คำว่า ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ไม่เพียงเป็นความแตกต่างด้านอายุอานามเท่านั้น
แต่ยังเป็นความแตกต่างทางด้านระบบคิด ระบบคุณค่า ทัศนะต่อชีวิต ต่อเรื่องต่างๆ เป้าหมายของชีวิต
ค่านิยม เป็นต้น แม้จะอยู่ในสังคมเดียวกัน แต่ความแตกต่างในด้านต่างๆ เหล่านี้มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ
จนเป็นต้นตอให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย
อันที่จริงความแตกต่างที่มีอยู่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คนวัยเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างกันเลย
แต่ที่กลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะมีเรื่อง 'ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ' เข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยที่ผู้ใหญ่หรือ 'มีอำนาจมากกว่า' รับไม่ได้กับความแตกต่างในด้านต่างๆ ของเด็ก
หรือ 'ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า' ในขณะเดียวกันเด็กก็รับไม่ได้ที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เขายอมรับระบบคิด
ระบบคุณค่า และค่านิยมตามแบบที่ผู้ใหญ่ยึดถืออยู่
ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นความขัดแย้งระหว่างพ่อ-แม่กับลูก ครูกับนักเรียน
ผู้ใหญ่กับเยาวชนเกิดขึ้นบ่อยๆ และความสัมพันธ์อาจถึงกับแตกร้าวจนไม่อาจกลับมาคืนดีกันได้
ซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะความเข้มแข็งของครอบครัวก็ดี โรงเรียนหรือแม้แต่ชุมชนก็ดี
ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างคนในสังคมนั้นๆ
ทำอย่างไรจึงจะทำให้ความแตกต่างด้านอายุไม่เป็นต้นเหตุให้เกิดความแตกต่างด้านอื่นๆ
ตามมาจนเข้ากันไม่ได้ หรืออย่าให้ความแตกต่างนั้นห่างกันมากเกินไป
ในขณะเดียวกันก็ขอให้คนต่างวัย (ทั้งสองวัยหรือสามวัยก็แล้วแต่)
ใจกว้างพอที่จะยอมรับความแตกต่างหลากหลายของอีกฝ่าย หรือเรียกว่า
เคารพในความแตกต่างหลากหลายของกันและกันนั่นเอง
การเคารพในความแตกต่างหลากหลายนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ของคนต่างวัยไม่อยู่ในแนวตั้ง จึงต้องมุ่งไปที่ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
ว่าจะสามารถทำใจให้กว้างพอจะยอมรับ และปรับความสัมพันธ์กับเด็ก
ให้มีลักษณะเป็นแนวนอนมากขึ้นได้ไหม
สิ่งนี้พูดง่ายกว่าทำ เพราะในสังคมที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้อำนาจเช่นสังคมไทย
ผู้คนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกก็ดี เรากับนักเรียนของเราก็ดี
หรือกับเด็กอื่นๆ ก็ดี เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแนวตั้ง หากจะปรับแก้กันจริงๆ
พ่อ แม่ ครูอาจารย์ หรือผู้ใหญ่ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังและลงมือปฏิบัติจริง
ปัจจุบันนี้ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยมีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อน เพราะก่อนนั้น
พ่อแม่มักจะมีลูกเร็วเนื่องจากแต่งงานหรือมีครอบครัวเร็วกว่ายุคนี้
เพราะฉะนั้นช่องว่างระหว่างวัยกับลูกคนหัวปีหรือลูกคนแรกๆ จึงมีไม่มาก
อีกประการหนึ่งเพราะยุคก่อน เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี ฯลฯ
มีการเปลี่ยนแปลงช้ากว่ายุคนี้มาก ระบบคุณค่าต่างๆ จึงดำรงอยู่ยาวนาน
ซึ่งทำให้คนต่างวัยถูกหล่อหลอมด้วยระบบคุณค่าแบบเดียวกัน
แต่ในยุคนี้ผู้คนแต่งงานช้า แต่งงานเมื่อมีอายุมาก เริ่มมีลูกคนแรกเอาเมื่ออายุเกือบ
หรือเกินสามสิบปีเข้าไปแล้ว ที่กังวลเรื่องเศรษฐกิจก็ยิ่งชะลอการมีลูกออกไปอีก
หรือไม่ก็ทิ้งช่วงการมีลูกคนถัดไปหลายปี กว่าจะมีลูกคนสุดท้อง พ่อแม่ก็มีอายุมากขึ้น
บางคนมีลูกคนสุดท้องเอาก็เมื่อตัวเองมีอายุเกินสี่สิบปีไปแล้ว เป็นต้น
