มีคำศัพท์อยู่ 3 คำ ที่ผมชอบมาก
Information Bombardment, Technological Autism และ Zombification
คำแรก Information Bombardment แปลว่า การระดมยิงด้วยข่าวสาร
ผมรู้จักคำนี้ครั้งแรกจากตำราจิตเวชศาสตร์ เมื่อยี่สิบปีก่อน
เป็นคำที่ใช้บรรยายพยาธิสภาพทางจิตของผู้ป่วยโรคจิตว่าพวกเขาป่วย
เพราะไม่สามารถคัดกรองสิ่งเร้ารอบตัวได้ สายตามองไปทางไหนก็รับรู้หมด
ทั้งฉากหน้าฉากเสียงอะไรที่พุ่งเข้าใส่หูก็ล้วนน่าใส่ใจไปเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียคนพูด
เสียงลมพัด หรือเสียงรถวิ่งผ่าน
พวกเขารับรู้ไปเสียทั้งหมด จึงไม่ต่างอะไรจากการถูกระดมยิงข่าวสาร
ปัจจุบันเยาวชนวัยทวีนของเรากำลังถูกระดมยิงด้วยข่าวสารเช่นกัน
ถูกยิงหนักเข้ากลายสภาพเป็น Technological Autism แปลว่า ภาวะออทิสติก เนื่องจากเทคโนโลยี
นั่นคือไม่รับรู้รับชี้อะไรกับสังคม วัยรุ่นบางคนจะเดินเหินนั่งนอนก็ดูคล้ายซอมบี
จึงได้ศัทพ์อีกคำว่า Zombification แปลว่า ทำให้เป็นซอมบี
ข่าวสารที่ว่านี้มิได้หมายถึงข่าวในพระราชสำนัก ข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ
และข่าวบันเทิงตามลำดับนะครับ แต่หมายถึงอะไรต่ออะไรที่มากับคอมพิวเตอร์
และอะไรต่ออะไรที่มากับโทรศัพท์มือถือ
ที่มากับคอมพิวเตอร์คือเกม ทั้งเกมฉายเดี่ยวและเกมออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์
เว็บบอร์ด แช็ตรูม อีเมล์
ที่มากับมือถือ ได้แก่ เอสเอ็มเอส กราฟิก ริงโทน และโทร.ทั้งวันสามบาททั่วไทยทุกเครือข่าย
เรื่องนี้นักจิตวิทยาแตกเป็นสองสำนัก
สำนักแรก หวั่นวิตกว่าเด็กรุ่นใหม่กำลังจะสูญเสียทักษะการเข้าสังคมจริงๆ กับคนจริงๆ รอบข้าง
กลุ่มนี้เชื่อว่าการสื่อสารของคนเรานั้นอาศัยสีหน้า ท่าทาง และภาษากายมากกว่าภาษาพูด
เด็กๆ จะสื่อสารได้ดีต้องออกจากบ้านไปพบปะผู้คน ไปเล่นกับเพื่อนๆ ในสนามเด็กเล่น
สำนักที่สอง มองว่าแช็ตกับเพื่อนเป็นการฝึกทักษะเข้าสังคมในศตวรรษที่ 21
และถ้าใช้ภาษาอังกฤษได้แล้วล่ะก็ลูกของเราจะได้คุยกับเพื่อนต่างทวีปด้วยซ้ำไป
สำนักนี้มิได้บอกว่าไอ้ลูกของเราคนนี้รู้หรือเปล่าว่านักเรียนข้างบ้านชื่ออะไร
ผมเคยเข้าข้างสำนักแรกและเถียงสำนักที่สองมาตลอดนะครับ
แต่แล้ววันหนึ่งผมเริ่มคิดได้ว่าบางทีสำนักที่สองอาจจะถูกแฮะ
อาจจะจริงก็ได้ว่าศตวรรษที่ 21 เด็ก และคนปกติไม่คุยกับข้างบ้าน
ผมเกิดและโตที่กรุงเทพมหานครผมไม่คุยกับข้างบ้านอยู่ก่อนแล้ว
ลูกของผมทุกวันนี้คุยกับข้างบ้านแต่ก็ยังน้อยกว่าลูกคนสวนที่คุยกับทุกคน
ตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน (หมายถึงคุยกับคนทั้งหมู่บ้าน)
