ลูกจะ mature ได้ยังไง ถ้าแม่ไม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
คุณเคยกรี๊ดใส่ลูกด้วยความโกรธบ้างไหมคะ
สำหรับดิฉันแล้ว ต้องขอสารภาพตามตรงว่า
เคยแล้ว หมู่นี้วันละหลายหนด้วยสิ
ก็เจ้าลูกชายตัวดี ไม่รู้จะอะไรกันหนักหนา บางทีแค่หาว็อกเกิ้ลไม่เจอก็มาอารมณ์เสียใส่เราแล้ว
ทำอย่างกับว่าเป็นความผิดของเรางั้นล่ะ ตัวเองเก็บไว้ที่ไหนยังไงใครจะไปรู้ด้วย พอถามกลับเข้าหน่อย
ก็พานมากระฟัดกระเฟียดโกรธขึ้งใส่เราซะอีก
เผลอๆ มีระบายอารมณ์ใส่ข้าวของใกล้ตัว
เดาใจเดาอารมณ์เขายากค่ะวัยนี้ วันไหนอารมณ์ดีก็ดีใจหาย แต่วันไหนนึกจะโกรธแม่ขึ้นมา
ก็โกรธเอาซะดื้อๆ อย่างนั้นล่ะ เหมือนอย่างวันก่อน เห็นเขานอนดูทีวีอยู่ เราแค่ถามตามประสาว่า
"ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ" แค่นั้นล่ะ แมงบึ้งขึ้นหน้าเชียว เสร็จแล้วไม่พูดไม่จา
พ่อเจ้าประคุณก็เดินเข้าห้องปิดประตู ปั้ง
โกรธค่ะ
เลยต้องมีรายการ ปะ ฉะ ดะ
ระหว่างสองเราแม่ลูกบ่อยๆ ผลปรากฏว่า
น้ำตาตกด้วยกันทั้งคู่
แล้วแทนที่คุณพ่อจะช่วยกันปราบเจ้าลูกจอมเฮี้ยวให้อยู่หมัด ดันปล่อยให้เราเป็นบ้าอยู่คนเดียว
ปลีกวิเวกไปสบายใจเฉิบเสียที่มุมอื่นของบ้าน ดีนะว่านี่ยังไม่หนีไปมุมอื่นนอกบ้าน บอกเล่าให้เขาฟัง
เขาก็ไม่ฟังหรอกค่ะ บอกว่าดิฉันทำไมยิ่งแก่ยิ่งดุ แล้วตัวเขากับลูกก็ช่างแสนดีเข้าอกเข้าใจกันเหลือเกิน
บ่อยเข้าเลยต้องมานั่งทำใจเย็น นึกดูว่ามันเป็นอะไรกันเนี่ย
แล้วไม่ช้าก็เกิดพุทธิปัญญาว่าที่ 'บ้านป่วน' อย่างนี้เพราะอารมณ์โกรธตัวเดียวแท้ๆ เป็นต้นเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของลูกหรืออารมณ์ของเรานั่นแหละ ยิ่งเอาความโกรธเข้าสู้กัน
ยิ่งต่างคนต่างแพ้ ไม่มีอะไรดีขึ้น
แล้วก็ขำตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ทะเลาะกับเด็ก เด็กยังไงก็ยังเป็นเด็ก
แม้ลูกจะตัวโตกว่าปีก่อนมากแค่ไหน ยังไงหัวใจก็ยังเป็นเด็กชายอยู่นั่นเอง
จะไปโกรธเกรี้ยวตอบก็ใช่ที่ มีแต่จะพานให้เสียเรื่องกันไปใหญ่ นึกดูอีกที
พฤติกรรมน่ารักของเขาก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน แต่ก็เหมือนกรรมบังตาไม่เห็น
ดันไปเห็นแต่ที่ไม่ดี ไม่น่ารัก
คิดได้แบบนี้ ค่อยสบายใจ และใจเย็นลงได้บ้าง
แล้วก็นึกถึงคำสามี ว่าเรายิ่งแก่ยิ่งดุ
เห็นจะจริง ก็อายุมากขึ้น มันก็เหนื่อยล้าง่ายขึ้น
ไหนจะงานราษฎร์ งานหลวง เห็นอะไรไม่เข้าที่เข้าทางมันก็หงุดหงิดไปหมดละ
ว่าไปแล้วเห็นจะต้องจัดการกับตัวเองเสียก่อนกระมัง ก่อนจะไปจัดการแก้ปัญหาคนอื่น
จัดการตัวเองไม่ง่ายก็จริง แต่เป็นสิ่งที่เราทำได้เลย แล้วก็เท่ากับแก้ปัญหาไปได้เปลาะหนึ่ง
แทนที่จะปล่อยตัวเองกับความโกรธ ดิฉันก็เปลี่ยนมา
น้อมรับความโกรธด้วยปัญญาและความรัก
อันนี้ไม่ใช่พุทธิปัญญาของดิฉันเองหรอกค่ะ แต่อาศัยฟังจากคนที่ปฏิบัติธรรมมาอีกทีหนึ่ง
ลองปฏิบัติเองก่อนแล้วค่อยไปสอนลูก
ฝึกสติแบบง่ายๆ เพื่อสลายความโกรธ
เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่ากำลังโกรธ ให้ทำดังนี้ค่ะ
- หยุดทำทุกสิ่งทุกอย่าง
- แล้วพาตัวเองออกมาจากเรื่องที่ทำให้รู้สึกโกรธ
หรือเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเลย
- จากนั้น กลับมาที่ลมหายใจเข้า-ออก ของตัวเอง หรืออาจจะใช้วิธี
เดินไปเดินมา จนรู้สึกว่าความโกรธค่อยๆ ลดลง
- ระหว่างนั้นก็ คิดหาสาเหตุ ว่าที่โกรธๆ เพราะอะไร
