เลี้ยงลูกวัยรุ่น เหมือนขึ้นสายดนตรี ตึงไป หย่อนไป...ไม่เพี้ยน ก็อาจขาดผึง!
อย่าเพิ่งถอดใจนะคะ เวลาเจ้าหนุ่มหรือแม่สาวของคุณปึงปังใส่ หลังคุณยื่นกฎเหล็กเข้าให้...
ไม่งั้นจะเรียกวัยรุ่นรึ!
ลองรำลึกอดีตชาติตอนเราเป็นวัยรุ่นมั่ง ตอนนั้นเราก็ป่วยใช่ย่อยเหมือนกัน พ่อแม่เอ่ยอะไรมา
ผิดหมด รับไม่ได้ 'ไม่เห็นด้วย' ไว้ก่อน ห้ามอะไรนอกจากไม่ฟังแล้วยังทำตรงกันข้ามกันซะอีก
พอพ่อแม่เห็นวัยรุ่นเมินหน้า จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าก็กลัวว่าจะเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่
จะเลยตามเลย ก็กลัวจะเหลวไหล เสียผู้เสียคน
...ทำไงดีล่ะทีนี้!!
เหตุการณ์อิหลักอิเหลื่อแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกบ้านค่ะ ซึ่งจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติก็ได้
เรื่องธรรมชาติที่ว่านี้มี 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก 'วัยรุ่นไม่อยู่ในคอนโทรล' ...ไม่แปลก เรื่องสอง 'พ่อแม่ต้องคุมวินัยลูก'
...ก็เรื่องปกติอีกเช่นกัน เด็กๆ (จนถึงวัยรุ่น) จำเป็นต้องเรียนรู้การฝึกวินัย และรู้จักขอบเขต
ขอให้รู้ไว้อีกเรื่องว่า ... หลังควันออกหูจางหาย วัยรุ่นส่วนใหญ่เขารู้สึกดีที่พ่อแม่เข้มงวดกับเขา
และเมื่อเขา 'โต' อีกหน่อย เขาจะรู้สึกขอบคุณพ่อแม่
ดังนั้น ขอพูดซ้ำๆ ย้ำอีกครั้งว่าพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจึงต้อง หนักแน่น คงเส้นคงวา
อย่าหวั่นไหวกับท่าทีปึงปัง เง้างอน ตะบึงตะบอน ก้าวร้าว (ทั้งวาจาและการกระทำ)
เรื่องที่ต้อง 'เข้ม' ก็ต้องเข้มกันไป แต่ด้วยท่าทีและอารมณ์ที่เป็นปกติมั่นคง
แต่เรื่องที่ 'เข้ม' กันนี้ ไม่ใช่กำหนดมาจากพ่อแม่ฝ่ายเดียวนะคะ อย่างนั้นเขาเรียกว่าเผด็จการ
ต้องพูดคุย ตกลงกับลูกก่อน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้นๆ
เข้มเรื่องอะไรกันบ้าง
หลักในการ 'เข้ม' กับลูก ขึ้นอยู่กับ 3 เหตุผลด้วยกัน คือ เหตุผลทางด้านความปลอดภัยของลูกทั้งกายและใจ
เหตุผลในเรื่องของความรับผิดชอบ และเหตุผลในเรื่องหลักคิด ค่านิยมของครอบครัว ซึ่งเรื่องเหล่านี้แต่ละบ้าน
แต่ละครอบครัวมีมาตรฐานและรายละเอียดแตกต่างกันไป
ความปลอดภัย ก็เช่น เวลากลับบ้าน กำหนดว่ากลับบ้านไม่เกินกี่โมง ถ้ากลับช้าต้องโทรศัพท์บอก
ถ้าไปเที่ยวกับเพื่อน ต้องให้พ่อแม่โทรเช็กได้ ไม่เช่นนั้นพ่อแม่จะเป็นห่วง หรือการคบเพื่อน
ห้ามไปค้างบ้านเพื่อนที่พ่อแม่ไม่รู้จักหรือไปค้างบ้านที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูแล เพราะอาจเกิดอันตรายได้
ห้ามสูบบุหรี่ กินเหล้า เสพยา เพราะจะทำให้เสียอนาคต ห้ามแต่งตัวโป๊ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ เป็นต้น
ความรับผิดชอบ เช่น เรื่องเรียน ลูกจะเที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรมที่ชอบ หรือมีแฟนได้
