วัยรุ่น วุ่นวาย


ข่าวคราวเกี่ยวกับวัยรุ่นช่วงนี้รุนแรงกันเหลือเกิน วันที่เขียนต้นฉบับนี้ก็มีข่าวเรื่องเด็กประถม 3 ถูกเพื่อนทำร้าย เด็กน้อยปวดหัว ครูก็ให้พัก จนคุณพ่อมาพาไปหาหมอถึงได้พบว่าเลือดคั่งในสมอง ต้องผ่าตัดช่วยชีวิตด่วน อาการหนัก ความจริงก่อนเป็นข่าวหนังสือพิมพ์คุณพ่อและคุณปู่ได้ปรึกษามาเพื่อขอคำแนะนำ แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ต้องมาเสียชีวิต กลายเป็นข่าวที่สังคมต้องการให้ตรวจสอบความจริง

เรื่องราวที่ดูจะบานปลายก็คือ ทำไมคุณครูถึงดูไม่ออกว่าเด็กน้อยอาการหนักต้องส่งโรงพยาบาล และยิ่งมาตามดูข่าวก็ให้รู้สึกว่าคุณพ่อของเด็กน้อยไม่ได้รับความกระจ่างในเรื่องนี้นัก มุมมองจากเรื่องนี้ที่ต้องชี้ชัดกันออกมาก็คือความรุนแรงในวัยรุ่นที่เพิ่มมากขึ้น มาจากการปล่อยปละละเลยของผู้ใหญ่นี่แหละ

หลายอาทิตย์ก่อนมีข่าวนักเรียนชายรุ่นโตมีเรื่องโต้เถียงกันเลยเอาปืนของพ่อไปยิงเพื่อนตาย ต่อมามีข่าวนักเรียนชายผิดหวังในรักเพราะถูกกีดกันโดยผู้ใหญ่ จึงแอบเอาปืนพ่อไปยิงญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง แล้วยิงตัวตายตาม มีข่าวออกมาในทำนองว่าพ่อแม่ยืนยันว่าลูกของเขาดี

ความจริงเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นนานแล้ว แต่ผู้คนมองปัญหากันในคนละระนาบ หากมองแค่ผิวเผินจึงออกมาในทางตำหนิเด็กเพียงอย่างเดียว บางฝ่ายก็เพียงแต่กลัวว่า ลูกของตัวเองจะตกอยู่ในภาวะเดียวกัน ดูอย่างคดีหมอฆ่าหมอเมื่อต้นปี หมอมองเห็นประเด็นจากคดีนี้หลายมุมในฐานะคนเป็นครูแพทย์ด้วย ว่าทำอย่างไรระบบการศึกษาจะมีเครื่องมือตรวจจับความผิดปกติทางอารมณ์ในเด็ก และหาทางบำบัดรักษาแต่เนิ่นๆ ในคดีนี้มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง หมอเองในฐานะลูกผู้หญิงที่มีโกาสรับรู้คดีแบบนี้มามากมายบอกได้เพียงว่า ทำยังไงจะเตือนเด็กผู้หญิงให้รู้ว่าตัณหา ราคะ แม้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเข้าหาแบบผิดๆ มันก็ 'ไฟ' นั่นเอง การเล่นกับไฟก็มีแต่จะถูกเผาผลาญ ปรากฏว่าหมอเองถูกกลุ่มแพทย์ด้วยกันตำหนิต่อว่า บางคนก็ต้องใช้คำด่า หาว่าหมอมายุ่งทำไม หรือไม่ก็จะให้หมอโอลด์เมดหรือแก่ตายใช่ไหม เขาเรียกว่ามองกันคนละมุม สิ่งสำคัญลึกสุดที่สะท้อนออกมาก็คือการพยายามปกปิด ปกป้อง เพื่อรักษาสถานบันด้วยเพราะกลัวเสียชื่อเสียง

