เด็กวัยทารก พ่อแม่ผู้ปกครองมักไม่กังวลใจในเรื่องการเดินทางมากนัก
เนื่องจากคิดว่าลูกได้รับการดูแลด้วย 2 มือแม่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะจากการเดินทางที่ได้รับการประครองโอบอุ้มจากพ่อแม่ตลอดเวลา
แต่ทราบหรือไม่ค่ะว่าในการเดินทางแต่ละครั้งการที่แม่อุ้มลูกไว้บนตักตัวเองนั้น
จริงๆ แล้วเป็นความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะทารกที่โดยสารรถจักรยานยนต์หรือโดยสารรถยนต์อย่างผิดวิธี
และไม่มีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอย่างเหมาะสม
- สรีระที่บอบบางของทารกเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
ลักษณะทางกายภาพและพัฒนาการที่เฉพาะตัวของทารกมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมาก
เริ่มตั้งแต่ศีรษะของทารก เมื่อเทียบสัดส่วนต่อลำตัวจะมีขนาดใหญ่ ทำให้ศีรษะมีโอกาสได้รับบาดเจ็บง่าย
เมื่อทารกถูกรถชนหรือโดยสารรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แล้วถูกชน ขนาดศีรษะที่ใหญ่และหนักของทารก
จะทำให้มีการลอยกระเด็นไปขนกับสิ่งของหรือตกกระแทกพื้นก่อนส่วนอื่นของร่างกาย ส่งผลให้กระดูกต้นคอ
และกล้ามเนื้อคอที่ยังมีความแข็งแรงไม่เต็มที่ต้องมารับการกระแทกเกิดการบาดเจ็บหรือหักของกระดูกต้นคอได้ง่าย
รวมถึงกระดูกทรวงอก ซี่โครงและช่องอกที่มีขนาดเล็ก แต่อวัยวะภายในช่องท้องมีขนาดใหญ่
เมื่อทารกได้รับการกระแทกจะส่งผลให้อวัยวะภายในต่างๆ ฉีกขาดหรือแตกได้ง่าย
- หมวกนิรภัยกับทารกช่วยได้แค่ไหน
พ่อแม่มีหลายท่านอาจแย้งว่าหากเราใส่หมวกกันน็อคให้ทารกอาจช่วยป้องกันได้
ในเรื่องนี้ ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย
และการป้องกันบาดเจ็บในเด็ก กล่าวว่า การใส่หมวกนิรภัยให้ทารกจะยิ่งเพิ่มน้ำหนักศีรษะ
และเพิ่มการแกว่งไกวของศีรษะ ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกต้นคอ
นำไปสู่การเป็นอัมพาตของลำตัว แขน ขา และอาจทำให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจหยุดทำงานได้
และในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะคิดค้นอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยใดๆ แก่เด็กวัยนี้ได้
พ่อแม่ควรรับรู้ถึงความเสี่ยงและยอมรับในเรื่องนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยแก่ลูก
แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ขับให้ช้าที่สุดคือ 40 กม.ต่อชั่วโมง
การเดินทางของทารกไม่จำกัดเพียงแค่การเดินทางโดยรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เท่านั้น
การเดินทางโดยเครื่องบินและทางเรือก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ซึ่ง ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ อธิบายไว้ว่า การเดินทางครั้งแรกในชีวิตของทารก
คือการเดินทางจากโรงพยาบาลกลับบ้าน สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้จักเพื่อคิดถึงความปลอดภัยของทารกในการเดินทางคือ
ที่นั่งพิเศษสำหรับทารก (infant seat) ซึ่งจะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและการตายของเด็กขณะโดยสารรถได้
- รถจักรยานยนต์ทันใช่ มิใช่ทันระวัง
การเดินทางโดยรถจักรยานยนต์อาจจะดูเหมือนทันใจพ่อแม่หลายท่าน
ที่คิดว่าจะช่วยให้ลูกถึงที่หมายโดยเร็วไม่ต้องติดอยู่บนถนนนาน
แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งในเด็กวัยทารก
