หลายคนคงทราบมาบ้างว่าหมอชอบเป็นครู ชอบทำงานเกี่ยวกับการสอน
เคยเป็นผู้ดูแลนักศึกษาแพทย์สมัยที่อยู่รามาธิบดี ตอนแรกก็ชอบเพราะชอบสอนเนื้อหาวิชาการยากๆ
สอนไปสอนมาก็ชอบเพราะรู้สึกสบายใจเวลาทำงานกับเด็กๆ เพราะไม่เป็นภัย ส่วนใหญ่ยังไม่เดียงสานัก
แต่พอโตขึ้นมาก็มักจะเริ่มหยาบกร้านขึ้น มีการพัฒนาของ 'อัตตา' มากขึ้น
บังเอิญหมอเป็นคนที่พอจะมีความรู้ศาสตร์อื่นนอกจากเรื่องของแพทย์และเรื่องผ่าศพอยู่บ้าง
หมอชอบศึกษาคนผ่านศาสตร์ต่างๆ ทั้งเรื่อง ลัคนา ราศี โหงวเฮ้ง สารพัดเรื่อง
ในที่สุดก็เลยกลายเป็นครูที่เด็กๆ จะเข้าใกล้เพื่อปรึกษาปัญหาชีวิต เวลาสอนหนังสือจบ
ถามลูกศิษย์ว่าใครมีปัญหาอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เด็กๆ จะไปสนใจเรื่องของดวงกันหมด
นั่นคือบทบาทการเป็นครูนอกตำรา ที่คอยดูแลปัญหาส่วนตัวของลูกศิษย์
บทบาทอีกด้านของครูก็คือติวเตอร์ในวิชาพยาธิวิทยา เนื่องจากการเรียนการสอนนักศึกษา
สอบวิชาพยาธิวิทยาไม่ผ่านหมอจะเป็นคนติวความรู้ให้โดยไม่รู้ว่าเขาจะออกข้อสอบอะไร
ก่อนทำการติวก็ต้องมาแกะปมปัญหากันก่อนว่าที่เขาเรียนไม่ได้ สอบไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร
ส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องความเบื่อในวิชาแพทย์ นักศึกษาบางคนก็มาเรียนเพราะแม่บอกให้เรียน
บางคนก็ตามเพื่อนๆ หรือตามครูแนะนำ เมื่อเรียนก็ได้พบว่าเป็นสภาพการเรียนที่ไม่สนุกเอาเลย
เนื้อหาเยอะมาก ตำราที่ให้อ่านก็เป็นภาษาอังกฤษ ชั่วโมงเรียนก็แน่นจนไม่ได้พัก
หรือได้พักก็เล่นไม่เต็มที่เพราะเพื่อนๆ เอาแต่ดูหนังสือ หันหน้าไปถามใคร
ก็มักเจอแต่คำว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันแหละ
ปัญหาเรื่องแรกค่อนข้างพบมากที่สุดเพราะมันเป็นความเบื่อแบบสะสมต่อเนื่อง
ไม่ค่อยมีทางออก พอมาดูปัญหาที่สองพบน้อยหน่อยก็คือปัญหาเรื่องของความรัก
ซึ่งเรื่องนี้มันมามาตามวัย หากใครควบคุมไม่ได้ก็หนักเอาเรื่อง หากมีปัญหาเอาตอนที่กำลังจะสอบ
เรื่องนี้พอจะพูดคุยให้คลายใจได้ แต่คงหาแฟนใหม่ให้ไม่ได้แน่นอน
ปัญหาสุดท้ายที่หนักเอาการก็คือ ปัญหาของครอบครัวทางบ้าน บางคนที่บ้านมีฐานะขัดสนก็อาจมาเรียนบ้าง
ไม่มาบ้าง ไม่ค่อยกล้ามาสุงสิงกับเพื่อน เพราะไม่มีเงินใช้เหมือนคนอื่น อายเขา
บางคนก็เครียดเพราะพ่อหรือแม่ไม่สบาย บางคนพ่อเป็นมะเร็งอาการหนักส่งผลกระทบต่อลูก
ทั้งเรื่องเงินและกำลังใจ
หากเป็นเรื่องของเงินนั้นคงไม่ยากนัก เพราะสามารถจัดหาทุนมาสนับสนุนมากบ้างน้อยบ้าง
