มีวิธีไหนบ้างมั้ยเนี่ย จะทำให้ 'เต่า' กลายเป็น 'กระต่าย' เสียที ?!
" นี่ยายบิ๋ม ทำอะไรอยู่ ชักช้าจริง แม่รอไม่ไหวแล้วนะ"
กะอีแค่อาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนเนี่ยนะ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงทุกวัน
อุตส่าห์ตั้งนาฬิกาปลุกเร็วขึ้น ไม่เห็นจะสำเร็จ
ว่าถึงเรื่อง 'ช้า' นี่ ยายบิ๋มน่าจะครองตำแหน่ง 'ซูเปอร์เต่า' ค่ะ
ช้าไปทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องแต่งตัว
จะว่าเป็นเรื่องของวัยที่เริ่มจะเข้าวัยรุ่น ก็ไม่น่าจะใช่ แกเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ตอนอยู่ป.1 - ป.2 คุณครูคอมเมนต์มาบ่อยๆ ว่า ทำงานช้า ไม่ทันเพื่อน เราก็คิดว่าเป็นเรื่องของวัยอีกนั่นแหละ
จะให้เขียนอ่านเก่งเลย เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นก็ได้แต่ไปพูดคุยกับคุณครูขอร้องไห้เห็นใจ
แล้วคอยช่วยติวให้ลูก
แต่นี่ผ่านมาถึงป.6 แล้วนะ ยายบิ๋มก็ยังทำงานไม่ทันเพื่อนอยู่ดี ต้องคอยลอกที่เพื่อนจดในกระดาน
หรือเอางานกลับมาทำต่อที่บ้านให้เสร็จ ดีนะที่แม่รู้จุดนี้ของลูก เวลาลูกกลับจากโรงเรียนจึงคอยไถ่ถาม
ว่ามีงานอะไรค้างอยู่บ้าง แล้วคอยกำกับดูแลให้ทำให้เสร็จ
เรื่องการบ้านก็เหมือนกัน ยุคปฏิรูปการศึกษาการบ้านน้อยลงก็จริง แต่ก็มีรายงาน งานกลุ่ม
อะไรอีกจิปาถะ แม่อีกนั่นแหละที่ต้องคอยทั้ง 'ลุ้น' ทั้งลงมือช่วย (บ้างเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ)
ดูเหมือนไม่หนักหนาอะไร แต่ทำไม
แต่ละวันกว่าจะทำการบ้านเสร็จ ปาเข้าไปสี่ห้าทุ่ม
นี่ดีนะว่ายายบิ๋มมีแม่ที่เป็นแม่บ้านเต็มตัว เลยมีเวลาให้เต็มที่
นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านจะมีเวลาคอยลุ้นให้ลูกทำเรื่องต่างๆ ให้มันลุล่วงไป
แต่ละวันได้แค่ไหน สงสัยว่าอย่างยายบิ๋มที่ทำอะไรช้างุ่มง่ามอยู่แล้วนี่
คงมีงานค้างคาเป็นดินพอกหางหมูจนคุณครูเอือมแน่ๆ
แล้วนี่แม่จะต้องมานั่งลุ้น 'ซูเปอร์เต่า' ไปอีกสักกี่ปี
มีวิธีไหนบ้างมั้ยเนี่ยที่จะทำให้เต่ากลายเป็นกระต่ายเสียที ?!
'เต่า' ก็ต้องเป็น 'เต่า'
ช่วงหลังนี่ แม่เลยคอยจี้ให้ลูกทำอะไรเร็วขึ้น จนคำว่า "เร็วๆ หน่อยสิ" ติดปากแม่
จนถึงขนาดหานาฬิกาตั้งโต๊ะมาตั้งตรงหน้าลูก ให้ลูกทำงานแข่งกับเวลา
ก็ยังไม่ได้ดังใจ
แล้วความที่ลุ้นเท่าไหร่ก็ลุ้นไม่ขึ้นนี่ละค่ะ ทำให้แม่ 'จิตตก' ได้เหมือนกัน
หลายต่อหลายครั้งเผลอปล่อย 'วี้ด
บึ้ม' ใส่เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม
" ทำไมถึงงุ่มง่ามอย่างนี้นะ จะสู้ใครเขาได้"
" เธอน่ะมันเต่าจริงๆ เลย ไม่ทันกินเขาหรอก"
" เอ้า! ช้าอยู่นั่นแหละ ไม่ได้ดังใจเลย"
ผลทันตาเห็นค่ะ ไม่มีอะไรดีขึ้น แถมเธอยังเงียบงัน เงอะงะเข้าไปใหญ่ ครั้งหลังสุด
เสียงบ่นของแม่ที่ว่า " ดูน้องกิ๊ฟลูกป้าดาสิ เด็กกว่าเธออีก เขายังได้เรื่องได้ราวกว่าอีก"
กดดันให้เจ้าตัวระเบิดอารมณ์อัดอั้น
" หนูก็เป็นได้แค่นี้แหละ ถ้าแม่ไม่พอใจ
หนูไม่เป็นลูกแม่ก็ได้"
คำอุทธรณ์ของลูกทำให้แม่ได้คิด
เขาเป็นของเขาอย่างนี้เอง นับแต่เล็กจนโตก็เลี้ยงลูกคนนี้มาเหมือนๆ กับที่เลี้ยงลูกคนอื่นๆ
แต่ละคนเติบโตมีนิสัยใจคอแตกต่างกันไป มีทั้งดีและเสียอยู่ในตัวทุกคน ยายบิ๋มช้าเงอะงะ งุ่มง่าม
แต่ก็ 'ชัวร์' เพราะทุกสิ่งที่เธอทำล้วนประณีตลายมือเธอสวยงาม สมุดจดงานสะอาดสะอ้าน
คิดเลขถูกต้อง รอบคอบ