เนื่องจากมีการวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แล้วว่าเป็นพาหนะที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด
เมื่อเทียบกับการเดินทางโดยพาหนะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดจะเกิดอุบัติเหตุมากกว่ากรุงเทพฯ
ล่าสุดจากการรายงานการได้รับอุบัติเหตุในเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบ จำนวน 1,600 คน ของโรงพยาบาลนครราชสีมา
ที่เข้ามารักษาในห้องฉุกเฉิน พบว่าเป็นทารกรวม 88 คน โดยมาจากอุบัติเหตุจากการจราจร 17 คน
- รถยนต์สะดวกสบายแต่อันตรายเช่นกัน
รถยนต์เป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการที่พ่อแม่จะพาลูกน้อยเดินทางไปที่ใดที่หนึ่ง
เพราะคิดว่าเป็นพาหนะที่ปลอดภัยที่สุด ถ้าเทียบกับการเดินทางในลักษณะอื่น
แต่การเกิดอุบัติเหตุต่อลูกน้อยก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน หากไม่มีระบบยึดเหนี่ยว
ไม่มีความเข้าใจในการจัดที่นั่งและท่านั่งที่ถูกต้องให้ลูก รวมถึงการป้องกันในเรื่องต่างๆ ที่คุณคาดไม่ถึง
ซึ่งเรื่องนี้ ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ อธิบายไว้ว่า
ทารกควรมีระบบยึดเหนี่ยวไม่ให้กระเด็นกระดอนเวลารถชนกัน รถคว่ำ-หงาย การตายของทารกส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะลอยตัว
หรือกระเด็นออกจากรถ ดังนั้นควรมีระบบยึดเหนี่ยวที่ปลอดภัยกว่าการใช้เข็มขัดนิรภัย เนื่องจากเข็มขัดนิรภัยในรถ
เป็นของผู้ใหญ่มีขนาดไม่พอดีกับทารก การนั่งตักแม่อุ้มไว้ก็ไม่ดี เพราะเวลาที่รถกระแทกทารกจะหลุดจากมือแม่ได้ง่าย
ระบบยึดเหนี่ยวทารกประกอบด้วยที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก เข็มขัดยึดที่นั่งพิเศษกับรถและเข็มขัดที่ยึดตัวทารกกับที่นั่งพิเศษ
การเลือกใช้อุปกรณ์ยึดเหนี่ยวทารกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกายทารก
ดังนั้นพ่อแม่ควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับลูกของตัวเอง ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่เกินไป
การจัดที่นั่งที่เหมาะสมให้ลูกควรให้ลูกนั่งที่เบาะหลังเท่านั้นและต้องหันหน้าทางด้านหลังรถเท่านั้น
เพื่อลดโอกาสที่กระดูกต้นคอทารกหัก ซึ่งการนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถจะช่วยให้ศีรษะเด็กมีเบาะรองรับทั้ง 2 ด้าน
เป็นการลดการกระแทกได้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ กล่าว
ไม่ควรใช้ถุงลมนิรภัยเพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กที่นั่งหน้าข้างคนขับได้
ซึ่งในเรื่องนี้ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า การตายของเด็กอายุระหว่าง 3 สัปดาห์ ถึง 9 ขวบ
ที่เกิดจากถุงลมนิรภัยมีมากถึง 26 รายในเวลา 4 ปี จึงไม่ควรให้เด็กนั่งหน้าข้างคนขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีถุงลมนิรภัย
และเป็นทารกที่ใช้ที่นั่งพิเศษ แต่หากรถของท่านไม่มีที่นั่งด้านหลัง เช่น เป็นรถแค็ป รถปิ๊กอัพ
จำเป็นต้องให้ทารกนั่งเบาะด้านหน้า ข้างคนขับ ต้องให้ทารกนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถเช่นกัน
และที่สำคัญห้ามคุณใช้ถุงลมนิรภัย ควรปิดระบบการใช้ถุงลมนิรภัยเนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กได้
นอกจากนี้ระวังหน้าต่างรถหนีบมือลูก อย่าปล่อยลูกอยู่ในรถเพียงลำพัง เพราะคุณอาจลืมว่าเด็กอยู่ในรถ
