อย่ากลัวว่าลูกจะเล็กเกินไป ที่จะเรียนรู้เรื่องเพศ
" แม่ขา เพื่อนหนูบอกว่าผู้หญิงกับผู้ชายจูบกันแล้วจะมีลูก จริงไหมคะ"
" พ่อคะ ทำไมพวกผู้ชายห้องหนูถึงชอบแกล้งผู้หญิงจังล่ะคะ"
" แม่ครับ ทำไมพวกผู้หญิงถึงขี้ฟ้อง"
เมื่อเจ้าหนู 'จำไม' ของคุณส่งเสียงเจื้อยแจ้วถามคำถามแบบนี้
เห็นทีเราจะต้องฉวยโอกาสสอนลูกให้เรียนรู้เรื่องเพศแล้วละค่ะ
เพศศึกษาตามวัย
" แฟนส้มชื่ออะไรคะ"
" ชื่อป๋องค่ะ"
คำตอบแบบนี้ คุณอาจจะได้ฟังจากปากลูกตอนอยู่ชั้นอนุบาล ตอนนั้นคำว่า 'แฟน'
ในความหมายที่หนูน้อยเข้าใจก็คือเพื่อนสนิท คนที่ชอบเล่นเหมือนกัน
หรือเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เมื่อขึ้นชั้นประถม ป๋องอาจกลายเป็นเจ้าป๋องขี้เต๊ะ
จอมเกเรในสายตาของหนูส้มไปก็ได้ เมื่อหนูส้มเริ่มเข้าก๊วนเด็กหญิงกรโปรงบานซะแล้ว
ธรรมชาติของเด็กวัยประถมจะแบ่งกลุ่มเล่นกันเป็นกลุ่มหญิงและกลุ่มชายชัดเจน
ไม่เล่นคละกันเหมือนในวัยอนุบาล เพราะสามารถแยกความแตกต่างด้านสรีระทางเพศ
และเริ่มมองเห็นความต่างระหว่างเพศเดียวกันกับเพศตรงข้ามแล้ว
เด็กจึงได้เรียนรู้บทบาททางเพศจากกลุ่มเพื่อนเพศเดียวกัน เพื่อความชัดเจนในเพศตน
เราจึงเห็นเด็กผู้หญิงจับกลุ่มเล่นกระโดดยาง หมากเก็บ ตุ๊กตากระดาษ
ในขณะที่กลุ่มเด็กผู้ชายชอบการต่อสู้ หรือการเล่นที่ต้องแข่งขัน
แต่ถ้าอยู่คนเดียวเขาอาจสนใจทำกิจกรรมต่างกับเมื่ออยู่เป็นกลุ่มก็ได้
ขึ้นอยู่กับบุคลิกของเด็กแต่ละคน เด็กผู้หญิงบางคนอาจจะชอบเล่นรถบังคับ
ในขณะที่เด็กผู้ชายบางคนอาจจะชอบเล่นตุ๊กตาก็ได้ค่ะ
ซึ่งไม่ควรกังวลแล้วไปบังคับให้ลูกเล่นตามเพศของเขา
พ่อแม่
ครูสอนเพศศึกษาคนแรก
เมื่อจั่วหัวเรื่องเพศทีไร คุณพ่อคุณแม่หลายคนถึงกับกุมขมับ เพราะไม่มั่นใจที่จะคุยกับลูกเรื่องนี้
จึงบ่ายเบี่ยงให้เป็นหน้าที่ของครู ไม่ก็ให้เด็กไปเรียนรู้เองเมื่อโตขึ้น หรือบอกปัดๆ
ไปแบบเสียไม่ได้ซะอย่างนั้น อ๊ะ
อ๊ะ ใครทำแบบนี้อยู่ต้องรีบกลับลำด่วนนะคะ
ไม่อย่างนั้นคุณจะพลาดโอกาสทองในการหล่อหลอมยายหนูตาหนูของคุณให้เป็นบุรุษ
และสตรีที่ดีในอนาคตไปอย่างน่าเสียดายทีเดียวค่ะ
ทั้งนี้ เพราะเด็กเรียนรู้เรื่องเพศจากพ่อแม่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอยู่แล้วมาตั้งแต่เกิด
เมื่อพ่ออุ้มก็ว่าหน้าอกพ่อมีมัดกล้ามแข็งๆ ต่างจากอกนิ่มๆ ของแม่ โตมาหน่อยเด็กผู้หญิงจะรู้ว่า
ตัวเองแตกต่างกับพี่น้องที่เป็นเด็กผู้ชายยังไง พ่อแม่จึงยากจะหลีกเลี่ยงการเป็นครูสอนเรื่องเพศคนแรกของลูก
ดังนั้นชั่วโมงเพศศึกษาจึงจำเป็นต้องถูกบรรจุไว้ในโปรแกรมของครอบครัวค่ะ
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ
เปิดใจ อย่ากลัวที่จะคุยกับลูกเรื่องเพศ
ความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติของเด็กอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสิ่งที่ใกล้ตัว
และแกอาจไปได้ยินได้ฟัง ได้พบเห็นเรื่องราวทางเพศจากที่อื่น ซึ่งทุกวันนี้จะเข้าถึงเด็กได้โดยง่าย
เช่น จากสื่อ (ทั้งทีวี วิดีโอ อินเทอร์เน็ต แม้แต่การ์ตูน) จากการพูดคุยในวงผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
ดังนั้นพยายามตอบหรือให้คำอธิบายในสิ่งที่ลูกสงสัย ไปพบเห็นได้ยินได้ฟังมาอย่าเพิ่งดุว่าลูกแก่แดด
หรือทำท่าตกอกตกใจ อธิบายให้เข้าใจโดยใช้ภาษาง่ายๆ ด้วยน้ำเสียงและท่าทางปกติ
กำชับว่าสงสัยอะไรให้มาถามพ่อแม่ พูดคุยกันในครอบครัวเท่านั้น เพราะคนอื่นเขาอาจไม่เต็มใจที่จะตอบลูก
เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเก็บความสงสัยไปถามเพื่อนหรือเสาะหาคำตอบจากแหล่งข้อมูลอื่น
ที่คุณไม่สามารถตามไปกรองความถูกต้องให้ลูกได้
เข้าใจความต้องการและให้ความรู้ตรงตามวัย
เด็กวัยนี้ยังไม่สนใจเพศตรงข้ามในลักษณะหนุ่มสาวเหมือนวัยทีน
แต่สนใจตามธรรมชาติของวัยที่อยากรู้อยากเห็น อาจจะมีคำถามแก่แดดเกินวัยบ้าง
พ่อแม่ก็ต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยกรองข่าวสารที่ถูกต้องให้ลูกค่ะ
และคำอธิบายทั้งหลายทั้งปวงก็ควรเป็นไปตามวัยที่เด็กควรรู้ เช่นเมื่อลูกวัยนี้ถามถึงว่า
"หนูเกิดมาจากไหน" ลูกต้องการรู้เพียงว่า "ลูกออกมาจากท้องของแม่"
ยังไม่จำเป็นจะต้องอธิบายถึงขั้นตอนความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจ
นอกจากนี้ยังควรเสริมในด้านบทบาททางสังคม และวัฒนธรรมด้วยค่ะ
อย่างในสังคมไทยเราคาดหวังให้เด็กผู้หญิงต้องอ่อนหวาน อ่อนโยน
กิริยามารยาทเรียบร้อย ตามแบบกุลสตรี ส่วนเด็กผู้ชายต้องกล้าหาญ เข้มแข็ง
ปกป้องและไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างสุภาพบุรุษ ซึ่งในวัยนี้สอนอะไรเขาก็จะทำตามอย่างว่าง่าย
และจะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เขาเป็นหญิงหรือชายแบบไหนในอนาคตค่ะ
ในวัยนี้ คุณแม่บางคนอาจเกิดตกใจเมื่อลูกชายชอบไปเล่นกับเด็กผู้หญิงข้างบ้าน
อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปแยกทั้งคู่ออกจากกันเพียงเพราะกลัวลูกจะเบี่ยงเบนเชียวนะคะ
จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กวัยนี้จะสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศด้วย
เพราะทั้งคู่อาจมีนิสัยใจคอคล้ายกัน ชอบเล่นเหมือนๆ กัน และยิ่งอยู่บ้านใกล้กันด้วยแล้ว
ถือเป็นเรื่องปกติ พอไปโรงเรียนเขาก็กลับไปเล่นกับกลุ่มเด็กผู้ชายเหมือนเดิม