เกิดจากตัวเราหรือเพราะคนอื่น
- ยอมรับ และ ทำความเข้าใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำทุกขั้นตอนได้ทันที เรื่องอย่างนี้ต้องฝึกค่ะ
แต่อย่างน้อยที่สุดให้พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้าก่อน ก็ช่วยได้มากแล้ว
สอนลูกมีสติ
ดิฉันเคยอ่านบทความที่คุณหมอปราโมทย์ สุคนิชย์ เขียนถึงลักษณะทางอารมณ์ของเด็กวัยนี้ว่า
เด็กวัยนี้ค่อนข้างสับสน แล้วตัวเขาเองก็บอกได้ไม่ชัดเจนนักว่าเขารู้สึกอย่างไร
แถมความรู้สึกยังเปลี่ยนเร็วและรุนแรงอีกด้วย คือวัยนี้ยังควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก
เด็กบางคนอาจรู้สึกเบื่อสิ่งที่มีอยู่และเคยชอบ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าตัวเองต้องการอะไร
อารมณ์ส่วนใหญ่ที่เห็นบ่อยกับวัยนี้ก็คือ วู่วาม หงุดหงิด โกรธ ก้าวร้าว และขี้น้อยใจค่ะ
บางทีผสมปนเปกันวุ่นไปหมด
กับลูกวัยนี้ แม่ต้องมีขันติไว้มากๆ เมตตาให้เยอะๆ อย่าไปถือสา เพราะเขาไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่
รอเวลาให้ลูกอารมณ์สงบ และมีสติกลับคืนมาก่อนค่อยว่ากัน เพราะคนเวลาโกรธน่ะ
หูอื้อตาลายไปหมด ใครพูดใครว่าอะไรไม่รับรู้หรอก
รออารมณ์สงบ แล้วค่อยว่ากันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยให้ข้ามวันข้ามคืนนะคะ
เพราะบรรยากาศการพูดคุยจะขาดหายไป และถ้ายิ่งปล่อยให้นานวันเข้า จนลืมๆ กันไป
ลูกก็จะไม่เรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นก่อให้เกิดอะไรกับคนอื่นบ้าง
และตัวเขาเองก็จัดการกับอารมณ์ตัวเองไม่เป็นสักที
ชวนเขาคุยเลยค่ะ เมื่อเห็นว่าอารมณ์เขาผ่อนคลายลงแล้ว ถามเขาว่าพร้อมที่จะคุยกับเราหรือยัง
แล้วเข้าประเด็นทันที
"แม่รักลูกนะ แต่แม่ก็ไม่เข้าใจว่า แม่ทำอะไรให้ลูกโกรธ" เขาอาจจะปฏิเสธ
เพราะยังสับสนกับอารมณ์ที่แปรปรวนและไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างนั้น
"ลูกมีสิทธิ์ที่จะโกรธแม่หรือใครก็ได้ แต่ลูกต้องมีเหตุผลพอที่จะโกรธด้วย"
ย้ำให้เขารู้ว่าอารมณ์โกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าจะผิดก็มาจากท่าทีที่แสดงออก
อย่างไม่มีเหตุผลของเขามากกว่า
จากนั้นบอกความรู้สึกของเราให้เขาฟัง ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ถ้าการถามเรื่องการบ้านลูกจะทำให้ลูกรู้สึกโกรธ แม่ก็ขอโทษด้วย
แต่แม่ก็รู้สึกโกรธลูกเหมือนกันที่แสดงท่าทีแบบนั้นกับแม่ และยิ่งกว่าความโกรธก็คือ
แม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น"
แสดงสปิริตให้ลูกเห็นว่า แม้เราจะไม่ใช่คนผิด แต่เราก็พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น
แบบนี้จะช่วยให้เขาไม่รู้สึกเสียหน้า และเดินเข้ามาขอโทษเราได้สะดวกใจขึ้น
แล้วใช้ช่วงเวลาแห่งการคืนดีกันนี้ให้คุ้มค่า ชี้ให้เขาเห็นด้วยว่า
ถ้าลูกไปทำแบบนี้กับเพื่อนหรือคนอื่นๆ ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ดีขึ้นได้
เขาก็คงรู้สึกไม่ต่างจากที่เราได้คุยกันเท่าไหร่ จากนั้นก็ให้ลูกฝึกแนวทางการจัดการกับความโกรธ
ที่ยกมาข้างต้นนั่นละค่ะ
หากลูกฝึกสำเร็จ ก็เท่ากับเป็นทางหนึ่งที่เราพัฒนาลูกวัยทีนให้เติบโต mature ทั้งกาย ใจ
และความรู้สึกนึกคิดค่ะ
(update 9 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 90 กันยายน 2546 ]
|