วันก่อนนั่งดูทีวีกับหลานสาวจอมเฮี้ยววัย 14 ดูไปเธอก็บ่นว่านางเอกไป
" มัวแต่ทำเป็นเหนียม เชยเฉิ่มแบบนั้น ใครจะมาสน" พูดพลางสบตาป้าสุดที่รักที่หนึ่ง
"สู้นางร้ายก็ไม่ได้ เร้าใจกว่าตั้งแยะ"
ฟังหลานสาววิพากษ์วิจารณ์ได้สักพัก ก็ลืมตัว เถียงแทนประหนึ่งว่าตัวเองเป็นนางเอกเสียเอง
" เป็นผู้หญิงก็ต้องรักนวลสงวนตัวสิ จะไปทำอย่างนางร้ายได้ยังไง ไม่เห็นเหรอเสนอตัวขนาดนั้น
พระเอกไม่เห็นจะสนเลย"
" หึ้ย
ก็มีแต่ในละครแหละ เรื่องจริงมานั่งเหนียมแบบนี้ ก็มีแต่กินแห้ว
นี่มันยุคดิจิตอลแล้วนะป้า ไม่เห็นต้องรอให้ผู้ชายมาจีบก่อนเลย ชอบใครก็ไปจีบมาเป็นแฟน
ป้าไม่เคยฟังเพลงนี้เหรอ
ช่วยเก็บหน้าเช็ดหน้าของฉันหน่อย เพราะฉันทำมันตก
ตกลงพร้อมหัวจาย
ย" หลานสาวตัวดีลากเสียงยาวล้อเลียน แล้วพูดต่อ
" ไม่งั้นก็ขึ้นคานกันพอดี"
หลานสาวคนนี้ค่อนข้างเฮี้ยว และชอบพูดทีเล่นทีจริงกับดิฉันอยู่บ่อยๆ แม้จะรู้ว่าที่หลานพูดนั้น
ไม่ได้ออกมาจากความคิดของเธอล้วนๆ อาจจะปนทัศนคติของกลุ่มเพื่อนหรือสื่อ แต่ก็อดห่วงไม่ได้เหมือนกันค่ะ
ว่าถ้าเด็กถูกทำให้คิดแบบนี้กันหมด อนาคตจะเป็นยังไงกันบ้าง
จับต้นชนปลายหาเหตุแล้วก็ต้องกลับมาที่เรื่องของยุคสมัยที่แตกต่างอีกนั่นละค่ะ
สังคมทุกวันนี้ผสมผสานคลุกเคล้าทั้งวัฒนธรรมไทยวัฒนธรรมต่างชาติจนทั้งเด็กผู้ใหญ่ก็สับสนกันพอสมควร
โดยเฉพาะค่านิยมทางเพศ ผู้หญิงกล้าแสดงออกมากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น และก็มีเซ็กซ์กันง่ายขึ้นด้วย
ไม่งั้นคงไม่มีงานวิจัยออกมาเยอะแยะว่า วัยรุ่นมากกว่าครึ่งยอมรับว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องธรรมดา
หรือค่านิยมใหม่นักศึกษาสาวชอบหลอกฟันหนุ่มบำเรอกาม
ขณะที่สังคมบ้านเราเปิดกว้างรับทุกอย่างที่ไหลผ่านสื่อเข้ามา ความสามารถในการกรองสื่อของเด็ก
ก็เป็นไปแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะยังสับสนงงงวยกันจนไม่รู้อันไหนเหมาะควร
สภาพจึงออกมากะพร่องกะแพร่งแบบที่เห็น ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอสุกมล วิภาวีพลกุล
ก็พูดไว้ชัดในงานเสวนาเรื่อง เซ็กซ์ล้นจอ
พ่อแม่เป็นห่วง ซึ่ง มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ
" สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศแบ่งเป็น 3 อย่างด้วยกันคือ สื่อที่ปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ
อันนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก ใช้แต่ความรู้สึกอย่างเดียว สอง สื่อที่ส่งผลต่อเจตคติทางเพศ
ซึ่งแทรกซึมในเรื่องของทัศนคติที่ว่าอะไรควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ
เราจะเห็นสื่อพวกนี้เยอะในรูปแบบของโฆษณา ซึ่งสมัยก่อนหญิงชายจะแตะเนื้อต้องตัวกันไม่ได้
แต่เดี๋ยวนี้ในโฆษณามีทั้งเล้าโลมสัมผัส แล้วเราจะเห็นว่าฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเริ่มต้น
ซึ่งตรงนี้จะทำให้ทัศนคติของวัยรุ่นค่อยๆ เปลี่ยนไป แบบค่อยๆ ซึมซับ
