เมื่อต้นปีมีข่าวรัฐบาลพยายามจัดเคอร์ฟิวส์เด็ก ห้ามเด็กออกจากบ้านในยามวิกาลโดยไม่มีผู้ปกครอง
โดยคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยผู้ปกครองเลี้ยงดูลูกหลานได้ง่ายขึ้น
แม้ว่ารัฐจะหวังดี คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านเห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่ก็ควรท่องไว้นะครับว่า
เคอร์ฟิวส์เด็กเป็นเพียงการควบคุมจากภายนอก ที่พวกเราควรจะคาดหวังมากกว่า
คือให้เด็กสามารถควบคุมตนเองจากภายใน
แม้ว่าวัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีพลังล้นเหลืออย่างไร ทั้งกำลังกาย พลังสมอง ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเสรีภาพ
แต่อย่างไรๆ พวกเขาก็ต้องมีขอบเขต ขอบเขตนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยขีด วัยรุ่นต้องพยายามที่จะไม่ล้ำเส้น
ด้วยการควบคุมตนเองจากภายใน
...ที่มักไม่ทราบกันคือตรงนี้แหละครับ
คือคุณพ่อคุณแม่มักไม่ทราบว่าตนเองมีหน้าที่ขีดเส้นบางเส้นมิให้วัยรุ่นข้าม ข้ออ้างหรือข้อหวั่นเกรงที่มักจะเป็นกันคือ
ไม่กล้าขีดเส้นเพราะกลัวลูกเสียสุขภาพจิต
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องวัยรุ่นต้องควบคุมตนเองจากภายในให้ได้ เรื่องนี้ผมเคยพูดถึงแล้วก็ขอย้ำอีกครั้ง
วัยรุ่นที่ควบคุมตนเองได้จะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเอง เสริมแรงให้เขาประกอบกิจกรรมต่างๆ นานา
ประสบความสำเร็จ เสริมสร้างความภาคภูมิใจมากขึ้นไปอีก
ส่วนวัยรุ่นที่ควบคุมตนเองไม่ได้ มักลงเอยด้วยอารมณ์เศร้า ขาดความเชื่อมั่น ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง
และตำหนิตนเองที่ไร้ความสามารถทำตนให้อยู่กับร่องกับรอยเหมือนคนอื่นเขา
กลับมาที่เรื่องคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ขีดเส้นเพื่อกำหนดขอบเขตให้ลูกวัยรุ่น
เรื่องนี้ผมเคยเขียนถึงเช่นกัน ทบทวนสั้นๆ ว่าวัยรุ่นแต่ละคนไม่เหมือนกัน และยอมรับการกำหนดขอบเขต
ระเบียบวินัย หรือข้อห้ามได้มากน้อยต่างกัน บางคนรับกฎระเบียบในบ้านได้หลายสิบข้อโดยไม่บ้าไปเสียก่อน
แต่บางคนรับได้น้อยมากก็แหกกฎแล้ว
จึงเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ใกล้ชิดลูกนั่นแหละครับที่จะรู้ได้ว่าเราควรกำหนดขอบเขตให้ลูกได้มากน้อยเพียงใด
อะไรปล่อยได้เราปล่อย เพื่อแลกกับอะไรที่ปล่อยไม่ได้ เราจะไม่ปล่อยเป็นอันขาด
อะไรที่ปล่อยไม่ได้เด็ดขาดนี่ก็ยังขึ้นอยู่กับทัศนคติในการเลี้ยงลูกของคุณพ่อคุณแม่อีกนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผมให้หลักกว้างๆ ได้ว่า เราจะไม่ปล่อยลูกกระทำความผิดที่แก้ตัวไม่ได้ เช่นซิ่งรถจนตาย เป็นต้น
และเราจะไม่ปล่อยให้ลูกรบกวนผู้อื่น เช่นซิ่งรถจนผู้อื่นตาย เป็นต้น
เลี้ยงหมาพันธุ์ดุต้องการผู้เลี้ยงที่มีความรับผิดชอบสูงอย่างไร
เลี้ยงวัยรุ่นพันธุ์หมาบ้าก็ต้องการคุณพ่อคุณแม่ที่มีความรับผิดชอบสูงเช่นกัน
คำกล่าวอ้างของคุณพ่อคุณแม่ที่ปล่อยปละละเลยลูกๆ ว่า กลัวเขาเสียสุขภาพจิตจึงไม่อยากห้ามปรามอะไรเขามาก
ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดมาก
เป็นความเข้าใจผิดที่ลึกซึ้งและแผ่วงกว้างจนงง ต้องกลับไปเปิดตำราใหม่ รวมทั้งถามอาจารย์อาวุโสสองสามท่านว่ายังไง