มุมนี้แหละที่หมอเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยให้แนวคิดผิดๆ คงอยู่ได้ ทำให้มันมีโอกาสแพร่กระจายเพิ่มขึ้น ขนาดผู้เป็นแพทย์ยังไม่รู้สึกสะเทือนใจ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

ความรุนแรงทางอารมณ์และพฤติกรรมของวัยรุ่นมันมากขึ้นไม่ใช่เพราะวัยรุ่นเลวมากขึ้น แต่มันเกิดมาจากปัจจัยหลายอย่าง หมอเชื่อว่าสันดานดิบของมนุษย์ทุกคนก็คงเหมือนๆ กันกับที่วัยรุ่นแสดง คือเวลาโมโหก็อยากเอาชนะ โมโหมากๆ ก็อยากจะทุบศัตรูเรื่อยไปจนฆ่าให้ตาย ขึ้นอยู่กับความแค้น รวมถึงเวลามีความใคร่ก็อยากจะปลดปล่อยระบายลงกับใคร เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ถูกควบคุมโดยความรู้ผิดชอบชั่วดี สติ สัมปชัญญะ

ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นไม่น่าจะเกิดจากกิเลสตัณหาเพิ่มขึ้น แต่น่าจะเป็นเพราะวัยรุ่นขาดการควบคุมมากกว่า ซึ่งตรงนี้แหละที่สำคัญ ผู้คนพากันโทษสื่อ โทษสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว มันคงเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นแหละ

ความรุนแรงเกิดแต่เนื้อในเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ดีกรีของความรุนแรงทางอารมณ์ จะเพิ่มขึ้นถ้าสภาพแวดล้อมของเด็กเติบโตมาเช่นนี้ หมอเคยสัมภาษณ์เด็กในสถานพินิจก็ได้รู้ว่า มากกว่าสิบหกเปอร์เซ็นต์มีสภาพครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ เรื่องนี้ทุกฝ่ายรู้ดี แต่ในอีกส่วนหนึ่งที่มีการพูดถึงน้อยก็คือ การที่ผู้ใหญ่ปล่อยให้การแสดงของความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของยุคสมัย บางคนก็คงคิดว่าธุระไม่ใช่ แต่ที่หนักหน่อยก็คงเป็นการเห็นคล้อยตามว่าถูกต้องดีแล้ว

หมอเคยเจอคดีหนึ่ง วัยรุ่นลูกกำนันเอาปืนมายิงคนตาย เขาบอกว่าพ่อไม่เคยว่าอะไร แถมยังเอาปืนมาให้ใช้จะได้ขู่คู่อริเวลามีเรื่องกัน

สำหรับครอบครัวของหมอเองก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกันแม้ว่าลูกจะเป็นผู้หญิง พฤติกรรมของการเป็นนักเลงก็มีให้เห็นได้ ในหมู่นักเรียนหญิง เพราะน้องเท็นเคยเล่าเรื่องความน่ากลัวของพี่ๆ ชั้นประถมหก พอมาปีนี้น้องเท็นขึ้นประถมหกก็เลยกำชับว่าอย่าปล่อยให้เพื่อนๆ ในชั้นเป็นนักเลงน้อยล่ะ แล้วก็บอกน้องเท็นว่าน้องเท็นต้องกล้าห้ามเพื่อนถ้าเพื่อนๆ เริ่มออกนอกแถวการติดตามเข้าไป ในซอกหลืบความคิดของเด็กๆ สมัยนี้ค่อนข้างยากจริงๆ วิธีคิดไม่ค่อยเหมือนสมัยก่อน ซึ่งดูจะหัวอ่อนกว่า ความรุนแรงทางอารมณ์ก็มีให้เห็นได้ แต่ก็พยายามใช้การสอน ที่เน้นเรื่องเดียวกันคือความถูกต้อง หมอเลือกสอนเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ

สภาพของโรงเรียนทุกวันนี้น่าเป็นห่วง คุณครูนั้นนอกจากจะไม่เป็นต้นแบบแล้ว ยังปล่อยให้ความไม่มีระเบียบเรียบร้อยเกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ปกครองเคยเล่าว่าลูกสาวอยากออกไปเรียนพิเศษ เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่เรียนมาแล้ว ครูก็เลยขี้เกียจสอน ให้ไปอ่านเอาเอง แบบนี้น่าจะไม่ถูกต้อง

ทุกวันนี้การเรียนพิเศษกลายเป็นแฟชั่นกันไปแล้ว ใครไม่สนใจเรียนก็จะดูเสียเปรียบเพื่อนๆ แปลกที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สนใจกระบวนการเรียนรู้ สนใจเฉพาะปลายทางว่าจะสอบได้เกรดเท่าไหร่ วิธีคิดแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรง เพราะเด็กๆ ต้องใช้เวลาไปเรียน เรื่องราววิชาการโดยไม่สนใจคุณธรรมและศาสนา ทั้งๆ ที่เรื่องหลังนี้สำคัญกว่าเรื่องวิชาการนัก ชีวิตจะอยู่รอดปลอดภัยเป็นผู้เป็นคนไม่ได้ใช้วิชาการมากนักหรอก แต่เป็นเรื่องราวของคุณธรรมมากกว่า

หมอเคยคิดอยากเอาน้องเท็นออกจากโรงเรียนประจำเพราะไม่แน่ใจว่า น้องเท็นจะถูกสภาพสังคมในโรงเรียนกลืนหรือทำให้เบื่อหรือเปล่า ที่ห่วงมากก็คือกลัวว่าเขาจะซึมซับวัฒนธรรมไม่มีระเบียบของเพื่อนๆ รวมถึงแนวทางที่คุณครูไม่เอาใจใส่ว่ากล่าวตักเตือน แต่ปรากฏว่าน้องเท็นยืนยันว่า จะขออยู่โรงเรียนประจำต่อด้วยเหตุผลที่ทำให้แม่ต้องอึ้ง เพราะน้องเท็นตอบหมอว่า ที่อยากอยู่ต่อก็เพราะอยากมีโอกาสทำชื่อเสียงให้โรงเรียนเหมือนที่แม่เคยทำ

หมอไม่ได้เล่าเรื่องลูกสาวมาเพียงพอเพื่อจะบอกว่าเขาคิดเป็นเพียงแต่สะท้อนว่า ตัวหมอเองในบทบาทของความเป็นแม่ก็ห่วงเรื่องความรุนแรงนี้มาก เพราะไหนจะมีในเพื่อนๆ คุณครูปล่อยปละละเลย รวมไปถึงปัญหาใหญ่ของสังคมก็กำลังเป็นเช่นนี้

วัยรุ่นเน้นการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะเขาได้พบแต่ตัวอย่างแบบนี้ ผู้เป็นพ่อแม่ก็คงต้องพยายามเปิดเรดาร์ตรวจจับสัญญาณอันตรายให้มาก แต่ถ้าหากชีวิตของเด็กๆ ต้องอยู่กับการเรียน รวมถึงการเรียนพิเศษตลอดเวลา ไม่มีโอกาสทำกิจกรรมด้านคุณธรรม พ่อแม่ก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกมีแนวทางของความรุนแรงเป็นอย่างไร เพราะหากดูว่าก็เรียนดี ไปเรียนพิเศษทุกวัน แต่พอวันหนึ่งลูกแอบขโมยปืนของพ่อไปยิงคนก็คงเสียใจมาก

จุดสำคัญที่สุดตอนนี้คงต้องฝืนกระแสการปลูกฝังเรื่องความเก่งเป็นหลัก แต่ต้องช่วยกันผลักดันกิจกรรมปลูกฝังความดีกันให้มากๆ ถ้าเด็กๆ ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปแล้วละก็ เขาจะแสดงความรุนแรงได้ทุกรูปแบบแน่นอน


(update 18 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600