" จะไปไหนน่ะ จะกลับเมื่อไหร่ ไปกับใคร แม่รู้จักรึเปล่า"
" อย่าเที่ยวให้มันมากนะ ดูหนังสือซะบ้าง"
" เพื่อนฝูงน่ะ เลือกคบที่ดีๆ มั่ง ไม่ใช่คบแต่ที่เลวๆ เอาแต่มั่วสุมกัน"
" ช่วยกันบ้างสิ งานบ้านน่ะ โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ยังต้องให้พ่อแม่ทำให้อีก"
" ใครโทร.มาน่ะ โทร.เช้า โทร.เย็น คุยทีเป็นชั่วโมง ไม่เห็นเป็นสาระ"
คำพูดทำนองนี้ คุ้นๆ ใช่ไหมครับ
ในบ้านที่มีลูกวัยรุ่น
พูดกันมาก
พ่อแม่น่ะครับเป็นฝ่ายพูด แต่ก็ไม่เห็นวัยรุ่นเขาจะรู้เรื่อง ใส่ใจเชื่อฟัง
เทคนิคการพูดคุยกับลูกวัยรุ่นนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคน
ควรจะต้องรู้และยอมรับความจริง พยายามมองลูกวัยรุ่นในแบบที่เขาเป็นอยู่
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยนความคิดของเขาให้เป็นไปในรูปแบบ
ที่ผู้เป็นพ่อแม่อยากให้เป็น เท่าที่จะทำได้
ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า การสอนลูกวัยรุ่นนั้น พ่อแม่ต้องทำใจให้เหมือนกับเป็นเพื่อนวัยรุ่นด้วยกัน
ไม่ใช่พ่อแม่
เพราะว่า
ตอนลูกอายุ 3 ขวบ เขาจะคิดเสมอๆ ว่า พ่อแม่เก่งที่สุดในโลก รู้ทุกอย่างในโลกนี้
สอนอะไรเขาตอนนั้นไว้เขาจะจำได้และเชื่อฟัง
เพราะเขาอายุ 5 ขวบ เขาก็จะคิดว่า พ่อแม่รู้ทุกอย่างในโลกนี้
เพราะบางส่วนเขาเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเองบ้างแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนที่พ่อแม่รู้
เพราะเด็กๆ ย่อมจะมีความคิดของเขาเอง พวกเขาเป็นเด็กซึ่งไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ
ความคิดจึงไม่มีทางจะเหมือนผู้ใหญ่ไปทั้งหมด
อายุ 8 ขวบ เขาเริ่มคิดว่า
พ่อแม่รู้เป็นส่วนใหญ่
อายุ 12 ขวบ เขาแค่คิดว่า
พ่อแม่รู้บ้างเหมือนกันนะ เพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้นั้นไม่ใช่แบบที่พ่อแม่รู้มาก่อน
เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็ย่อมจะเปลี่ยนแปลง พ่อแม่จึงต้องเรียนรู้ในแบบที่พวกเขารู้
จึงจะพูดคุยกับพวกเขาได้รู้เรื่องประเภทคอเดียวกัน โดยไม่มีช่องว่างระหว่างวัยมาเป็นกำแพงขวางกั้น
แล้วเชื่อไหมว่า พอพวกเขาอายุ 15 ขวบ เขาจะคิดว่า " พ่อแม่ไม่รู้อะไรเลย"
เพราะสิ่งที่พ่อแม่พูดบอกเขา สอนเขาเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากรู้ ไม่อยากได้ยิน
มันไม่ตรงกับที่เพื่อนของเขาบอก
รับรองได้เลยว่า ถ้าไม่สอนเขามาตั้งแต่เล็กๆ แล้วคิดจะมาสอนตอนเข้าวัยรุ่น
สายไปแล้วจริงๆ
ที่จริงอยากจะบอกว่า "บ่ายแก่ๆ" แล้วด้วย เดี๋ยวจะหมดกำลังใจ
แล้วยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อเขาอายุ 20 ปีเมื่อไร เขาจะคิดว่า
พ่อแม่โง่เง่า และเขาต้องสอนพ่อแม่แล้ว
นั่นเป็นความจริงอย่างช่วยไม่ได้ที่พ่อแม่ต้องสู้รบกับลูกวัยรุ่นมาทุกยุคทุกสมัย
ด้วยเหตุนี้หากพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นแบบไหนในวัยรุ่น ก็จะต้องสอนพวกเขามาตั้งแต่อนุบาลและถ้าจะให้ดี
ต้องสอนให้พวกเขาเห็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อพวกเขาตั้งแต่เด็กๆ