และเมื่อล่วงเลยมาถึงวัยนี้ แม่ชักแน่ใจแล้วว่า 'ความช้า' ของยายบิ๋มเป็นบุคลิกลักษณะเฉพาะของเขาเองแน่ๆ
ไม่ใช่การโยกโย้ขาดความรับผิดชอบ เพราะเธอเต็มใจและมุ่งมั่นกับการลงมือทำสิ่งต่างๆ ตรงหน้าเสมอ
เพียงแต่
ช้า
เท่านั้นเอง
แล้วก็ไม่ใช่
ช้า
เพราะ 'สติปัญญา' แบบที่เรียกว่า 'slow learner' เพราะเมื่อเธอมุ่งมั่นทำสิ่งใดก็ทำได้ดี
เรียนรู้ได้ดีไม่แพ้คนอื่น เพียงแต่
ช้า
ไม่ทันเวลาที่กำหนด และต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น
ในขณะที่เพื่อนๆ เขาทำงานเสร็จเรียบร้อย ออกไปเล่นสนุก
ยายบิ๋มของแม่ยังต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำต่อไปอีกนานจนอดเล่น
ทบทวนแล้ว แม่อยากจะบอกว่าผิดเองที่ผลักดันลูกให้ไปแข่งขันกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
แต่ละวันแทนที่จะจดจ่อกับการกระตุ้นให้ลูกเร็วขึ้น แม่น่าจะชื่นชมกับสิ่งที่ลูกเป็น
สิ่งที่ลูกทำมากกว่า แล้วในความช้า ก็มีสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่ไม่น้อยทีเดียว
"
ลูกเต่า
เอ๊ย
ลูกบิ๋มจ๋า
แม่ขอโทษนะจ๊ะ"
ลูกเป็นโรคเงอะงะหรือเปล่า ?
เด็กๆ ที่มีอาการงุ่มง่ามเงอะงะอาจเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า dyspraxia
เนื่องจากมีปัญหาในการกะระยะ (spatial coordination) เพราะระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวทำงานไม่ดีพอ
ทำให้มีปัญหาในการทำอะไรต่างๆ เช่น เขียนหนังสือช้า ผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุมได้ช้า ทุลักทุเล
หรือถ้าเล่นกีฬา เช่น เล่นบอล ตีแบด ก็จะพลาดการรับลูกง่ายๆ หรือถึงขนาดขี่จักรยานไม่เป็น
มีผลกระทบถึงเรื่องเรียน เช่น ทำการบ้านไม่เสร็จ มาสายเพราะไม่มีทักษะในเรื่องของการกะระยะเวลา
แต่จะวินิจฉัยว่าลูกเป็นโรคนี้หรือไม่ ต้องอาศัยแพทย์ค่ะ และก่อนอื่นต้องดูปัจจัยอื่นๆ
ที่อาจทำให้ลูกมีอาการเช่นนี้ เช่นการเลี้ยงดูที่ทำให้ลูกไม่ค่อยมีโอกาสทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ได้เล่นกีฬา
หรือไม่ถูกสอนให้มีวินัยในการทำอะไรให้เสร็จในเวลา หรือเป็นเวล่ำเวลา
ช่วยลูก 'ช้า'
ปัญหาใหญ่ของเด็กทำอะไรช้า อยู่ที่ทำงานไม่ค่อยเสร็จ คั่งค้างเป็นดินพอกหางหมู
จนเป็นผลกระทบกับการเรียนในชั้นที่ยากขึ้น และไม่สามารถจัดสรรเวลาในการทำหลายๆ
สิ่งในเวลาเดียวกันได้ดี พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้โดย
- ดูแลให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันเป็นเวล่ำเวลาสม่ำเสมอ เช่น เวลาตื่นนอน เข้านอน
เวลาทำการบ้าน อ่านหนังสือ เวลาเล่น เวลาทำงานบ้าน
- ใส่ใจงานที่ครูมอบหมายให้ลูกแต่ละวัน คอยกำกับให้ลูกทำจนเสร็จ อย่าให้งานคั่งค้าง
- ให้ลูกเล่นกีฬาที่เสริมสร้างความคล่องแคล่วให้ร่างกายและการเคลื่อนไหวของลูก
เช่น ปิงปอง แบดมินตัน ฯลฯ
- ไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่น หรือกระตุ้นให้แข่งขันกับคนอื่น
- จัดมุมทำการบ้าน อ่านหนังสือ ให้เงียบสงบ
- หาสมุดบันทึกให้ลูกสักเล่ม ให้ลูกจดบันทึกกิจกรรมที่จะต้องทำ และหัดวางแผน
เช่น วางแผนดูหนังสือก่อนสอบ วางแผนทำรายงาน ฯลฯ และทำตารางกิจกรรมประจำวัน
- อาจใช้นาฬิกาปลุกตั้งเวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง
(update 21 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|