คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก คงจะกลุ้มใจไม่น้อยว่ามันอะไรกันนะ...
ถ้าเลือดที่ออกอยู่ในช่วงการตั้งครรภ์ก่อน 28 สัปดาห์ หรือทารกมีน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม
อาจเป็นอาการเตือนของการแท้ง ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนที่ทารกจะสามารถพัฒนาจนอยู่รอดได้
เกิดขึ้นร้อยละ 10-12 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด ถ้ารวมการแท้งที่เกิดขึ้นจะพบประมาณร้อยละ 30 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด
ตัวเลขนี้ดูแล้วน่าตกใจไม่น้อย เพราะบางรายก็ไม่ได้พบแพทย์ บางรายก็ไม่ได้รับการตรวจจากแพทย์ร้อยละ 80
ของการแท้งจะเกิดขึ้นใน 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และพบอัตราการแท้งสูงขึ้นเมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น
ในคุณแม่ที่อายุมากกว่า 40 ปี พบการแท้งถึงร้อยละ 26
สาเหตุที่คุณแม่แท้งในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ พบว่ามีความผิดปกติของโครโมโซมมากกว่าร้อยละ 50
และความผิดปกติตจะลดลงเหลือร้อยละ 36 ใน 3 เดือนถัดมา จำนวนของการตั้งครรภ์ที่มากขึ้น
ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการแท้ง และอายุของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายที่สูงขึ้น
ซึ่งจะพบอุบัติการณ์การแท้งเพิ่มขึ้นในคุณแม่ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี และมากกว่า 40 ปี
อุบัติการณ์การแท้งจะเพิ่มจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 26 และในฝ่ายชายกลุ่มอายุแบบเดียวกัน
การแท้งจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 20 นอกจากนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือน
หลังจากการคลอดบุตรครบกำหนด จะมีอุบัติการณ์การแท้งเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
คุณแม่ที่เคยแท้ง คงเคยได้ยินคำว่า ท้องลม หรือศัพท์ทางการแพทย์ใช้ว่า blightedovum
แล้วคงจะงงว่ามันคืออะไรนะ คุณหมอก็มักจะบอกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ไม่พบตัวทารก (เด็ก)
จะเปรียบง่ายๆ ก็คือไข่ไก่ที่ไม่ฟักเป็นตัว โดยจะพบว่ามีถุงหุ้มทารกโดยทารกนั้นเสื่อมสลายไป
วิธีการตรวจก็จะใช้อัลตราซาวนด์ตรวจพบว่า มีการตั้งครรภ์จริงในโพรงมดลูก แต่ไม่พบตัวเด็ก
ซึ่งสูติแพทย์มักจะนัดคุณแม่ให้มาตรวจซ้ำอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ ซึ่งถ้าพบว่ายังไม่พบตัวเด็ก
ก็ยืนยันว่าเป็นการท้องลม ทีนี้คุณหมอก็จะให้คุณแม่รอหรือจะขูดมดลูก
ก็เพราะบางครั้งการตั้งครรภ์นี้จะสิ้นสุดเองโดยการแท้งเอง แต่ถ้ารอแล้วยังไม่แท้งก็อาจจะต้องเหน็บยาหรือขูดมดลูก
ขึ้นอยู่กับว่าปากมดลูกเปิดหรือไม่ และขึ้นกับดุลยพินิจของคุณหมอ
การใช้อัลตราซาวด์ตรวจเวลาคุณแม่มีเลือดออกจะสามารถพยากรณ์การตั้งครรภ์ได้ดีมาก
โดยสามารถจะช่วยให้คุณหมอตัดสินใจได้ว่า ถ้าไม่พบหัวใจทารกเต้นแล้ว
หรือไม่พบตัวทารก คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องไปนอนที่โรงพยาบาลให้เสียเวลา
แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่ามีหัวใจทารกเต้นดีก็จะแนะนำให้คุณแม่นอนพัก
อาจจะให้ยาฮอร์โมนช่วยเสริมเป็นแบบทานหรือแบบฉีด
ข้อสำคัญก็คือ ก่อนให้ยาคุณหมอจะต้องมั่นใจว่าการตั้งครรภ์นั้นทารกยังมีชีวิตอยู่
ซึ่งการใช้ยาโดยที่ทารกเสียชีวิตแล้วจะทำให้การแท้งนั้นเกิดกลายเป็นการแท้งค้าง
คือไม่ยอมแท้งเองตามธรรมชาติ ซึ่งถ้าการแท้งค้างเกินกว่า 4 สัปดาห์
คุณแม่อาจเกิดความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ การตกเลือด
ที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า ท้องแล้วตกเลือด
ผมเองอยากแนะนำคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออกควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
ไม่ควรรอจนเกิดการตกเลือด บางรายอาจตกเลือดมากจนมีอาการช็อกได้
นอกจากนี้อาจเกิดการติดเชื้อเนื่องจากปากมดลูกที่เปิดอยู่นาน ทำให้มีการอักเสบติดเชื้อทางช่องคลอดได้
ซึ่งในรายที่เลือดออกไม่มาก ต้องรักษาการอักเสบก่อนแล้วจึงจะขูดมดลูก
คุณแม่บางรายอาจเจอปัญหาการแท้งที่เกิดขึ้นเองติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป
ซึ่งทางแพทย์จะเรียกว่า แท้งเป็นอาจิณ ถ้าสาเหตุเกิดจากมารดาส่วนใหญ่
จะเป็นความผิดปกติของปากมดลูกหรือตัวมดลูก ถ้าสาเหตุเกิดจากทารกจะเป็นความผิดปกติ
ของจำนวนโครโมโซมหรือโครงสร้างของโครโมโซม ร้อยละ 20-25 ของคุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติโดยกำเนิด
จะมีปัญหาทางภาวะการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะการแท้งเป็นอาจิณ ส่วนคุณแม่ที่มีการแท้งในไตรมาสที่สอง
หรือคลอดก่อนกำหนดในระยะต้นของไตรมาสที่สาม ผู้ป่วยมักมีประวัติการผ่าตัดปากมดลูก
หรือขยายปากมดลูกเพื่อขูดมดลูก อุบัติการณ์พบร้อยละ 20 ของการแท้งในไตรมาสที่สอง
บางครั้งต้นไตรมาสที่สาม โดยจะมีปากมดลูกเปิดโดยไม่เจ็บครรภ์ ต่อมาถุงน้ำคร่ำจะโป่งถึงแตก
แล้วทารกแท้งหรือคลอดตามมา
ที่ผมเล่ามาให้ฟังทั้งหมดจะพบได้บ่อยๆ ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมีปัญหาเลือดออก
ซึ่งจะต้องอาศัยความใส่ใจของคุณแม่ที่จะรับไปพบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัย
ผมบอกได้เลยครับว่า การดูแลรักษาไม่ยาก แต่ต้องรีบไปพบคุณหมอให้ตรวจแต่เนิ่นๆ
แล้วคุณแม่ก็จะได้อุ้มลูกสมดังใจครับ
(update 22 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|