แล้วแต่สภาพปัญหาบางอย่างต้องมีเวลา มีใจ อย่างรายหนึ่งแม่เป็นมะเร็งสมองต้องคอยเทียวไปดูแลแม่
เพราะพ่อไม่ค่อยมีเวลาไหนจะมีน้องๆ เมื่อได้คุยก็รู้ได้ว่าภาระเรื่องเงินไม่หนักหนาเท่าความรู้สึกทางใจ
ที่ต้องทนดูแม่ป่วยหนักและรอการจากไปแบบนี้ ก็คงทำได้เพียงดูแลตามเวลาที่มี
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้หลายคนอาจจะดูแล้วไม่รู้อะไร แต่สำหรับเด็กๆ แล้วเป็นอะไรที่หนักหนาเอาการ
หากเขาอ้างว้างไม่มีที่พึ่ง ไม่มีมิตรที่ยื่นความจริงใจให้ หลายคนก็จะเติบโตมาด้วยความรู้สึกแข็งกร้าว
ชาชินกับความไม่เอื้ออาทรให้กันและกัน
หมอเองมองว่าเด็กๆ สมัยใหม่เติบโตมาในสภาพที่แย่กว่าสมัยก่อน
หากเปรียบเทียบก็ต้องบอกว่าเขามีความเปราะบางกว่ามาก
เพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลกหลายคนก็มีปัญหาต่างๆ และเด็กๆ
เหล่านี้ผ่านการเรียนด้วยระบบการเรียนที่มักทำให้เด็กๆ เครียด เพราะพ่อ แม่ ครู
ต่างมุ่งเน้นให้เด็กเก่ง ต้องแข่งขันกันเป็นเลิศ ทุกอย่างล้วนบีบให้เด็กอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันทีเดียว
เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่การแข่งขัน
อีกจุดที่สำคัญก็เปลี่ยนไป คือ ความเป็นครู สมัยก่อนครูเปรียบเสมือนแม่อีกคน
หมอเองก็เติบโตเป็นผู้เป็นคนได้ก็เพราะได้ครูดีนี่แหละ ครูเป็นครู สมัยหมอเป็นเด็กจะรู้สึกอบอุ่นเวลาอยู่โรงเรียน
ทั้งๆ ที่บางครั้งได้กลับบ้านเดือนละครั้งเท่านั้น เนื่องจากพ่อแม่มีงานมากมารับไม่ได้
ความที่หมอจดจำบทบาทของครูในวัยเด็กได้ดี แต่เมื่อมาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้พบบทบาทนี้อีกเลย
ทำให้เมื่อกลับมาเป็นอาจารย์แพทย์จึงอยากลองทำดูบ้าง
นี่แหละคือบทบาทครูของหมอในช่วงสอนที่รามาธิบดี
เคยมีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ผูกพันคุ้นเคยกัน หลังจากเรียนจบเขาเคยติดต่อว่าอยากเป็นหมอนิติเวช
ลูกศิษย์คนนี้สวยพอควร ก็เลยไม่แน่ใจว่าสาวน้อยจะชอบวิชานิติเวชแน่หรือ วันหนึ่งก็นัดเขามาคุย
เพราะต้องการตรวจสอบว่าที่อยากเรียนเพราะชอบหมอพรทิพย์หรือเพราะวิชานิติเวช
วิธีทดสอบที่ดีที่สุดก็คือผ่าศพให้ละเอียด ซึ่งศพตอนนั้นก็ไม่ได้เน่าอะไร
ปรากฏว่าลูกศิษย์กลับไปทบทวนแล้วก็คุยกลับมาว่ารู้สึกไม่ค่อยชอบการผ่าศพ
เลยรู้ว่าเขาคงอยากอยู่ใกล้หมอพรทิพย์มากกว่า หลังจากได้คุยกันว่าเขาต้องพยายามหาตัวตนให้เจอก่อน
จึงจะตัดสินใจเรียน ดูเหมือนท้ายสุดนี้เขาคงกลายเป็นหมอผิวหนังไปแล้ว
