จะรู้ได้ไงว่าหนูเป็นเด็ก ไฮเปอร์


เคยได้ยินบางคนพูดว่า “เด็กซนเป็นเด็กฉลาด ...ยิ่งซนมากยิ่งฉลาดมาก” คุณพ่อคุณแม่ที่เห็นเจ้าจอมซนวิ่งวุ่นทั้งวันก็ชอบใจเพราะคิดว่า ลูกคงจะฉลาดน่าดู!! ความจริงแล้ว “ความซน” ของเด็กก็มีขอบเขตเหมือนกันนะคะ ซนมากไปก็อาจเข้าข่ายเป็นเด็กไฮเปอร์ก็ได้ค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง จะเป็นเด็กไฮเปอร์หมดทุกคนนะคะ เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยซนจะกังวลไปมากกว่านี้ เราไปทำความรู้จักกับคำว่า “ไฮเปอร์” ให้ถ่องแท้กันดีกว่าค่ะ

ไฮเปอร์ เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า hyperactive ซึ่งหมายถึงลักษณะของเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง วิ่งซนทั้งวัน และมีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย ปัจจุบันเราใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Attention Deficit and Hyperactive Disorders หรือ เรียกย่อๆ ว่า ADHD

ลักษณะของเด็กไฮเปอร์แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่ซนมากผิดปกติ กับกลุ่มสมาธิบกพร่องหรือสมาธิสั้น ซึ่งคุณสามารถสังเกตพฤติกรรมของลูกได้ว่ามีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มใด

ลักษณะของเด็กกลุ่มซนมากผิดปกติ
  • ไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอง ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ
  • อยู่ไม่นิ่ง ชอบวิ่งไปมาและปีนป่าย
  • มีอาการลุกลี้ลุกลน ชอบลุกจากที่นั่งบ่อยๆ
  • ไม่สามารถเล่นคนเดียวเงียบๆ ได้
  • อารมณ์ร้อน และแปรปรวนง่าย
  • ขาดความอดทนในการรอคอย พูดมาก ชอบพูดขัดจังหวะ และช่างฟ้อง
ลักษณะของเด็กกลุ่มสมาธิบกพร่อง
  • มีปัญหาในการทำกิจกรรมตามลำพังและการฟังคำสั่ง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้คำสั่งยาวๆ
  • มีปัญหาในการทำกิจกรรมหรือการทำงานใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป
  • มีปัญหาในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดนานๆ (long mental effort)
  • มักขี้ลืมและทำอุปกรณ์การเรียนหายบ่อยๆ
  • ถูกรบกวนจากสิ่งเร้าต่างๆ ได้ง่ายมาก มีอาการวอกแวก เหม่อลอย หรือเพ้อฝัน
  • ขาดสมาธิและความตั้งใจในการเรียนหรือการทำกิจกรรมที่มีรายละเอียดปลีกย่อย

สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นเด็กไฮเปอร์

ไฮเปอร์แอคทีฟเป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาวะทางพฤติกรรมซึ่งมีสาเหตุหลักๆ อยู่ด้วยกันสามประการก็คือ
1. ลักษณะถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Genetic Problem) นักวิจัยพบว่าเด็กไฮเปอร์ประมาณ 30-40% จะมีญาติพี่น้องที่มีปัญหานี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าเด็กทุกคนในครอบครัว ที่มีปัญหาไฮเปอร์จะต้องมีอาการไฮเปอร์ทุกคน

2. ปัจจัยเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ในสมอง หรือที่เรียกว่า Neurotransmitters ภายในสมอง ถ้ามนุษย์ขาดสารเคมีในสมองเหล่านี้หรือมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอ หรือสารเคมีไม่ทำปฏิกิริยาตามที่ควรจะเป็นก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการไฮเปอร์ได้