อย่างนี้หากไม่ปรับความสัมพันธ์กับลูกให้เหมาะอาจจะมีปัญหาด้านช่องว่างระหว่างวัยได้ง่าย
ในต่างประเทศมีนักจิตวิทยาหลายรายทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้พบว่า
พ่อแม่ที่มีลูกตอนอายุมากนักจะมีความกังวลและลูกๆ เองก็วิตกกังวลเช่นกันว่า
พ่อแม่จะมีชีวิตหรือมีเรี่ยวแรงดูแลเขาได้แค่ไหน อย่างนี้คงต้องประคับประคอง
และสร้างความมั่นใจให้กับลูกๆ ให้ได้ ถ้าไม่อยากให้มีช่องว่างระว่างวัย
สำหรับครูบาอาจารย์ก็ไม่ต่างกันนัก ในขณะที่คุณครูแก่ลงก็ต้องสอนนักเรียนอายุเท่าเดิมทุกปี
สมมติว่าเริ่มเป็นครูเมื่ออายุ 25 ปี สอนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง
ซึ่งอายุประมาณ 6 ขวบ ช่องว่างระหว่างวัยของครูกับนักเรียนจะห่างออกไปหนึ่งปีทุกๆ ปี
ถ้าครูคนนั้นต้องสอนชั้นประถมหนึ่งนานสิบปี ช่องว่างระหว่างวัยของครูกับนักเรียนจะเพิ่มขึ้นสิบเท่า
แล้วในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เร็วมาก เด็กรุ่นใหม่ก็รับเอาระบบคิด
ระบบคุณค่า และค่านิยมใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การมีเพื่อนต่างเพศ
การใช้จ่ายเงิน การเที่ยวเตร่ การใช้โทรศัพท์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นทั้งพ่อแม่
และครูอาจจะรับไม่ได้กับพฤติกรรมต่างๆ ของลูก หรือลูกศิษย์ ในทางกลับกัน
ลูกหรือลูกศิษย์ก็อาจจะมีความเห็นว่าระบบคิด ระบบคุณค่า ค่านิยมของพ่อแม่และครูเร่อร่า
ล้าสมัย ใจแคบ และชอบใช้อำนาจอีกด้วย ความแตกต่างเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว และไม่ได้ปรับความสัมพันธ์ให้ลงตัวกัน
ผมเป็นทั้งพ่อที่มีลูกช้า และเป็นทั้งครูที่ทำการสอนอยู่นานปี ได้ผ่านพบปัญหานี้มาโดยตลอด
ได้ยินพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ บ่นว่า วิพากษ์วิจารณ์เด็กรุ่นใหม่ว่าไม่เข้าใจพ่อแม่
ไม่เข้าใจความหวังดีของครู บางรายอาจมีปากเสียงและขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
บางรายรับกันไม่ได้เลยจนลูกต้องหนีออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน
บางรายไม่ยอมเข้าเรียนกับครูที่มีปัญหาขัดแย้งกัน เด็กๆ เองก็บ่นให้ผมได้ยินว่าพ่อแม่
และครูบางคนใจแคบ ชอบใช้อำนาจ ไม่เข้าใจวิธีคิดของเด็ก เรียกว่าไม่มีความเข้าใจด้วยกันทั้งสองวัย
สำหรับตัวผมเองก็ได้พยายามจัดการปรับความสัมพันธ์ภายในบ้านตัวเอง
และปรับความสัมพันธ์กับนักเรียนนักศึกษาเท่าที่จะทำได้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจจะกล่าวอ้างให้หมั่นไส้เล่นว่าทำได้สำเร็จพอสมควร
และได้พูดคุยให้แนวทางกับเพื่อนๆ ที่พอคุยกันได้ เพื่อนบางคนก็ทำได้สำเร็จ
บางคนก็มีความยากลำบากในการปรับตัวอยู่เหมือนกัน แต่ผมยังเชื่อว่า
ไม่มีอะไรที่เกินความพยายามดอกครับ ลองลงมือทำดูเถิด เพราะถ้าไม่เริ่มที่พ่อแม่หรือครู
เราจะเริ่มที่ไหน และหากปล่อยไว้จนเกิดความขัดแย้งมากขึ้นก็จะนำไปสู่ปัญหาอื่น
เช่น ลูกไม่ยอมเรียนหนังสือ ไม่ยอมกลับบ้าน และบางรายอาจจะ 'กบฏ'
โดยทำอะไรบางอย่างที่พ่อแม่อาจจะเสียใจไปอีกนานก็ได้ ผมได้เห็นมาแล้วในเรื่องนี้
ผมคิดว่ากระแสจากสิ่งรุมเร้าต่างๆ ในสังคมมีมากมาย โดยเฉพาะสิ่งรุมเร้าไปในทางอบายมุข
เพราะฉะนั้นถ้าช่องว่างระหว่างวัยภายในครอบครัวและภายในโรงเรียนไม่ห่างจนกินไป
ผู้ใหญ่อาจมีลู่ทางช่วยประคับประคองชีวิตและอนาคตของเด็กๆ ได้มากทีเดียว
หากเราต้องการให้ระบบครอบครัวมีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น เราอยากให้สังคมเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น
เราคงเลี่ยงไม่ได้ละครับว่าเราจะต้องหาทางขจัดช่องว่างระหว่างวัยให้แคบลง
...คงต้องเป็นภารกิจความรับผิดชอบของ พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ ในสังคมเราแหละครับ
(update 24 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 พฤษภาคม 2547 ]
|