ในยุคสมัยที่ผู้คนทั้งโลกกำลังกล่าวขวัญและตอกย้ำกันถึงความสำคัญของความรู้ (Knowledge)
หากมีการพูดถึงความไม่รู้ (Ignorance) ผู้คนส่วนมากรับกันไม่ได้เลยทีเดียว
เพราะทุกคนอยากให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ที่รอบรู้ ไม่เชื่อก็ขอให้สังเกตดูดีๆ เถิด
ไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการหรือในวงประชุมทางวิชาการ หรือแม้แต่การโต้ตอบกันในรัฐสภา
เราจะเห็นว่าทุกคนต้องการแสดงให้ผู้อื่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้รู้ดี มีการโต้แย้งกัน
เพื่อเอาชนะคะคานกันด้วย 'ความรู้' ที่อ้างว่าตนเองมีมากกว่าคนอื่นๆ
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจมากทีเดียว ผมคิดว่าในเกือบทุกสังคมมีระบบคุณค่าที่ยกย่องผู้ที่มี
ความรู้ มากกว่าผู้ที่มีความไม่รู้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระบบคุณค่านี้มีรากเหง้ามาจากไหน
แต่สำหรับสังคมไทย รากฐานน่าจะมาจากพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ทั้งหมดก็บางส่วน
เพราะในทางพุทธศาสนานั้น 'ความไม่รู้' เรียกว่า อวิชชา แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Ignorance เหมือนกัน
ความไม่รู้ หรือ อวิชชา ในทางพุทธศาสนาได้จัดไว้ในกลุ่มเดียวกับ โทสะ (Anger) และ โลภะ (Greed)
ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ ทางพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์และต้องพยายามขจัดให้หมดสิ้นไป
ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ ถ้าภายในตัวเรามีทั้งสามสิ่งนี้อยู่อย่างแน่นหนา
โอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากทุกข์นั้นอย่าพึงหมาย พุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญกับการขจัด
ความไม่รู้ หรือ อวิชชา และเครื่องมือในการขจัด ความไม่รู้ ก็คือ สิกขา หรือ การศึกษา นั่นเอง
เพราะฉะนั้นผมจึงคิดเอาว่าอิทธิพลหรือรากเหง้าของฐานคิดเรื่องการยกย่อง 'ผู้มีความรู้'
และรังเกียจ 'ผู้มีความไม่รู้' น่าจะมาจากพุทธศาสนา
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ความไม่รู้ ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด ความไม่รู้
เป็นเรื่องปกติของทุกคน และยากที่จะขจัดให้หมดสิ้นไปได้
ผมคิดถึงตัวเองว่าอันที่จริงก็เล่าเรียนและผ่านโลกมามากพอสมควร
แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากมายมหาศาล ฉะนั้น ใครจะกล่าวว่าผมเป็นคนที่มี ความไม่รู้
ผมก็ยอมรับได้ ไม่คับข้องใจอะไร
แต่ที่ออกจะแปลกใจมาก
มีคนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่พอใครมาตราหน้าว่าเป็นคนมีความไม่รู้
ก็โกรธและรับไม่ได้
คนที่ชอบแสดงตัวว่าเป็นผู้มีความรู้ทั้งๆ ที่จริงก็มิได้รู้อะไรมากนัก คนๆ นั้นก็คือที่มีความไม่รู้ 'ตัวจริง' นั่นเอง
แม้ความไม่รู้อาจจะเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่คนที่ไม่รู้ตัวว่ามีความไม่รู้ กลับเป็นปัญหายิ่งกว่าหลายเท่านัก
ผมมีประสบการณ์สอนหนังสือมาหลายปีในเกือบทุกระดับการศึกษาและได้รับเชิญไปบรรยายหลากหลายที่
ได้เห็นอยู่ตลอดมาว่า คนเกือบทั้งหมดไม่ต้องการเป็นคนมีความไม่รู้ ดังจะเห็นได้จาก
การที่ไม่ค่อยมีคนถามคำถามหลังเสร็จสิ้นคำบรรยาย เมื่อถามว่าผู้ใดมีคำถามอะไรบ้างไหม
เกือบจะร้อยทั้งร้อยไม่มีคำถาม แต่เมื่อออกจากห้องบรรยายแล้วมักจะมีคนเข้ามาถามคำถาม
ที่สามารถถามได้ในห้องบ่อยๆ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ผู้คนไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตนเป็นคนมีความไม่รู้
ยิ่งใครเกิดกล่าวว่าอย่างแรงๆ ว่าเป็น "คนโง่" ด้วยแล้ว รับรองได้ว่าโกรธกันจนตายแบบไม่เผาผีกันเลยทีเดียว
ผมคิดว่า การยอมรับว่าเราเป็นคนมี ความไม่รู้ เป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชมมากกว่าการแสดงตนว่าเป็นคนมีความรู้
