เรียนรู้มนุษย์ผู้ชาย


ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีพี่น้องเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซ้ำตัวเองก็เป็นผู้ชาย แต่ผมกลับไม่ค่อยรู้จักมนุษย์พันธุ์ผู้ชายมากนัก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตก็เรียนรู้ เรื่องความเป็นชาย-หญิงไปตามธรรมชาติของการใช้ชีวิตร่วมกันในหมู่พีน้อง และผมก็มีแต่ลูกสาว จึงไม่ได้เรียนรู้เรื่องเด็กผู้ชายอย่างใกล้ชิดเท่าเด็กผู้หญิง

ด้วยเหตุนี้จึงชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ผู้ชายเป็นพิเศษ นานๆ เข้าก็พอมองเห็นบางประเด็นเกี่ยวกับความเป็นผู้ชายที่น่านำมาเล่าสู่กันฟังประดับสติปัญญาบ้าง ผมมิได้เป็นผู้รู้อะไรนัก ให้ถือเสียว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งก็แล้วกันและถ้าเห็นว่าผมเรียนรู้มาผิดๆ ก็ช่วยกันท้วงติงด้วย จะขอบคุณมากทีเดียว

สิ่งแรกที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์ผู้ชาย คือ ผู้ชายเป็นเพศที่มีความเปราะบางมาก มาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา ผู้ชายจะตายง่ายกว่าผู้หญิงตั้งแต่เริ่มก่อตัวมีชีวิต และแม้แต่เมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว เรียกว่าธรรมชาติมีผลต่อสุขภาพของผู้ชาย ก่อนที่เจ้าตัวจะป้องกันตัวเองได้ ซ้ำน่าเสียใจที่ผู้ชาย 'ทำร้ายตัวเอง' ด้วยการสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามากกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า

ที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่และครูบาอาจารย์ ก็คือ มนุษย์ผู้ชายเป็นพันธุ์ที่แสวงหาสถานะ (status seeker) ก่อนนี้เชื่อกันว่าการแสวงหาสถานะของมนุษย์นั้นเป็นอุปนิสัยเฉพาะบุคคลหรือเป็นเรื่องของวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่ามันเป็นแรงขับทางด้านชีววิทยาของคนเพศชาย ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในระบบประสาท ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนและเคมีในสมอง เป็นแรงขับให้พยายามครอบงำผู้อื่น ทำให้ผู้ชายมีทัศนะต่อเรื่องต่างๆ เบี่ยงเบนมาก และมีผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเอง

แม้ว่าการแสวงหาสถานะมิได้จำกัดอยู่ที่เพศชาย แต่ทว่าเพศชายมีความมุ่งมั่นในเรื่องนี้มากกว่าผู้หญิง ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกช่วงของชีวิต การวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าเด็กผู้ชายมีลักษณะก้าวร้าวมาตั้งแต่ตอนตั้งไข่ มีลักษณะของการแข่งขันในทุกช่วงอายุ และมีลักษณะของการ 'รุก' มากกว่าเด็กหญิงตั้งแต่อายุได้เพียงสิบสามเดือน

เด็กผู้หญิงจะเล่นหรือทำกิจกรรมที่อาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน ในขณะที่เด็กผู้ชายจะสร้างลักษณะข่มผู้อื่นหรือพยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นในแนวตั้งมาตั้งแต่เด็ก เช่น การเป็นหัวโจก เป็นต้น พอถึงวัยรุ่น เด็กผู้ชายจะชอบคุยโม้โอ้อวดตัวเอง ชอบข่มขู่ มีเรื่องมีราวกับคนอื่นมากกว่าเด็กผู้หญิง

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยสนใจเรื่องความแตกต่างทางสังคม แต่กลับให้การสนับสนุนกิจการของกองทัพ และไม่ค่อยแบ่งปันความรู้สึกละเอียดอ่อนกับเพื่อนเพศเดียวกัน นักจิตวิทยา แอน แคมเบลล์ แห่งมหาวิทยาลัยเดอแรม ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า " มนุษย์ผู้ชายมีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะพันธมิตร พวกเขาอาจจะสนับสนุน และแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ก็จะกระทำด้วยความระมัดระวัง"

ในบางสังคมอาจกล่าวว่าคุณลักษณะนี้เป็นสิ่งที่คนเราเรียนรู้เอาเองจากประสบการณ์ชีวิต แต่นักมานุษยวิทยาค้นพบว่าเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในทุกสังคม นักสัตวศาสตร์ก็ยืนยันเช่นกัน นั่นคือ สัตว์เพศผู้มีการแข่งขันกันสูง ลิมชิมแปนซีเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีลักษณะคล้ายมนุษย์มากที่สุด ตัวผู้มีลักษณะชอบข่มตัวอื่นสูง เพื่อต้องการเป็น 'จ่าฝูง' การเป็นจ่าฝูงหมายถึงว่ามีทั้งอำนาจ ในการควบคุมสมาชิกในฝูง ขณะเดียวกันก็ได้อภิสิทธิ์ต่างๆ มากกว่า เช่น สามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียในฝูงได้หลายตัว เป็นต้น ตัวผู้ก็เลยจำเป็นต้องต่อสู้แย่งชิงกัน มิฉะนั้นมันอาจจะไม่มีตัวเมียให้สืบพันธุ์ก็ได้