อีกคนเป็นผู้ชาย คนนี้เป็นเด็กเก่งมาก่อน เคยได้เกรด 3.7 แต่เรียนต่ำลงเรื่อยๆ
เพื่อนๆ บอกว่าเขาชอบซน ไปแอบเล่นกีตาร์ไม่เรียนหนังสือ หมอมารู้จักเพราะว่า
หนุ่มเจ้าสอบไม่ผ่านวิชาพยาธิก็เลยต้องมาเข้าชั้นติวกับหมอ ซึ่งก็อย่างที่บอก
ต้องเริ่มต้นด้วยการแกะปมปัญหา
ลูกศิษย์คนนี้มีความเบื่อสังคมการเรียนแพทย์ ก็เลยมีคำถามที่อยากพูดคุยกับใครบ้าง
แต่ก็มีผู้คนสนใจเรื่องเรียนกันหมด ก็เลยปลีกวิเวกไปเล่นกีตาร์ซะ รายนี้หมอต้องสนทนาตรรกะเรื่องต่างๆ
ทั้งเรื่องของความรัก เรื่องชีวิต ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่ามันคือความเป็นไปของชีวิตมนุษย์
ซึ่งเราจะไปเที่ยวกำหนดให้ใครเขามาในแนวเราไม่ได้หรอก แต่เราควรก้าวเดินตามหน้าที่ให้ได้
ตอนนี้ถ้าไม่เรียนมันจะสอบตกเอาได้ ในที่สุดก็ผ่านปม ทุกวันนี้เป็นหมอที่มีความสุขแล้ว
ไม่ทุกคนที่สามารถหาตัวเองเจอแล้วใช้ชีวิตต่อไปอย่างราบรื่น
บางรายก็ไม่สามารถทนกับระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหา ท้ายที่สุดก็ต้องลาออก
บางคนเลิกเป็นหมอไปเลยก็มี ที่พูดนี่ไม่ได้ตำหนิเขานะ แต่เล่าถึงสภาพกดดันในชีวิตอีกแบบ
หมอมีลูกศิษย์ผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง คนนี้แกะปมอยู่นานกว่าเพื่อน
เคยต้องหนีบเอาตัวไปเที่ยวด้วยกันกับลูกเพราะเป็นห่วงว่าเขาจะคิดสั้น
เขาก็สามารถประคองชีวิตจนพ้นช่วงเรียนไปได้ แต่ในที่สุดก็ไปเจอกับปัญหาของระบบการทำงานของแพทย์
ซึ่งมีแต่ความกดดันมากขึ้น ในที่สุดก็ได้ลาออกจากราชการไปแล้ว และก็ยังหาตัวเองไม่เจอ
สภาพสังคมปัจจุบันมันดูกลวงๆ ยังไงก็ไม่รู้ นอกจากกลวงๆ แล้วมันดูฟูๆ ฉุๆ
ที่ดูว่าแข็งแรงแต่เอาเข้าจริงๆ เปราะที่ดูว่าเก่งแต่ก็ไม่เก่งจริง ที่ดูว่าเข้มแข็งแต่เอาเข้าจริงๆ
ก็เปราะบางทีเดียว
บทบาทของพ่อแม่ ของครูเปลี่ยนไปหมด ทำให้เด็กๆ กลายเป็นลูกบอลที่ถูกเตะไปมาเพื่อจะทำแต้ม
แต่ตัวลูกบอลเองก็คงเจ็บกระอักน่าดู
เรื่องราวทั้งหมดที่หมอเล่ามาจะเห็นได้ว่าการเลี้ยงลูกให้เก่งเป็นความปรารถนาที่ดี
ที่พ่อแม่คิดว่าดีที่สุด แต่ที่จริงเด็กเก่งไม่ได้มีความสุข หนำซ้ำอาจมีความเปราะบางในชีวิตด้วยซ้ำ
ที่เล่ามาเป็นปัญหาที่พบได้ในเด็กเก่ง ซึ่งใครๆ มักพากันคิดว่า เมื่อเก่ง
ความมีสติปัญญาเป็นเลิศคงช่วยให้เผชิญวิกฤตได้หมด แต่ของจริงไม่ใช่แน่นอน
ช่วยกันดูแลให้เขาเป็นคนดี มีความสุข แล้วค่อยมีความเก่งน่าจะดีกว่า
(update 24 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|