ก่อนหน้านี้เคยนำเสนอเรื่องดนตรีบำบัด (Music Therapy) มาคราวนี้เลยนำเรื่องศิลปะบำบัด (Art Therapy)
มาฝากบ้าง เพราะน่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ
หากมองผิวเผินเราอาจคิดแค่ว่า การปาดป้าย ระบายสี หรือการทำงานศิลปะในแขนงต่างๆ
ช่วยให้อารมณ์เบิกบาน แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไปกว่านั้นจะพบว่า ศิลปะเป็นศาสตร์ที่ช่วยในการบำบัด
รักษาโรค รวมทั้งยังช่วยให้คนมีพฤติกรรมแย่ๆ กลับกลายเป็นคนมีพฤติกรรมดีๆ ได้
ในแวดวงวิชาการเรียกศาสตร์ทางด้านนี้ว่า ศิลปะบำบัด หรือ Art Therapy
ความจริงศิลปะบำบัดไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ใช้เฉพาะกับผู้ป่วย แต่กับคนปกติทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเด็ก
หรือผู้ใหญ่ก็สามารถนำศิลปะมาใช้ประโยชน์กับชีวิตและจิตใจเช่นกัน เพราะโดยนัยสำคัญของเรื่องนี้คือ
การนำเอาศิลปะมาใช้เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ทั้งแง่บวกและแง่ลบ
ไม่ว่าจะเป็นยามมีอารมณ์รุ่มร้อนดั่งไฟแผดเผา หรือยามตกอยู่ในอาการก้าวร้าวแบบสุดๆ
ซึ่งในจังหวะนี้แหละค่ะที่ศิลปะบำบัดจะเข้ามาเป็นเครื่องมือให้เราได้ร่ำระบายความเกลียดในการอึดอัดคับข้องใจ
โดยไม่เดือดร้อนผู้อื่น
ยิ่งถ้าได้คุยกับนักศิลปะบำบัดจะพบว่า ตอนนี้มีพ่อแม่ของเด็กปกติจำนวนไม่น้อย
ต้องหันเข้าหาความรู้เรื่องศิลปะบำบัด เพราะเจอปัญหาลูกไม่น่ารัก เหมือนที่คุณปิยฉัตร เรืองวิเศษ
ฟินนี่ ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศิลป์ ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพ บุคลิกภาพ และส่งเสริมด้านสุขภาพจิตให้แก่บุคคลทั่วไป
บอกว่า ปัจจุบันมีพ่อแม่ของเด็กปกติมาปรึกษาเยอะมาก เพราะลูกมีปัญหาพฤติกรรม
รวมถึงบางโรงเรียนก็ส่งเด็กมาเพราะมีพฤติกรรมก้าวร้าว แน่นอนว่าเด็กคงเกิดอาการก้าวร้าวเองไม่ได้ถ้าไม่มีสาเหตุ ?
อย่างเด็กที่อยู่ในครอบครัวเข้มงวด เขาก็ไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร เพราะพอแสดงออกปุ๊บ
ก็อาจโดนดุหรือโดนทำโทษ เด็กแบบนี้เวลาอยู่บ้านก็จะเงียบๆ หรืออาจยอมพี่ ยอมน้อง
แต่พอมาอยู่โรงเรียนกลับเป็นตรงกันข้าม กล้าแสดงออกมากๆ ถึงขั้นก้าวร้าว ชอบแกล้งเพื่อน
เพราะอยู่ที่บ้านแสดงออกไม่ได้
ถ้าเจอเคสแบบนี้ นอกจากจะให้เด็กได้ใช้ศิลปะบำบัดแล้ว เราต้องคุยกับครอบครัว
เพราะเปลี่ยนที่ตัวเด็กอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเปลี่ยนภาวะแวดล้อมด้วย คุณปิยฉัตรเล่า
พลางบอกว่า กรณีนี้การทำงานศิลปะจะช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์
และงานที่ออกมาก็เป็นสื่อแสดงให้เห็นว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร
ก่อนให้ทำงาน เราจะคุยกับเด็กก่อนว่า เวลาอาละวาดอย่างนี้ใครเหนื่อย เขาก็บอกคุณแม่เหนื่อย
และสุดท้ายเขาบอก... ตัวหนูเองก็เหนื่อย และเจ็บด้วย เพราะเวลามีอารมณ์ก้าวร้าวก็จะทั้งทุบ
ทั้งดึงทึ้ง เราก็บอก... งั้น...แทนที่จะใช้ร่างกายอาละวาด ลองมาอาละวาดในกระดาษดูไหม...
ก็เอาสิ เอากระดาษให้ เขาก็วาดแบบเละเลย ในช่วงที่ใช้แท่งสีขยี้กับกระดาษเนี่ยคือเวลาที่ได้ระบายออก
หลังจากนั้นพอเริ่มโมโห เขาก็จะเอากระดาษกับสีมาขยี้ๆ อยู่ที่โรงเรียนก็ทำแบบนี้
นี่คือเขาได้เรียนรู้วิธีแสดงออกโดยไม่ทำให้เพื่อนเจ็บตัว และตัวเองก็ไม่เหนื่อย
ถือเป็นการเบี่ยงเบนพฤติกรรมก้าวร้าวให้ออกมาในรูปแบบที่ยอมรับได้
ถ้าเด็กมีอาการซึมๆ ก็ใช้ศิลปะบำบัดได้เช่นกัน
เด็กซึมเศร้าต้องการคนเข้าใจ แต่ไม่อยากให้ใครประชิดตัว เราคอยดูว่าเขาจะวาดภาพอะไร
และต้องดูวิธีการวาดด้วย เพื่อจะวิเคราะห์ว่าสภาพจิตว่าอยู่ในระดับใด ถ้ามากเกินปกติ ก็อาจต้องส่งพบแพทย์
ในขณะที่เด็กบางคน พอแม่มีน้องใหม่ก็เริ่มมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ
เช่น ไม่ยอมทานข้าว หรือทำตัวเป็นเด็กกว่าวัย เราก็อาจให้เขาวาดรูปครอบครัว
ภาพก็จะสื่อออกมาถึงความน้อยใจ
งานศิลปะนี้จะทำให้เรามองเห็นชัดเจนว่า มีอะไรเกิดขึ้นในความรู้สึกเขา
ศิลปะจึงเป็นศาสตร์ที่ให้คุณประโยชน์มากมายถ้าเรารู้จักใช้ ตอนนี้แวดวงวิชาการ
หรือคนทำงานบางแห่งก็เลยมีการนำสื่อศิลปะแขนงต่างๆ มาช่วยให้คนได้รู้จักและรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อละคร การวาด การปั้น ฯลฯ
สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ลองชักชวนตัวเอง และลูกๆ มาล้อมวงนั่งวาดรูป ปาดป้ายระบายสี
หรือปั้นนู่นปั้นนี่ดูบ้าง อาจทำให้ได้รู้ว่า ลูกหรือคนข้างๆ ตัวเรากำลังคิดอะไรอยู่
(update 4 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 9 ฉบับที่ 107 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|