มนุษย์ผู้ชายก็ทำนองเดียวกัน กล่าวกันว่านักรบเจงกีสข่านมีลูกรวมกันแล้วประมาณสองหมื่นคน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันเชื่อกันว่า ยังมี 'สายพันธุ์' ของเจงกีสข่านหลงเหลืออยู่ถึงร้อยละแปด ในดินแดนที่เขาเคยครอบครองซึ่งกินอาณาเขตตั้งแต่ยุโรปตะวันออกมาจนถึงเกาหลี ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ผู้ชายอีกหลายร้อยหลายพันคนคงตายเปล่าโดยไม่มีคู่ หรือลูกหลานไว้สืบเผ่าพันธุ์แน่นอน

เจมส์ โอ นีล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การที่ผู้ชายแสวงหา ดิ้นรน เพื่อให้ได้มีสถานะทางสังคม ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ หรือมีอำนาจมากๆ เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของความเป็นผู้ชาย ยิ่งมีสถานะสูง มีอำนาจมาก มนุษย์ผู้ชายก็มีโอกาสเสพสุขทางเพศมากขึ้นด้วย

น่าสนใจไม่น้อยที่นักวิจัยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยในห้องทดลอง หรือการวิจัยในท้องถิ่น หรือแม้แต่การวิจัยข้ามชาติ ก็ค้นพบคล้ายๆ กันว่ามนุษย์ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะนิยมชมชอบผู้ชายที่มีอำนาจ ฐานะทางสังคมสูง หรือมีศักยภาพที่จะเป็นใหญ่เป็นโตได้เสียด้วย เมื่อเทียบกับรูปร่างหน้าตาความหล่อแล้ว พบว่าสู่การมีทรัพย์และมีอำนาจไม่ได้เลย จึงดูเหมือนว่าใครๆ ก็ต้องการอำนาจ และการไร้ซึ่งอำนาจวาสนาเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา

ในทางการแพทย์ค้นพบว่าความซึมเศร้าของมนุษย์พันธุ์ผู้ชายมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านอำนาจ ความสำเร็จ และการแข่งขันค่อนข้างมาก เช่นเมื่อผู้ชายเกิดตกงานอย่างกะทันหัน เขาจะรู้สึกสิ้นหวังเอามากๆ ทีเดียว อาจทำให้เกิดปัญหาครอบครัวและสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โรเบิร์ต ชาโปลสกี้ กล่าวว่า " การตกอยู่ในสภาวะตกต่ำทางด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคได้สารพัด"

ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังก็ด้วยมุ่งหวังว่า พ่อแม่ที่มีลูกชายก็ดี ครูบาอาจารย์ที่สอนเด็กนักเรียนชายก็ดี หรือผู้คนในสังคมที่พบเห็นพฤติกรรมบางอย่างของเด็กหรือเยาวชนเพศชาย จะได้เข้าใจเขามากขึ้น และเมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้ช่วยกันจัด 'พื้นที่' ให้พวกเขาได้แสดงพลังของแรงขับภายในดังกล่าวในทางบวก หากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง เราอาจใช้วิธีการบังคับบ้าง ลงโทษบ้าง หรือไม่ก็ประณาม นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังทำให้ปัญหาสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก ผมไม่แน่ใจว่า การที่นักเรียนผู้ชายยกพวกตีกันดังที่เป็นข่าวฉาวอยู่ในปัจจุบัน พวก 'ผู้ใหญ่' ทั้งหลายมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน จริงอยู่พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ดี แต่สาเหตุลึกๆ ของการแสดงพฤติกรรมแบบนั้นเป็นเพราะพวกเขามี 'สมองน้อยกว่าควาย'…จริงหรือ ?

แม้แต่ในเด็กเล็ก ถ้าครูและพ่อแม่เข้าใจในธรรมชาติทางจิตวิทยาและชีววิทยาของเด็กผู้ชาย ก็จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อทำให้พวกเขาเติบโตอย่างมีความสุขดังที่เราอยากเห็น และควรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าการมีอำนาจหรือมีสถานะสุขอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเราดำรงตนอย่างมีความสุขโดยแท้จริง จากการศึกษาวิจัยพบว่า ลิงดำรงตนเป็น 'จ่าฝูง' ได้ยาวนานนั้น มักจะเป็นจ่าฝูงที่ชอบจุมพิตลูกลิงตัวเล็กๆ เป็นประจำ และยกย่องให้เกียรติ มีการแบ่งปันให้ตัวอื่นด้วย

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือคนเราจะดำรงอยู่ในฐานะผู้นำกลุ่มได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกกลุ่มให้การยอมรับในทุกด้าน มิใช่ด้านอำนาจและตำแหน่งอย่างเดียว นักจิตวิทยากล่าวว่า "ถ้าคุณใช้อำนาจในทางที่ผิด คุณกำลังอยู่ในกระบวนการที่จะสูญเสียอำนาจนั้น" และที่น่าเศร้าก็คือมนุษย์พันธุ์ผู้ชายจำนวนมาก ที่มีอำนาจยังมิได้เรียนรู้บทเรียนและสัจธรรมข้อนี้

ก็คงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของพ่อแม่ ครูอาจารย์แหละครับ ที่ต้องช่วยกันฟูมฟักมนุษย์พันธุ์ผู้ชายให้เป็นมนุษย์ที่มีความสุข เพราะนี่อาจเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลกนี้อย่างถาวร

…มันจะเป็นเพียงความหวัง หรือเป็นจริงได้ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา จริงไหมครับ ?


(update 17 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600