แนะนำให้คุณแม่มองว่าลูกชายกำลังได้เรียนรู้ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างเพศ
แต่ถ้าหากกังวลเหลือใจจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือ สร้างโอกาสให้ลูกได้เจอกับกลุ่มคนที่หลากหลาย
พาไปทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เล่นกีฬา เข้าค่าย ฯลฯ ให้เขาเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ
ทั้งจากเพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ
เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องบทบาททางเพศ
พ่อแม่มีอิทธิพลต่อลูกในการเรียนรู้เรื่องบทบาททางเพศมากทีเดียวนะคะ
หากบ้านไหนพ่อรังแกแม่ให้ลูกสาวเห็น เด็กหญิงอาจมีทัศนคติไม่ดีต่อเพศชาย
ว่าเป็นเพศที่ชอบใช้กำลังและดุร้าย และลูกชายอาจไม่รู้จักให้เกียรติเพศหญิง
หรือแม่ที่มักดุว่าตำหนิพ่อให้ลูกชายได้ยิน อาจส่งผลให้เด็กชายเติบโตมาอย่างไม่ภูมิใจในเพศตน
พานให้ขาดความมั่นใจในเรื่องอื่นๆ ไปด้วย
เด็กต้องการต้นแบบที่ดีที่มองเห็นและจับต้องได้ค่ะ ไม่ใช่เพียงบอกด้วยคำพูดสั่งสอง
เช่น เมื่อลูกเห็นคุณพ่อช่วยคุณแม่ถือของเมื่อไปชอปปิ้งด้วยกัน ลูกรู้ว่าเขาเป็นเพศเดียวกับพ่อ เ
ขาต้องทำอย่างพ่อ เขาจะเข้ามาช่วยคุณแม่ถือของบ้าง โตขึ้นเขาก็จะเป็นผู้ชายที่มีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษ
แบบเดียวกับในเด็กผู้หญิงที่เห็นคุณแม่เก็บกวาดบ้านเรียบร้อย คุณแม่ชวนลูกเข้าครัวทำอาหารด้วยกันบ่อยๆ
ลูกสาวก็จะเข้าใจถึงบทบาทของตนเมื่อโตขึ้น
สร้างโอกาสให้ลูกเรียนรู้เรื่องเพศ
ควรสอดแทรกคุณค่าเชิงบวกในเรื่องเพศเข้าไปในเรื่องราวรอบตัวเมื่อมีโอกาส
อย่างน้อยๆ ให้เข้าใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เพื่อจะได้ไม่มีอคติกับเรื่องเพศ
เช่น เมื่อสุนัขที่เลี้ยงไว้ออกลูก ก็น่าจะสอนเรื่องการกำเนิดของชีวิต หรือเห็นคนท้องเดินผ่าน
ก็ชวนลูกคุยเรื่องหญิงชายที่มีความรักและความผูกพันกันจนกำลังจะมีลูก
ยกตัวอย่างจากสื่อต่างๆ หรืออาจเลือกหนังสือที่เด็กเข้าใจง่ายเกี่ยวกับเรื่องเพศมาอ่านด้วยกัน เป็นต้น
หรืออย่างคุณแม่ที่นั่งดูการ์ตูนกับลูกชาย ตัวการ์ตูนชอบรังแกเด็กผู้หญิง
แม่ก็ได้ทีบอกลูกว่า "อย่าทำอย่างตัวการ์ตูนนั้นนะ เพราะแม่เองเป็นผู้หญิง
แม่ไม่ชอบให้ใครรังแก หนูก็ไม่อยากให้ใครรังแกแม่ใช่ไหมคะ"
แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ได้บอกครั้งเดียวแล้วจำไปชั่วชีวิตหรอกนะคะ
ต้องหาโอกาสปลูกฝังไปเรื่อยๆ
ถามตรงตอบตรง
" คุณแม่คะ ในหนังสือบอกว่าหัวหน้าชนเผ่านี้ต้องเป็นสาวบริสุทธิ์ สาวบริสุทธิ์เป็นยังไงคะ"
" คุณพ่อครับ ทำไมเขาถึงเรียกผู้ชายคนนั้นเป็นแมงดาครับ"