3. สภาพแวดล้อมของเด็กก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กมีอาการไฮเปอร์ หรือมีอาการเพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในครรภ์ได้แก่ คุณแม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพสิ่งเสพติด ภาวะทุพโภชนาการของคุณแม่รวมไปถึงการที่คุณแม่ได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายเช่น สารตะกั่ว ส่วนปัจจัยหลังคลอดก็ได้แก่ การที่สมองของทารกได้รับบาดเจ็บในระหว่างคลอดหรือหลังคลอด รวมไปถึงการติดเชื้อ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และการที่ทารกได้รับสารเคมีที่เป็นอันตราย
นอกจากการสังเกตพฤติกรรมของลูก และการหาสาเหตุที่อาจทำให้ลูกเป็นเด็กไฮเปอร์แล้ว การวินิจฉัยของแพทย์ก็มีส่วนสำคัญ เหมือนกันนะคะ เพราะเด็กบางคนอาจจะมีพฤติกรรมคล้ายกับเด็กไฮเปอร์ แต่ความจริงแล้วพฤติกรรมนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดปกติบางอย่างของร่างกาย เช่น การสูญเสียการได้ยิน ปัญหาต่อมไทรอยด์ ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น อาการชักบางประเภท และอาการของโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ ทำให้เด็กขาดสมาธิ มีอาการลุกลี้ลุกลนจนทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจผิดว่าลูกเป็นเด็กไฮเปอร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำเมื่อสงสัยว่าเจ้าจอมซนมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กไฮเปอร์ก็คือ ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยต่อไปค่ะ

การวินิจฉัยความเป็นไฮเปอร์นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ฉะนั้นจึงต้องอาศัยทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาช่วยทำการวินิจฉัยซึ่งประกอบไปด้วย
  • กุมารแพทย์และแพทย์ทางระบบประสาทซึ่งมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปัญหาพฤติกรรมและปัญหาพัฒนาการ
  • นักวิชาการด้านสุขภาพจิต (Mental Health)
  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัว
  • จิตแพทย์เด็ก
  • ทีมนักวิชาการที่มีประสบการณ์หรือความสามารถพิเศษที่เกี่ยวข้อง

ดูแลลูกไฮเปอร์อย่างไรให้มีสุขภาพดี

หลังจากทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและพบว่าเจ้าจอมซนเข้าข่ายเป็นเด็กไฮเปอร์ ก็ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไป ก่อนอื่นต้องเริ่มที่คุณพ่อคุณแม่ก่อนค่ะ คุณต้องมีความเข้าใจในปัญหาของลูก มีความเข้มแข็ง มีกำลังใจที่ดีและเป็นกำลังใจให้กันและกันเพื่อที่ทั้งคุณ และลูกจะได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นอกจากครอบครัวแล้ว โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญ เพราะถ้าคุณครูไม่มีความเข้าใจและไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ปกครองก็จะไม่สามารถทำให้ปัญหาทุเลาลงได้ สรุปก็คือการที่จะช่วยเหลือเด็กไฮเปอร์นั้นเราต้องการความร่วมมือทั้งจากพ่อแม่ คุณครู และแพทย์ เพราะนอกจากเจ้าจอมซนจะมีพฤติกรรมซนสมชื่อแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ที่พบบ่อยร่วมด้วย ได้แก่
  • ความวิตกกังวล ซึมเศร้า
  • ปัสสาวะรดที่นอนและถ่ายอุจจาระรดกางเกง
  • มีอาการของโรค Tourettes Diseases ซึ่งจะมีอาการกระตุกของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น การกระพริบตา ทำจมูกบิดเบี้ยว รวมไปถึงการเคลื่อนไหวผิดปกติของปาก เช่น การไอ การขับเสมหะ อาการต่างๆ เหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังอาการสมาธิบกพร่อง
  • มีพัฒนาการในด้านต่างๆ ช้ากว่าเด็กทั่วไป เช่น พัฒนาการของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นต้น
  • มีความบกพร่องในการเรียนรู้ด้านภาษา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุได้ว่า ปัญหาเกิดจากความผิดปกติด้านการเรียนรู้ภาษา หรือเกิดจากการเป็นไฮเปอร์
  • มักจะมีอาการของภูมิแพ้ร่วมด้วย รวมไปถึงอาการนอนไม่หลับและฝันร้าย
  • ความสามารถในการได้ยินลดลงเนื่องจากการติดเชื้อที่หู
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกแปลกแยก แตกต่าง เกิดความรู้สึกคับข้องใจ หากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ ครูอาจารย์ไม่เข้าใจ ก็จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายอาจจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคตได้

วิธีการช่วยเหลือและบำบัดรักษาเด็กไฮเปอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ การบำบัดรักษาแบบมาตรฐาน (Standard Therapies) และ การบำบัดรักษาแบบ Controversial (Nontraditional Therapies)


การบำบัดรักษาแบบมาตรฐาน (Standard Therapies) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1. การบำบัดด้านการศึกษา (Education Approach)