เด็กจะมองเรื่องการแตะเนื้อต้องตัว ลูบไล้เป็นเรื่องธรรมดา
" แล้วในขณะที่สื่อพวกนี้มาแรง สื่อทางวัฒนธรรมไทยก็ค่อนข้างอ่อนกำลังลง
คำพูดที่ว่าอย่าชิงสุกก่อนห่าม ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ผมว่ามันเหมือนยาดองที่หมดอายุขัยไปนานแล้ว
พูดไปเดี๋ยวเด็กก็บอกว่า เอาอะไรมาพูดน่ะ เช้ยเชย
นี่ไม่ใช่ชั่วโมงประวัติศาสตร์แล้วนะ
" สาม สื่อที่ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง
ซึ่งใน 3 ข้อนี้ ผมมองว่า สื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องเจตคติเยอะมาก
" เมื่อก่อนหญิงไทยไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่เดี๋ยวนี้กล้าแสดงออกมากขึ้น
ฝ่ายหญิงจะเริ่มต้นจีบผู้ชายก่อน เห็นในละครทีวีใช่มั้ยฮะ ไม่ต้องรอให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเริ่ม
ผู้หญิงมาก่อน อันนี้เป็นค่านิยมต่างประเทษซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่อย่างไรก็อย่าเกินงาม"
ที่ต้องเตือนกันไว้ก็เพราะบางทีเด็กยังคิดไปได้ไม่ไกล
โป๊อีกนิดสิอินเทรนด์
หรือแค่จีบเล่นๆ ไม่เห็นเป็นไร แต่ยังไม่ทันคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายเขาทำจริงละยุ่งแน่
Self Esteem คือคำตอบสุดท้าย
แล้วพ่อแม่จะทำยังไงดี สื่อก็มีให้เห็น เพื่อนก็ชวนกันเฮ ครั้นจะไปห้ามสื่อไม่ให้นำเสนอภาพทำนองนี้
ก็ย้าก
ยาก
" ผมว่า ต้องสอนให้ลูกมี Self Esteem และมีวุฒิภาวะอันนี้สำคัญ
เพราะนี่คือความสามารถของสมองส่วนคิดที่มีเหนือกว่าสองส่วนหยาบ" คุณหมอกำมือให้ดู
แล้วเปรียบเทียบให้ฟังว่า ส่วนที่เป็น Sex Center จะอยู่บริเวณนิ้วโป้ง ซึ่งถูกอีก 4 นิ้ว
ซึ่งเป็นสมองส่วนคิดควบคุมเอาไว้ด้านใน
" เราต้องพัฒนาความสามารถของสมองส่วนคิด ซึ่งประกอบด้วย การเลี้ยงดูของพ่อแม่
การศึกษาที่โรงเรียน วัฒนธรรม และสื่อมวลชน เพราะสิ่งเร้าอารมณ์ทั้งหลายมันกระตุ้นสมองส่วนหยาบ
แต่ตอนนี้เหมือนพ่อแม่กำลังเลี้ยงลูกตามสมองส่วนหยาบ อยากได้อะไรก็ต้องได้ทันที
เด็กเลยรอไม่เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างเร็วหมด แล้วถ้าเด็กอยากได้อะไรแล้วต้องได้
เราจะสอนให้เขาควบคุมในเรื่องเพศได้อย่างไร และจะสอนให้เขาตระหนักใน
คุณค่าตัวเองได้อย่างไร ถ้าเด็กรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเพราะเพื่อนๆ มีแฟนกันหมดแล้วตัวเองไม่มี
แล้วฉันต้องให้มีผู้ชายมารักฉันให้ได้ เพื่อจะได้รู้สึกว่าคุณค่ามีเยอะ แต่ถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นทิ้งไปแล้ว
คุณค่าของฉันลดลงด้วย จนต้องฆ่าตัวตาย แบบนี้เรียกว่ารักตัวเองไม่เป็น
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้คือวัคซีน คือภูมิต้านทานที่ต้องเกิดขึ้นในการเลี้ยงลูก
" ผมว่าพ่อแม่ควรเป็นเพื่อนกับลูก ไม่ว่าจะมีการวิจัยกี่ปีๆ ก็บอกว่าเด็กจะคุยกับเพื่อนหมด