เมื่อถึงเวลาเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่ก็จะพูดคุยกับลูกวัยรุ่นได้ทุกเรื่อง
แต่สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรจะกระทำเมื่อลูกเข้าวัยรุ่นก็คือบอกพวกเขาว่ามีอะไรให้ปรึกษาได้
และต้องรับฟังพวกเขาได้ ในทุกเรื่องราว อย่างมีสติ และให้ความเห็นต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นการคบเพื่อน สันทนาการ การเที่ยวพักผ่อน การมีกิจกรรมทางกีฬาดนตรี
รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียน
ช่องว่างระหว่างวัยจะลดลงได้ด้วยการรับฟังและเสริมความคิดต่างๆ ให้พวกเขา
ไม่ใช่สั่งให้เขาทำแบบโน้นแบบนี้ตามความเห็นของเรา ซึ่งรับรองว่า
จะต้องได้รับปฏิกิริยาต่อต้านไม่มากก็น้อย
พ่อแม่จะต้องทำตัวเป็นคนมีเหตุผล อดทน และเคล็ดลับที่สำคัญคือ หาโอกาสที่จะสอน
จะสอนเรื่องอะไรก็ตาม อย่าสอนหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะวัยรุ่นเขาจะไม่เชื่อฟัง
อาศัยสอนอ้อมๆ จากข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากการดูละครทีวี อ่านหนังสือพิมพ์
รายการวิทยุโทรทัศน์ ฉวยโอกาสที่เข้าทางในการพูดคุยกับเขา
จำไว้เสมอๆ ว่า อย่าได้ทำให้เขารู้สึกว่าคุณกำลังสั่งเขาเด็ดขาด
เพราะนอกจากจะไม่เชื่อแล้วเขาก็จะต่อต้านด้วย ควรพูดคุยด้วยอารมณ์ขัน
และพยายามรับฟังความเห็นของเขา รวมทั้งหาโอกาสให้เขาออกความเห็นในเรื่องราวต่างๆ เป็นประจำ
ฟังเขาให้มากและพยายามสอดแทรกข้อคิดเห็นต่างๆ ร่วมกัน แบบนี้เขาก็จะเคยชินและยินดีที่จะพูดจาด้วย
และเมื่อนั้นคุณก็จะเป็นต่อ
อย่าเป็นพ่อแม่ที่ยัดเยียดความคิดต่างๆ ให้ลูกวัยรุ่นโดยเด็ดขาด เพราะไม่มีทางที่จะยัดเยียดให้พวกเขาได้
แค่ให้เขารู้ว่าคุณแม่รักเขาและพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาในทุกเรื่องราวก็พอแล้ว
เรื่องบางเรื่อง เขาไม่อยากให้รับรู้ ถ้าเห็นว่าไม่ร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายก็อย่าไปสอดรู้สอดเห็นมากนัก
เอาเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะลูกชายวัยรุ่น ไม่อย่างนั้นเขาจะรำคาญ
ไม่อยากพูดคุยสนิทสนมกับเรา
เรื่องไหนที่ไม่สมควรพูดเพราะพูดไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปพูด
เพราะพูดมากไป บางครั้งก็น่ารำคาญ
คำแนะนำแบบนี้คงจะไม่ถูกใจทุกคนที่เป็นพ่อแม่หรอกครับ
แต่ถ้าทำใจได้ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ หัดคิดนอกกรอบบ้าง
ก็จะเป็นเพื่อนกับลูกวัยรุ่นได้ไม่ยาก
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำในฐานะที่เป็นคุณพ่อของวัยรุ่นชายคนหนึ่ง
ซึ่งแสนจะน่ารักและไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนเลย เนื่องจากพ่อของเขาสอนเขาไว้ตั้งแต่ 3 ขวบ
และแม่ของเขาก็ทำตัวเป็นเพื่อนของเขามาตั้งแต่เขาจำความได้ว่า
ถ้าเดือดร้อนให้คิดถึงพ่อแม่
เขาก็เลยไม่อยากทำเรื่องเดือดร้อนให้
เพราะเขารักพ่อแม่
(update 22 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|