ที่แท้แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรให้เสรีภาพแก่ลูกๆ มากน้อยเพียงใด
คำตอบยังเป็นอย่างที่ผมเขียนมาทั้งหมดครับ นั่นคือต้องขีดเส้นบ้าง ช่วยให้เขาสามารถควบคุมตนเองจากภายในจิตใจของเขาเอง
จะทำให้เขารักตนเองและควบคุมตนเองได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ทำให้เสียสุขภาพจิตแต่กลับทำให้เป็นคนสุขภาพจิตดีในที่สุด
แต่การกำหนดขอบเขตเหล่านี้ ต้องทำกันตั้งแต่วัยเด็กเล็กจึงจะได้ผล ถึงวัยรุ่นก็สายเสียแล้ว
เรื่องจึงวนกลับมาที่ในบ้านและวัยเด็กเล็ก การสร้างวินัยในใจของวัยรุ่นนั้นเริ่มที่บ้าน
และเริ่มตั้งแต่เด็กกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมคือวินัยในการทำการบ้านและทำงานบ้าน
ชีวิตของเด็กเล็กก็มีเพียงสองอย่างไม่ใช่หรือครับ ทำการบ้านและดูหนัง บางบ้านอาจจะเป็นทำการบ้านและเล่นเกม
ที่คุณพ่อคุณแม่ควรแก้ไขรีบด่วนคือทำการบ้านและทำงานบ้าน
มิใช่คิดว่าเด็กเรียนมากเครียดแล้วบังคับเขาทำงานบ้านอีกกลัวจะเสียสุขภาพจิต
ปล่อยให้เขาดูการ์ตูนเล่นเกมไปเรื่อยๆ เถอะนะ จะได้คลายเครียดเอาแรงไปเรียนและทำการบ้านเก่งๆ ต่อ
การแบ่งงานบ้านให้ลูกๆ ทำ จะช่วยให้เขารู้จักรับผิดชอบชีวิตตนเอง รับผิดชอบส่วนรวมคือบ้าน
นำไปสู่ความสามารถในการควบคุมตนเองเมื่อโตขึ้น และรู้จักเกรงใจสังคมส่วนรวมเมื่อเป็นวัยรุ่น
ประเด็นปัญหาที่พบบ่อยคือให้ทำก็ไม่ทำ เรียกให้ทำก็ไม่ทำ จนคล้ายๆ เด็กๆ บ้านเราจะหูตึงกันทั้งประเทศ
บางคนว่าทำเป็นหูทวนลม
ผมคิดว่าเด็กๆ เขามิได้หูทวนลมหรอกครับ หูทวนลมแปลว่าได้ยินแล้วไม่สนใจ
แต่ผมคิดว่าพวกเขาหูตึงจริงๆ คือ ไม่ได้ยินเอาเสียเลยมากกว่า
เวลาคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกทำอะไรจึงต้องเข้าใจและเอาชนะภาวะหูตึงของเขา การตะโกนให้ลูกทำอะไร
ขอให้รู้ว่าไม่สำเร็จ มักลงเอยด้วยพวกเขาไม่ทำ แล้วเป็นอารมณ์กันเสียเปล่าๆ
การสั่งงานบ้านให้เด็กๆ ทำนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องสละเวลาสักนิดเข้าไปในระยะประชิด หากจำเป็นก็ต้องแตะตัว
หากเจ้านี่หูตึงมากอาจจะต้องจับแก้มเขาเบาๆ หันหน้ามาสบตาอันแสนอ่อนหวานของเรา แล้วสั่งให้ไปซักรองเท้า
สั่งให้ชัดว่าจะให้เขาทำอะไร และสั่งให้ชัดว่าเขาต้องทำเมื่อไร อย่าสั่งงานมั่วๆ เช่นช่วยทำความสะอาดบ้านหน่อย (ทำตรงไหนวะ)
และอย่าสั่งลอยๆ โดยไม่กำหนดเวลา (เดี๋ยวทำแน่) มิฉะนั้นจะผิดหวัง
หากเป็นการสั่งงานจำนวนมากแล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องออกจากบ้านไป เช่นช่วงปิดเทอม
ขอให้รู้ว่าสมองของพวกลูกๆ มันมีน้อยในเรื่องการทำงาน อาจจะมีมากเวลาเล่นเกม แต่มันมีน้อยแน่ๆ ตอนรับคำสั่งงาน
เพราะฉะนั้น อาจจะใช้วิธีเขียนงานบ้านเป็นรายข้อลงในกระดาษเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถทำตามคำสั่งได้ครบทุกข้อ
แล้วจะพบว่าพวกเขาสนุกกับงานบ้านมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเมื่อพวกเขาทำเสร็จหนึ่งอย่างก็สามารถขีดทิ้งได้หนึ่งข้อ
เป็นรูปธรรมของความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตเลยทีเดียว
จะเห็นว่าเริ่มจากเคอร์ฟิวส์เด็กมาจบที่งานบ้านในบ้านของเราจนได้ ทุกเรื่องในสังคมก็แบบนี้แหละครับ...
...เริ่มที่บ้าน
(update 12 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กรกฎาคม 2547 ]
|