และความร้อนสูงในรถอาจส่งผลให้ลูกเสียชีวิตได้
- พาเจ้าตัวเล็กเหินเวหาให้หายห่วง
การเดินทางโดยเครื่องบินนั้น ไม่มีเหตุการณ์เด็กได้รับบาดเจ็บมากนัก แต่มีสิ่งที่พ่อแม่พึงระวังคือ
ก่อนเดินทางพ่อแม่ต้องระมัดระวังอย่าให้ลูกไม่สบายหรือเป็นหวัด เพราะจะทำให้ลูกหูอื้อได้
ส่วนความปลอดภัยบนเครื่องบิน ส่วนใหญ่แล้วสายการบินจะมีที่นั่งที่จัดไว้เฉพาะสำหรับทารก
และมีขนาดกว้างพอดีกับตัวทารกอยู่แล้ว บางแห่งจะมีเปลหรือที่นั่งพิเศษสำหรับทารกแล้วให้พ่อแม่อุ้ม
และล็อกเปลหรือที่นั่งพิเศษนั้นกับที่นั่งของพ่อแม่ให้ยึดเหนี่ยวกันอย่างมั่นคง ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุ
และช่วยให้พ่อแม่สามารถดูแลลูกได้ด้วย
- นั่งเรือเย็นสบายลมโชย...แต่อย่าไว้ใจนัก
การเดินทางทางน้ำ อาจดูสะดวกสบายในความคิดของพ่อแม่หลายท่าน ที่ต้องการเลี่ยงรถติดหรือย่นเวลา
แต่ในมุมมองของ ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ
มองว่าเป็นความเสี่ยงทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะทารกในช่วง 2 เดือนแรก พยายามหลีกเลี่ยงการเดินทาง
แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางทางเรือจริงๆ พ่อแม่ต้องเตรียมตัวให้ดี ยิ่งพ่อแม่ที่ว่ายน้ำไม่เป็น
ควรศึกษาว่าหากเกิดอุบัติเหตุเด็กจะลอยตัวได้อย่างไร เลือกเรือที่ปลอดภัยต่อการเดินทาง มีที่นั่งที่เหมาะสม
หากเป็นเรือรับจ้างทั่วไปที่มีผู้โดยสารแน่นควรเลี่ยงเป็นอย่างมาก
- ร่วมแรงร่วมใจลูกน้อยปลอดภัย
การเดินทางแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นทางไหน หากพ่อแม่ใส่ใจในการเดินทาง
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการให้ลูกได้เดินทางอย่างปลอดภัย เลือกอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่เหมาะสมให้ลูก
ศึกษาวิธีการเดินทางว่าสามารถเดินทางได้กี่วิธี เส้นทางไหนน่าจะปลอดภัยมากที่สุด
เนื่องจากประเทศไทยมีการรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของทารกไม่มากนัก
แต่การเกิดอุบัติเหตุในเด็กวัยนี้กลับมีให้เห็นบ่อยครั้ง ประกอบกับอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย
ในการเดินทางของเด็กในเมืองไทยยังมีน้อย อีกทั้งพ่อแม่เด็กมักคิดว่าเด็กวัยนี้อยู่ในความดูแลของตนตลอดเวลา
ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุกับลูกได้ ทำให้นำมาซึ่งเหตุการณ์ไม่คาดคิดบ่อยครั้ง ดังนั้นพ่อแม่ที่มีลูกน้อยวัยนี้
ควรใส่ใจศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกให้มาก ซึ่งในปัจจุบันมีโรงพยาบาลใหญ่ 4 แห่งในกรุงเทพฯ
ได้เริ่มรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยร่วมมือกันทำวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความรู้
พฤติกรรมและเจตคติของแม่เด็กหลังคลอด โดยได้ทำการสอนเรื่องอุบัติเหตุจราจร สาธิตการติดตั้ง
รวมถึงให้ยืมที่นั่งพิเศษสำหรับทารกเพื่อกลับบ้านจากทางโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าการวิจัยครั้งนี้
จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมของครอบครัวและระบบบริการของโรงพยาบาล
และนำไปสู่การเดินทางอย่างปลอดภัยของทารกในอนาคต ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กล่าว
(update 30 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]
|