เขาไม่กล้าคุยเรื่องเพศหรือปรึกษาปัญหาชีวิตต่างๆ กับพ่อแม่ เพราะเขาประเมินแล้วว่าโอกาสถูกด่ามีมาก
ผมจะบอกเสมอว่า เซ็กซ์ในวัยเรียนมีอยู่ 2 อย่างคือ เซ็กซ์โง่กับเซ็กซ์ฉลาด เซ็กซ์โง่ คือ
โดนเขาหลอกกินไข่แดงแล้วยังไม่รู้ตัว เป็นเซ้กซ์ที่เกิดขึ้นโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ
ส่วนเซ็กซ์ฉลาดคือ 1. เซ็กซ์นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความรักทั้งคู่ 2. รู้จักการป้องกันทั้งตั้งครรภ์
และติดเชื้อเอดส์ 3. เขาจะต้องมั่นใจแล้วว่าหลังจากมีเซ็กซ์ไปแล้ว เกิดอะไรก็ตามเขาจะต้องไม่มานั่งเสียใจทีหลัง
เรามีหน้าที่ในการให้ข้อมูลกับวัยรุ่นเท่านี้ครับ ส่วนเรื่องของการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับเจ้าของอวัยวะเพศของตัวเอง
เพราะฉะนั้นสอนลูกให้มีวิจารณญาณดีที่สุด
" ถ้าผมพูดกับลูกสาวตัวเอง ผมจะบอกเธอว่า ความหมายของลูกสาวคือ เด็กผู้หญิงที่พ่อแม่รักที่สุดในโลก
พ่อแม่จึงอยากให้ลูกรักเนื้อรักตัวโดยการไม่พาตัวเองเขาไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง
เพราะถ้าลูกสาวเป็นอะไรไปคุณพ่อคุณแม่หัวใจแตกสลาย
" แต่ถ้าผมมีลูกชาย ผมจะบอกเขาว่า ความหมายของลูกชายคือ เด็กหนุ่มที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ
เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ลูกชายตั้งใจเรียน เพื่อรับผิดชอบตัวเองและสามารถรับผิดชอบคนที่จะมาใช้ชีวิตคู่
ร่วมกันกับเราได้ รักพี่สาวรักคุณแม่อย่างไร เราต้องให้เกียรติสุภาพสตรีคนอื่นเช่นเดียวกัน"
เมื่อลูกเห็นคุณค่าในตัวเองแล้ว คุณหมอแนะให้ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์
" เราควบคุมสื่อไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ดูหนังกับลูกแล้วพูดคุยกันได้ ผมจะใช้สื่อต่างๆ
เป็นตัวจุดชนวนเปิดประเด็นที่จะคุยกับลูก แล้วฟังเขา อย่าคาดหวังว่าเราจะสอนอะไรเขา
เพราะทุกวันนี้ผมไม่เคยสอนลูก ลูกมาสอนผมหมด เขารู้ดีกว่าเราแล้วฟังว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร
อย่างในหนังสือพิมพ์เรื่อง การล่อลวงทางเพศ ว่านี่เขานัดเจอกัน แล้วผู้หญิงนึกว่าจะเจอผู้ชายที่ถูกใจ
แต่ผู้ชายมา 3 คน เขาก็ถูกรุมโทรม จะทำยังไงให้สิ่งนี้ได้เกิดกับลูกสาวของพ่อ หรือว่าในทีวีมีฉากจูบกัน
ก็บอกลูกว่า เมื่อก่อนนี่เขาไม่จูบกันนะ เพราะการกอดจูบเป็นวัฒนธรรมต่างประเทศ เราก็ไม่กอดกัน
เพราะว่าเราเป็นเมืองร้อน เราไม่จูบกันเพราะว่าคนไทยสมัยก่อนเคี้ยวหมาก แล้วก็กินอาหารรสจัด
เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราสอนเรื่องวัฒนธรรมได้ ลูกคิดยังไง พ่อคิดยังไง เราก็มาแลกเปลี่ยนกัน"
ให้ลูกมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และมีวิจารณญาณกับเรื่องต่างๆ รอบตัว
แม้สิ่งเร้าภายนอกจะแรงแค่ไหน ก็ไหวได้แค่กิ่งใบ ไม่สามารถหักกลางลำได้แน่ค่ะ
(update 28 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 พฤศจิกายน 2546 ]
|