โดยเฉพาะกรณีที่ไม่รู้จริง ก็เพราะว่า การยอมรับว่าเราเป็นคนมีความไม่รู้จะเปิดโอกาสให้เราได้ตั้งคำถามต่างๆ
ได้มากมาย และเปิดโอกาสให้เรามีความคิดเชิงสร้างสรรค์ได้มากกว่าด้วย เพราะไม่ติดอยู่กับความรู้แบบเดิมๆ
เราต้องยอมรับความจริงว่า ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
องค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทุกๆ วัน ความรู้ที่เราคิดว่าเรามีอยู่นั้นอาจจะเป็นความไม่รู้ก็ได้
และความรู้ในอดีตนั้นหลายอย่างมันใช้ไม่ได้สำหรับอนาคต เพราะฉะนั้นเราทุกคน
ล้วนแต่มีความไม่รู้อยู่มากพอสมควร หลายคนอาจไม่รู้ตัว เลยแสดงอาการเชยๆ ออกมาให้เห็นบ่อยๆ
ทั้งพ่อแม่และครู อาจารย์ ต้องหาทางช่วยให้ลูกหลานเราได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้
อย่าได้รังเกียจความไม่รู้ ไม่ต้องรู้สึกละอาย เพราะจะยิ่งเป็นการเก็บความไม่รู้ไว้มากขึ้น
และไม่จำเพาะแต่ลูกเล็กเด็กน้อยเท่านั้นที่ต้องตระหนัก ตัวผู้ใหญ่เองก็ต้องพึงตระหนัก
ทั้งพ่อแม่ ครู อาจารย์ด้วย การที่เชื่อมั่นว่าเราเป็นผู้มีความรู้นั้น จะทำให้เราไม่ได้ความรู้ใหม่เพิ่ม
นานๆ เข้าก็จะกลายเป็นผู้มีความไม่รู้เสียเอง
ความไม่รู้นี้เป็นสิ่งที่ขจัดได้ไม่หมดก็จริง แต่สิ่งสำคัญต้องขจัด ความไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่าเราเป็นผู้มีความไม่รู้
ด้วยการยอมรับ ว่าเราเป็นผู้ มีความไม่รู้ เมื่อยอมรับแล้วโอกาสที่เราจะได้รับความรู้มีมากขึ้นในทันที
ดีกว่าการแสดงตัวว่าเป็นผู้มีความรู้
ผมมีคนรู้จักบางคนที่ชอบแสดงตัวว่ารู้ไปทุกเรื่อง รู้มากกว่าคนอื่นเสียด้วย
ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรเป็นต้องแสดงอาการอวดรู้ทุกทีไป ปรากฏว่าคนๆ นี้ถูกนินทาลับหลังกันอย่างสนุกสนาน
และทุกคนลงความเห็นว่าเป็นผู้มีความไม่รู้ตัวจริง น่าสงสารก็ตรงที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวเอาเลย
ยังเที่ยวแสดง ความไม่รู้ ต่อไป
น่าสงสารนัก
ความไม่รู้มีอยู่มากมายนัก จะให้เรารู้ทุกอย่างย่อมเป็นไปไม่ได้ คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนมีความรู้นั้น
แท้ที่จริงก็ยังมีความไม่รู้ในเรื่องอื่นๆ อีกมาก และเรื่องที่ไม่รู้นั้นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากๆ อะไรนักหนา
เป็นแต่เพียงว่ามันยังไม่รู้เท่านั้นเอง
อย่างผมเองคิดว่าตัวเองมีความรู้หลายเรื่อง เรียนหนังสือในระบบโรงเรียนมามาก
ได้รับปริญญาสองสามใบ แต่ถ้าถามว่าผมมีความรู้เรื่องการทำนาไหม คำตอบก็คือไม่รู้
หรือ ถามว่าผมมีความรู้เรื่องการกรีดยาพาราไหม คำตอบก็คือ ผมไม่มีความรู้
เห็นไหมครับ คนที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ มีความไม่รู้ อีกพะเรอเกวียน
ถ้าถามต่อว่าแล้วในช่วงชีวิตที่เหลือ ผมมีทางพัฒนาจนให้เป็นผู้มีความรู้ทุกเรื่องเพื่อขจัดความไม่รู้ได้ไหม
ตอบได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า
เป็นไปไม่ได้
ผมยอมรับว่าผมเป็นคนมีความไม่รู้ และยินดีจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น
และยังยืนยันว่าจะเป็นผู้ที่มีความไม่รู้อยู่ตลอดไป
พูดถึงความไม่รู้นี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยุคนี้ ยุคที่มีผู้นำประเทศเป็นผู้มีความรู้ในทุกเรื่อง
และมีความรู้มากกว่าคนอื่นหมด
ใครเกิดทะเล่อทะล่าออกมาแสดงความคิดความเห็น หรือแม้แต่ ความรู้ ในเรื่องที่ขัดหูขัดใจท่านผู้นำ
ก็เป็นอันถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีความไม่รู้ทุกที จนผู้คนจำนวนมากกลายเป็นผู้มีความไม่รู้ไปเสียแล้ว
นี่ต้องถือเป็นคุณูปการของท่านผู้นำเลยทีเดียว เพราะจะช่วยให้คนเหล่านั้นยอมรับว่าเป็นผู้มีความไม่รู้
และจะได้พยายามพัฒนาจนให้เป็นผู้มีความรู้ต่อไป
ถึงตอนนั้นเราคงจะได้คนไทยที่มี ความไม่รู้ ลดน้อยลงไป แม้จะไม่หมดสิ้นเหมือนกับพวกคนจน
ที่จะหมดไปจากสังคมไทยภายในหกปีนับจากนี้ก็ตาม
ไชโย!!
(update 13 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 มีนาคม 2547 ]
|