คุณครูผู้สอนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการบำบัดรักษาด้านนี้ หากครูผู้สอนมีความเข้าใจในปัญหา และรู้วิธีการสอนที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ปัญหาในการเรียนของเด็กลดลง ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น และมีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ ครูผู้สอนสามารถช่วยเหลือเด็กไฮเปอร์ที่มีปัญหาในชั้นเรียนได้หลายวิธีค่ะ
  • เขียนคำสั่งที่ต้องการให้เด็กทำตามอย่างสั้นๆ และชัดเจนไว้บนกระดาน
  • จัดให้เด็กที่มีปัญหานั่งหน้าชั้นเรียน หรือนั่งกับเพื่อนที่มีความเข้าใจและสามารถช่วยเหลือในเรื่องการเรียนได้
  • เพิ่มเวลาในการเรียนรู้ให้มากกว่าเด็กทั่วไป รวมไปถึงเวลาที่ใช้ในการทดสอบความรู้ความเข้าใจของเด็กด้วย
  • อนุญาตให้เด็กใช้เทปบันทึกเสียงการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพื่อที่จะสามารถเปิดฟังซ้ำได้
  • เลือกใช้แบบเรียนที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย
  • ไม่ควรตำหนิหรือลงโทษเด็กไฮเปอร์ที่มีปัญหาสะเพร่าเลินเล่อหรือขาดความสนใจในการเรียนเป็นช่วงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอาการของเด็กไฮเปอร์ที่เด็กไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นเช่นนั้น
  • เมื่อเด็กทำความดีควรให้กำลังใจและให้คำชมเชย
2. การบำบัดรักษาด้านจิตวิทยาและพฤติกรรม (Psychological and Behavioral Approach)

ได้แก่ การปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การฝึกทักษะทางสังคมเพื่อให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การทำจิตบำบัดเพื่อช่วยลดปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล และการใช้ครอบครัวบำบัดเพื่อสร้างความรักความอบอุ่นให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว เป็นต้น

3. การรักษาด้วยยา (Medication)

เป็นการรักษาที่ค่อนข้างได้ผลในเรื่องของการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กแต่ก็มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดเพื่อจะได้ไม่เกิดความวิตกกังวลเมื่อผลข้างเคียง ของการใช้ยาเกิดขึ้นกับลูก


เด็กไฮเปอร์จะเป็นอย่างไรเมื่อโตขึ้น

หลังจากทำความเข้าใจในตัวลูก และลักษณะอาการไฮเปอร์ของลูกอย่างถ่องแท้แล้ว คำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอยากจะทราบต่อมาก็คือ เจ้าจอมซนจะดำเนินชีวิตอย่างไรเมื่อโตขึ้น จะมีปัญหาไหม จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้หรือไม่ แล้วชีวิตของลูกจะเป็นอย่างไรต่อไป

คำตอบก็คือ... เด็กไฮเปอร์ส่วนใหญ่ที่ได้รับการดูแลด้วยความรัก ความเอาใจใส่และความเข้าใจจากคนรอบข้าง ประกอบกับวุฒิภาวะที่มากขึ้น จะทำให้เด็กมีความเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ถึงกระนั้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ลักษณะอาการไฮเปอร์หลักๆ ก็จะยังปรากฏให้เห็นอยู่ เช่น อาการกระสับกระส่าย ขาดการวางแผนที่ดี มีความหุนหันพลันแล่น ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ และอารมณ์แปรปรวนง่าย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถช่วยลูกได้ก็คือต้องอาศัยวิธีการบำบัดรักษาหลายวิธีควบคู่กันไป และทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการบำบัดรักษาด้วยยา เพราะจากงานวิจัยพบว่า การบำบัดรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยให้ผู้ใหญ่วัย 30-40 ปี ที่เป็นไฮเปอร์มีการพัฒนา และปรับปรุงตนเองได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็จะทำให้บุคคลเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิต ได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไปได้ค่ะ

ลูก คือ แก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่ว่าลูกจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร หรือมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเขา เขาก็ยังคงเป็นลูกอันเป็นที่รักของคุณเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นสิ่งที่ลูกต้องการก็คือความรัก ความเข้าใจจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ ความรักของพ่อแม่จะเป็นยาใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสามารถฟันฝ่าปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ถ้าแม้แต่พ่อแม่ยังไม่รักไม่เข้าใจแล้ว ลูกของคุณจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร


(update 24 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600