ตื่นเถิดพ่อแม่ทั้งหลาย
ตื่นจากความไม่รู้ และอาการลืมหยุดคิด
เพราะมัวแต่เคร่งเครียด หรือที่จริงอาจเพราะกำลังเพลิดเพลินกับงาน
กับความสำเร็จนอกครอบครัว ในขณะที่ลูกๆ อยู่บ้าน นั่งดูหนูเจอรี่ เอากระทะตีหัว แมวทอม
แล้วลูกนั่งหัวเราะ
นั่งดูพระเอกหนังฝรั่งขับเรือไล่ล่าผู้ร้าย ยิงกันสนั่นจอ
พระเอกขับเรือพุ่งชนตอม่อสะพาน แล้วไม่ยักตาย เลือดอาบหน้า ลุกขึ้นมายิงกันต่อ
หรือดูผู้ช่วยนางเอกหนังไทย เงื้อมือตบ นางร้ายที่ส่งเสียงกรี๊ดสลบ
ลูกนั่งเชียร์ชอบใจ
นั่งดูมวยไทยคาดเชือก นักมวยถูกชกคิ้วแตก เลือดกบตา
แล้วลูกนั่งดูเฉย
นี่เป็นเพียงบางเรื่องที่ถูกเอ่ยถึงกันเสมอ
เมื่อเราพูดถึงความรุนแรง และสื่อทีวีตกเป็นจำเลย
ซึ่งบางที การปิดทีวีก็อาจทำให้เราหยุดรับสื่อที่ไม่น่าเสพเหล่านี้ได้
แต่
แท้จริงแล้ว ยังมีความรุนแรงที่แฝงลึก
อยู่ใน โครงสร้างสังคม อีกไม่น้อย
อะไรคือความรุนแรงนั้น ?
และ
จะช่วยให้ลูกเราหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้อย่างไร ?
ช่วงที่นักเรียนยิงกันเป็นว่าเล่นและเป็นข่าวติดๆ กันจนต้องมีผู้ออกมาเตือนให้หนังสือพิมพ์เพลาๆ
การนำเสนอลงบ้าง เพราะจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบและคนรับสื่อจะเกิดอาการ ชินชา
ช่วงนั้นหนังสือพิมพ์ดูจะให้ความร่วมมือพอสมควรที่จะชะลอข่าวดังกล่าวลงบ้าง แต่อาฟเตอร์ช็อก
ต่อจากหนังสือพิมพ์เห็นจะเป็นวงเสวนา สัมมนา ทั้งเชิงวิชาการและกลุ่มนักตั้งข้อสังเกตทางสังคมทั้งหลาย
ศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเสวนาเรื่อง
เด็กโหด ผู้ใหญ่เหี้ยม หรือสังคมห่วย : ปัญหาการใช้ความรุนแรงของเด็กจากมุมมองของผู้นำเยาวชน
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวจัดเสวนาเรื่อง ความรุนแรงในสื่อโทรทัศน์
โพลล์ของสำนักวิจัยต่างๆ พากันทำสำรวจเสนอผลทางสื่ออย่างต่อเนื่องชั่วระยะเวลาหนึ่ง
รวมทั้งในหน้านิตยสาร life&family เองก็มีข้อเขียนที่กระชับสั้น โดนใจ ถูกจุด
ของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เมื่อฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2546
ที่ได้แจกแจงความล่มสลายของสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคม
พร้อมได้ให้กุยแจดอกสำคัญไขสู่ทางออกของปัญหาไว้ว่า พ่อแม่ต้องให้เวลา และทำให้ลูกดู
ไม่ใช่เพียงสอน บอกด้วยปาก ทั้งยังให้ข้อมูลที่น่าสังเกตว่า กรณีพ่อแม่เอาแต่เรียนปริญญาโทปริญญาเอก
จนกระทั่งไม่มีเวลาเลี้ยงลูก
เป็นกรณีที่พบบ่อยขึ้นทุกปี
ทั้งหมดที่เป็น คลื่น หลังเกิดเหตุการณ์ชวนเครียดสำหรับพ่อแม่
ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของปัญหาชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
นับเป็นการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อการเรียนรู้ ทำให้เข้าใจบทบาทพ่อแม่มากขึ้น
แม้ว่าในวันนี้จะยังไม่สามารถละจากการทำมาหาเงินได้ในทันที
แต่ก็ทำให้หลายคนได้หยุดคิด
คิดว่า... สักวันจะทำงานให้น้อยลง มีเวลากับลูกมากขึ้น
นี่คือสิ่งที่เราพ่อแม่จะสามารถจัดการได้ในระดับ ครอบครัว