แต่ต้องไม่เสียการเรียน ต้องช่วยเหลืองานบ้าน เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง
ห้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของแพงๆ เพราะลูกยังหาเงินเองไม่ได้ หรือเป็นเรื่องที่ต้องฝึก ไม่เช่นนั้นจะติดนิสัยใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
หลักคิดหรือค่านิยมของบ้าน เช่น ห้ามโกหกเพราะจะทำให้พ่อแม่ไม่เชื่อใจ
ห้ามไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายสองต่อสอง เพราะพ่อแม่ยึดหลักอยากให้ลูกรักนวลสงวนตัว
ห้ามแสดงกิริยาก้าวร้าวผู้ใหญ่ เป็นต้น
เข้มแค่ไหนดี
กฎเหล็กเหล่านี้ กับลูกวัยรุ่นก็ยากที่จะควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามกันได้เป๊ะๆ ทุกเรื่อง
เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ไม่ยอม 'ถูกควบคุม' และจะ 'ไม่' ไว้ก่อนไปทุกเรื่อง อย่างนี้ต้องใจแข็งๆ ไว้ค่ะ...
อย่าลืมคำว่า หนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องที่เขาละเมิดข้อตกลงนั้นเสี่ยงต่ออันตราย
ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องมีการลงโทษด้วยการตัดสิทธิ์ที่ลูกต้องการบางอย่าง
...อย่าลืมคำว่า คงเส้นคงวา อย่าแล้วแต่อารมณ์พ่อแม่ วันไหนอารมณ์ดีหรือลูกมาออดอ้อนก็อนุญาต
ขณะที่เรา 'เข้ม' กับลูกนี้ ในเวลาเดียวกัน เราก็ค่อยๆ ให้อิสระลูกในเรื่องที่ลูกรับผิดชอบได้ดี
เช่น ถ้าลูกไม่เคยเหลวไหลเรื่องเวลากลับบ้าน ก็อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อน (ในสถานที่ที่ปลอดภัย) ได้บ้าง
หรือถ้าลูกไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็ให้วงเงินที่ลูกสามารถไปบริหารการใช้จ่ายด้วยตัวเองเป็นรายเดือน เป็นต้น
ในกรณีที่ลูกเราละเมิดกฎแล้วเกิดผลเสียหาย คำพูดประเภทว่า ชั้นบอกแกแล้ว!!
หรือการลงโทษก็อาจจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราคงต้องหาวิธีช่วยลูกให้กลับมายืนที่เดิมให้ได้
เช่น เมื่อลูกการเรียนแย่ลงเพราะเล่นกีฬามากไป จะให้ลูกเลิกเล่นกีฬาไปเลยเพื่อเป็นการลงโทษลูก
ลูกอาจเสียกำลังใจ และกีฬาก็มีผลดีต่อลูก อย่างนี้น่าจะให้ลูกเล่นกีฬาต่อได้ แต่ต้องช่วยลูกจัดแบ่งเวลาใหม่
อาจจะเล่นกีฬาน้อยลง และดูแลให้มีเวลาสำหรับการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนมากขึ้น
แม้ลูกวัยรุ่นจะเป็นวัยไขว่คว้าหาอิสรภาพและไม่ยอมถูกบังคับก็จริง แต่โดยพื้นฐานแล้วลูกๆ เขารักพ่อแม่ค่ะ
ถ้าเราหนักแน่น คงเส้นคงวา ยอมรับฟังเขาบ้าง เขาก็จะไม่ล้ำเส้นกันสักเท่าไหร่
ที่เห็นๆ ว่าเป็นปัญหา และ 'เข้ม' กันไม่ค่อยได้
มักจะเพราะพ่อแม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์และท่าทีของลูกเสียก่อน ใช่ไหมคะ
(update 15 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 กันยายน 2547 ]
|