะวาดรูปสัตว์รวมทั้งต้นไม้ดอกไม้ไว้อยู่เต็มไปหมด
ต่อจากนั้นเราจึงให้ลูกค้นหาว่าสัตว์ตัวนั้นๆ เรียกว่าอะไร ต้นไม้มีชื่ออะไร ดอกไม้ชนิดนั้นมีกี่กลีบ
กลีบมีสีอะไรบ้าง คำถามทั้งหมดจะช่วยลูกเรื่องเลขและวิทยาศาสตร์ไปด้วยในตัวค่ะ
ศิลปะมีประโยชน์ด้านอื่นอีกไหม ?
นอกจากศิลปะจะช่วยสอนลูกเรื่องคณิตศาสตร์แล้ว ศิลปะยังมีข้อดีอื่นๆ อีกด้วยนะคะ
- ศิลปะเพื่อศิลปะ
ซึ่งสิ่งที่เด็กชอบมากที่สุดคือการได้ทำอะไรที่ไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎเกณฑ์
และการทำงานศิลปะคือการทำงานเสรี ดังนั้นเด็กแทบทุกคนจะชอบทำงานศิลปะค่ะ
- ศิลปะสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก
เช่น การวาดรูป 1 รูป หรือปั้นแป้งโดให้เป็นสัตว์ 1 ตัว
นอกจากจะช่วยลุกเรื่องความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยเรื่องพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ด้วย
- ศิลปะสอดคล้องกับความคิด
ในที่นี้คือความคิดที่ลูกของเราจะผลิตงานศิลปะชิ้นหนึ่งๆ ออกมา
เช่น ถ้าลูกวาดรูปบ้านและมีเราอยู่ในนั้น อาจหมายถึงความรักและความผูกพันที่ลูกมีต่อเราค่ะ
การทำงานศิลปะจึงเป็นโอกาสที่ลูกจะได้ใช้ความคิดและจินตนาการค่ะ
- ศิลปะสอนลูกให้รู้สึกซาบซึ้ง
มีอารมณ์สุนทรี ทุกครั้งที่ลูกได้ทำงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป
ปั้นแป้งโด หรือเย็บปักถักร้อย ฯลฯ จิตใจของลูกจะได้รับการกล่อมเกลาให้ละเอียดอ่อนขึ้นค่ะ
ด้วยประโยชน์ที่มีมากมายของงานศิลปะ เราคงต้องค่อยๆ เริ่มสอนและให้ลูกเรียนรู้กิจกรรม
ที่เราคิดค้นให้ลูกเล่นไปเรื่อยๆ ตามพัฒนาการของเขา แล้วทีนี้เราจะได้ลูกที่มีความสุนทรีย์ในหัวใจ
และมีหลักคิดในทางคณิตศาสตร์ในคนคนเดียวค่ะ
(update 29 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 258 กรกฎาคม 2547 ]
|