จึงอาจจะถูกก็ได้ที่เราควรฝึกให้ลูกของเราสื่อสารบนเน็ตอย่างมีทักษะ
จะว่าการสื่อสารบนเน็ต รวมทั้งการส่งเอสเอ็มเอสทางมือถือจะเป็นการสื่อสารด้วยภาษาอักษรล้วนๆ
หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มิใช่ เพราะอันที่จริงแล้วการพูดคุยบนเน็ตหรือเอสเอ็มเอส
ก็มีภาษาที่มิใช่คำพูดอย่างที่เรียกว่า nonverbal ผสมอยู่ด้วยเช่นกัน
ฟ็อนต์และกราฟฟิคที่ติดไปกับตัวอักษรไงครับ
ลักษณะของตัวอักษรที่เราเรียกว่าฟ็อนต์นั้นมักจะมีอารมณ์ของฟ็อนต์ติดไปด้วย
ใครอ่านการ์ตูนเก่งๆ คงจะเห็นจริงและเข้าใจได้ง่าย
อันที่จริงแล้วฟ็อนต์ก็คือลายมือชนิดหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่สวยเกินเหตุ
เวลาเขียนจดหมายแล้วได้อารมณ์เช่นไร การส่งข้อความถึงใครโดยเล่นกับฟ็อนต์ไปด้วย
ก็มีอารมณ์ฝากไปให้ผู้รับตีความได้เช่นกัน
ยิ่งถ้าส่งรูปภาพตามไปด้วยก็ยิ่งชัดเจนว่านี่คือ nonvabal communication นั่นคือ
สื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด
สำหรับเอสเอ็มเอส ก็ชัดเจนว่าคำย่อและการเล่นหน้าเล่นตาทางมือถือนั้น
สามารถสื่อสารอารมณ์ได้หลายลักษณะ ชวนให้ผู้รับฉงนได้เสมอว่ายังไงกันแน่วะ
I luv u 4ever ไม่เหมือน ฉันรักเธอตลอดไป
8e88 ไม่เหมือน อรุณสวัสดิ์
เอสเอ็มเอสเดี๋ยวนี้ส่งเป็นรูปภาพก็ได้ ก็ยิ่งเพิ่มความเข้มข้น (หรือความกำกวม ?)
ของอารมณ์ตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารด้วยภาพแต่เพียงอย่างเดียวหรือการสื่อสารด้วยภาพเป็นหลัก
มากจนเกินไปก็อาจจะสร้างความเสียหายที่คาดไม่ถึงเช่นกัน
นิตยสารนิวสวีก ฉบับที่ 25 สิงหาคม 1 กันยายน ที่ผ่านมา
ได้เตือนว่าเส้นประสาทที่รับภาพในสมองของเรานั้นจะส่งสัญญาณประสาทไปที่สมองซีกขวา
ที่สมองซีกขวานี้เองที่สัญญาณประสาทอาจจะเดินทางลัดเข้าสู่ส่วนที่ควบคุมอารมณ์โดยตรง
โดยไม่เปิดโอกาสให้สมองส่วนที่ใช้เหตุผลได้กลั่นกรองเสียก่อน
นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมเด็กเล่นเกมเคาน์เตอร์สไตรค์แล้วจึงก้าวร้าวนักหนา
ผมอ่านตรงนี้แล้วก็คิดถึงเด็กที่ใช้ยาบ้าบางคนบอกสมาชิกในกลุ่มว่า
บางทีพวกเขามิได้นึกอยากยาเลยจนกระทั่งเห็นภาพข่าวโทรทัศน์ที่ตำรวจนำเม็ดยา
มาเรียงเป็นตัวอักษรยาบ้านบนโต๊ะนั่นแหละ อารมณ์อยากยาพุ่งขึ้นหัวปรี๊ดทันที
สมองซีกขวาถูกระดมยิงด้วยสิ่งเร้ามากมายที่มากับเกมและแมสเส็จต่างๆ
นานาเป็นเวลานานๆ ตั้งแต่เด็กจนโต อาจจะได้ซอมบีจริงๆ ก็เป็นไปได้นะครับ
(update 17 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]
|