คิดว่า... สักวันยาบ้าจะลดลง จนหมดไปในที่สุด นี่คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายาม
และมีผลสัมฤทธิ์ในระดับ ชุมชน ที่ล้อมทั้งบ้านและโรงเรียนของลูกอยู่ทุกวัน
คิดว่า... สักวันจะมีโรงเรียนในฝันประจำอำเภอตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ของรัฐบาลอีกเช่นกัน ซึ่งทำให้หวังต่อไปอีกว่าโรงเรียนในฝันจะไม่ได้หมายเพียงอาคาร
หรือสื่ออุปกรณ์ไฮเทคโนโลยี แต่หมายรวมถึง กระบวนการสร้างประชากรที่แข็งแรงทั้งทางกายและจิต
สำหรับอนาคต
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักคือความรุนแรงที่แฝงอยู่ใน
โครงสร้างทางสังคม ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตสันติหรือปลอดความรุนแรง
ความรุนแรงแอบแฝงอยู่ในโลกของการแข่งขัน
สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
พูดถึงกรณีนี้ไว้หลายครั้งในหลายแหล่ง
ความรุนแรงที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ชินชาในชีวิตประจำวันของคนเมือง
โดยที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง ว่านี่คือความรุนแรงที่แฝงเร้นอยู่อย่างเงียบๆ แต่เจ็บปวด
บางตัวอย่างที่มีการอ้างถึงได้แก่
- การต้องอยู่ในระบบแพ้คัดออก
ระบบดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กวัยอนุบาลที่ต้องสอบเข้า ป.1
นักเรียน ป.6 ต้องสอบเข้า ม.1 นักเรียน ม.6 ที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิด
ในกระบวนการสอบเข้านั้น นอกจากการกวดวิชายังมีการถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง
การถูกจับตามองจากญาติพี่น้องและชาวบ้าน ที่อยู่ร่วมชุมชน เมื่อพลาดหวัง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเจ็บปวดของคนวัยเยาว์ ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์เพียงพอจะจัดการกับความผิดหวังนั้น
ระบบดังกล่าวยังดำเนินต่อไป มีผู้ผิดหวังและผิดหวังรุนแรงเกิดขึ้นทุกปี
- การถูกกดดันเมื่อแตกต่างจากเพื่อน
แท้จริงแล้วความแตกต่างเป็นอิสระภาพทางความคิดและการกระทำอย่างหนึ่ง
แต่สภาพโครงสร้างทางสังคมทุกวันนี้ มีกรอบอยู่แบบหนึ่งที่ถูกตอกย้ำทำให้เชื่อ
(อาจเป็นด้วยวิถีทางการตลาด) ว่าวัยรุ่นแทบทุกคนต้องวิ่งเข้าไปทำตัวให้ฟิตพอดีกับกรอบนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นๆ อย่างการแต่งตัวหรือการมีโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่ต้องจ่ายราคาแพงทั้งหลาย
ใครก็ตามที่แตกต่างอาจถูกกันออกจากกลุ่มไปโดยปริยาย
การถูกเพิกเฉย ละเลย มองข้าม ไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง
ที่วัยรุ่นผู้ไม่สามารถทำตัวทัดเทียมเพื่อนได้ต้องเผชิญ
- การถูกกดดันโดยตรงและโดยอ้อม
ให้ทำคะแนนสอบให้สูงเข้าไว้ เกิดจากการใช้ 'ตัวเลข' ตัดสินคนมากเกินไปในการเรียน
การสอบ การเข้าทำงาน หรือแม้ในชีวิตประจำวันที่ชื่นชมผู้ทำคะแนนสอบได้ดีจนลืมมองมิติอื่นของเด็กๆ
แม้ว่าตัวเลขหรือคะแนนที่สูงจะเป็นตัวชี้วัดความฉลาด ความขยันหมั่นเพียร
ความพยายามได้ แต่การต้องทำคะแนนสูงให้เป็นที่พอใจของครูและพ่อแม่ตามมาตรฐานทางสังคม