คำถามของเด็กในเรื่องเพศ มักจะตรงๆ จนบางมีฟังแล้วตกใจ คุณก็ควรตอบเขาตรงๆ
ในวัยนี้ไม่ต้องการนิทานมาหลอกล่อมากนัก เพราะเขาได้รับรู้ผ่านสังคมจริงๆ จากหนังสือ
ทีวี หรือฟังพวกผู้ใหญ่หรือเพื่อนคุยกัน เด็กต้องการคำตอบเพื่อตอบสนองความอยากรู้เท่านั้น
จากคำถามข้างต้น อาจตอบว่า
" ผู้หญิงบริสุทธิ์ก็คือ ผู้หญิงที่ยังไม่เคยแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์กับผู้ชายค่ะ"
" เขาว่าอย่างนั้นเพราะผู้ชายไม่ยอมทำงาน รอให้ผู้หญิงหาเลี้ยงน่ะสิ อย่างนี้ไม่ดีเลยเนอะ"
ในความเป็นจริง ไม่มีใครคาดเดาได้แน่ชัดว่าเด็กจะมีพฤติกรรม
และเติบโตมาบนพื้นฐานทางเพศเดิมหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยหลายประการ
ซึ่งบางอย่างอยู่เหนือความสามารถที่พ่อแม่จะกำหนดได้
ดังนั้นภารกิจสำคัญของพ่อแม่ในตอนนี้คือทำให้เขาเข้าใจและเรียนรู้เรื่องเพศอย่างสมวัย
และคอยฉวยโอกาสต่างๆ สอนลูก ก่อนที่ลูกจะไปเรียนรู้ผิดๆ จากที่อื่น
และอาจไปก่อกิจกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมเมื่อถึงวัยฮอร์โมนเพศพลุ่งพล่าน
ดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
ระวังภัยทางเพศ
ภัยทางเพศเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรสอนลูกวัยนี้ค่ะ เพราะเด็กหญิงชายสมัยนี้มักโตเร็ว
ด้วยสภาพแวดล้อมและอาหารการกิน วัย 7-8 ขวบ บางคนก็เริ่มมีสรีระที่เป็นสาวแล้ว
บางคนเริ่มมีประจำเดือน แต่ในใจก็ยังคงเป็นเด็กไม่ประสา
พ่อแม่จึงจำเป็นที่จะต้องบอกลูกให้ระวังคนแปลกหน้าและรู้จัก 'รักและหวงแหน' ร่างกายของตนเอง
ดีใจที่ยังมีผู้ใหญ่ใจดีจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก จัดโครงการตัวฉันเป็นของฉัน
เพื่อสร้างทักษะในการป้องกันภัยทางเพศให้กับเด็ก โดยสอนเด็กให้รู้ว่า หากใครมาล่วงละเมิดทางเพศ
ทั้งแบบสัมผัส หมายถึงการที่ใครก็ตามมาสัมผัสอวัยวะปกปิดหรือส่วนใดก็ตามในร่างกายของเรา
แล้วทำให้เรารู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย และรู้สึกว่าสัมผัสนั้นอาจนำพาเราไปสู่อันตรายทางเพศ กับแบบไม่สัมผัส
คือ บุคคลนั้นไม่ได้สัมผัสร่างกายเราโดยตรง แต่การกระทำของเขาได้ใช้เรื่องเพศเป็นเครื่องมือ
ทำให้รู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย อึดอัด ไม่ชอบ เช่น การโชว์อวัยวะเพศ การโทรศัพท์ลามก
แอบถ่ายภาพอนาจาร เป็นต้น เด็กๆ ควรป้องกันตัวเองด้วยการ
1. หลีกเลี่ยงออกมา
2. ตะโกนด้วยเสียงดันดังว่า "ไม่" ด้วยท่าทีจริงจัง
3. รีบวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่
(update 8 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 มีนาคม 2547 ]
|