อาจทำให้เด็กเลือกมองข้ามความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
สิ่งนี้เองนับเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งที่แฝงอยู่
- การต้องเบียดเสียดขึ้นรถเมล์
การเบียดเสียดขึ้นรถเมล์อาจเป็นการฝึกความอดทน ความกระตือรือร้น และการเอาตัวรอดได้ดีประการหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการสะสมวิสัยแย่งชิง การเอาชนะ การพยายามเบียดแทรกกระแทกกระทั้นให้ได้ที่นั่ง
หรือเมื่อมาถึงยุคที่รถเมล์อาจไม่ยัดเยียดในบางจุดเหมือนสมัยก่อน เพราะคนหันมาใช้รถส่วนตัวกันมากขึ้น
และมีระบบขนส่งมวลชนใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่เราก็ยังต้องเบียดขึ้นรถไฟฟ้า
และวิ่งไล่กวดรถเมล์ที่คอยแต่จะวิ่งหนีผู้โดยสาร นั่งอกสั่นขวัญหายในเรือหางยาวโดยสาร
ที่คนขับแสดงความชำนาญเกินเหตุด้วยการขับตะบึงไปในคลองที่คดเคี้ยว
ความรุนแรงที่พบจากระบบขนส่งมวลชนประการหนึ่งอาจเกิดจากความแออัดยัดเยียดในเมืองใหญ่
ซึ่งมีผลมาจากโครงสร้างทางสังคมระบบใหญ่ของประเทศ
- การต้องวิ่งข้ามถนนอันเวิ้งว้าง
มีรถวิ่งไปมาด้วยความเร็วสูง เหมือนกับการวิ่งแข่งหรือวิ่งหนีที่มีชีวิตเป็นเดิมพันความเจริญ
และความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนำถนนกว้างใหญ่ที่แสนสะดวกสบายมาให้ผู้ขับรถยนต์จำนวนมาก
ในขณะเดียวกันก็ตัดขาดความสัมพันธ์ในชุมชนบางส่วนออกไป
โดยมีถนนกว้างใหญ่ที่เกาะกลางถนนปลูกไม้ใบเขียวครึ้มสวยงามขวางกั้น
ถนนที่ทำให้รถสามารถใช้ความเร็วสูง ถึงที่หมายทำรายได้ให้มากขึ้น
ในขณะที่คนเดินถนนต้องใช้วิชาวิ่งแข่ง 4 คูณ 100 เมตรข้ามถนนหลายสาย
เพื่อไปประกอบภารกิจทำมาหากินเช่นเดียวกับคนที่มีรถ
อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้าม
แต่ความรุนแรงรูปแบบหนึ่งแฝงตัวอยู่ในกระบวนการนี้
- การต้องกินอาหารที่มีสารพิษตกค้าง
แม้จะมีความพยายามของรัฐในเรื่องการควบคุมอาหาร แต่สิ่งที่ยังคงมีอยู่คือการที่คนขายอาหาร
ต้องแข่งกันหาวิธีทำให้อาหารของตนดูน่ากินที่สุด อยู่ได้นานที่สุด จะด้วยกระบวนการใดก็ตาม
สารต่างๆ จึงยังคงถูกนำมาใช้ในที่ที่การตรวจสอบไปไม่ถึง นอกจากนี้ กระบวนการผลิตอาหาร
และขนมสำหรับเด็กๆ ที่ขายหน้าโรงเรียนในหลายที่ก็ยังไม่อยู่ในมาตรฐานที่ควรเป็น
คนขายอาหารและขนมกำลังกระทำการรุนแรงกับเด็กๆ โดยไม่ทันรู้ตัว
หลายสิ่งที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมดังกล่าว อาจค่อยๆ ซึมลึกเข้าในความชาชิน
ระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่เราพ่อแม่อาจค่อยๆ ช่วยกันตั้งข้อสังเกต พูดคุย
ไปจนถึงร่วมผลักดันให้เราทั้งหลายพ้นจากสภาพที่ว่านี้ เพราะความรุนแรงเล็กๆ น้อยๆ
อาจก่อตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นความก้าวร้าว ขัดแย้งรุนแรงใหญ่โตขึ้นได้
เราคงไม่อยากให้ลูกหลานเติบโตขึ้นในสังคมที่มีแต่ความก้าวร้าวรุนแรง
ขัดแย้งโดยที่จัดการไม่ได้ เพราะที่สุดแล้ว มนุษย์เราย่อมรักสันติมากกว่าความรุนแรงไม่ใช่หรือ
(update 7 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]
|