ภาพวัยรุ่นย้อมหัวสีประกายเหลือง แสด แดง ม่วง แต่งตัวหลุดโลก ดิ้นเย้วๆ
ดื่มเหล้าเมาเบียร์อยู่แถวผับ ผู้ใหญ่มองว่าไร้ระเบียบ จนต้องทำการจัดระเบียบกันใหญ่
รวมทั้งกำชับพ่อแม่ให้ดูแลกวดขันลูก อย่าปล่อยลูกมากนัก
ฟังดูง่ายนะคะ ที่บอกว่าอย่าปล่อยลูกมากนัก
พ่อแม่หลายคนบอกว่า " ชั้นไม่ได้ปล่อยซะหน่อย แต่ชั้นเอามันไม่อยู่ต่างหาก"
มองเห็นใช่ไหมคะว่า อาการเอาไม่อยู่นั้นเป็นอย่างไร ก็คือพ่อแม่ไม่สามารถเอ่ยปากว่ากล่าวตักเตือน
ตักเตือนมากๆ เข้าก็ต่อต้านเอาซะด้วย จนพ่อแม่นึกเสียใจโทษตัวเองว่าให้อิสระลูกมากไปจนเหลิง
ฟังเรื่องนี้ พ่อแม่ไล้ลี่ คงบอกว่า ไม่ใช่ลูกฉันแน่ เลี้ยงดูใกล้ชิดออกปานนี้ มีหรือจะเอากันไม่อยู่
หรือที่ลูกยังอยู่ในวัยประถมฯ ก็รู้สึกว่ายังเป็นเรื่องไกลตัวนัก
เรื่องนี้มีสองมุมให้มองค่ะ
มุมแรก เรื่องนี้ไม่ไกลตัวเลย ถ้าลูกอยู่ในวัยพรีทีนแล้วยังไม่เคยถูกสอนให้แยกแยะผิด-ชอบ ชั่ว-ดี
อะไรเหมาะ-ไม่เหมาะ จะด้วยพ่อแม่ไม่มีเวลาหรือกลัวลูกบังเกิดเกล้าก็ตาม
ขอบอกว่าเสี่ยงที่จะเอาลูกไม่อยู่ในช่วงวัยรุ่น
อีกมุม วัยรุ่นทำตัวหลุดโลกเป็นแค่ประกาศอิสรภาพว่า "ฉันหลุดพ้นอ้อมอกพ่อแม่แล้วนะ"
เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของวัยที่คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ บอกว่า เป็นการ 'ลอกคราบ'
จากเด็กเล็กสู่วัยรุ่น อวดตัวตนภายในให้ปรากฏ อยากจะแสดง ทำอย่างที่ตัวเองคิด ฝัน
แยกตัวเองออกจากพ่อแม่และครอบครัว
เป็นเรื่องปกติตามวัย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า จะทำอย่างไรให้การแยกตัวเป็นอิสระจากพ่อแม่
เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ถึงขนาดเอากันไม่อยู่
จากสองมุมมองนี้ ต้องการการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนที่พ่อแม่ยังพอทำได้
ตอนที่ลูกยังเกาะอยู่ข้างๆ ยังคุยกับพ่อแม่รู้เรื่อง
ก็ในวัยพรีทีนนี่ไงคะ 9-12 ปีนี่ละ
แต่บอกก่อนว่า ช่วงวันเวลาที่ลูกก้าวผ่านวัยเด็กเล็กสู่วัยรุ่นนั้นรวดเร็วมากนะคะ
เผลอไผลไม่ใส่ใจนิดเดียว เขาอาจโตไม่สมวัย ไม่เป็นลูกแหง่ขาดความมั่นใจเมื่ออยู่นอกบ้าน
ก็จะเป็นไปในลักษณะ 'เอาไม่อยู่' แบบที่ว่าล่ะค่ะ
ดังนั้น เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับ 'อิสระ' ในวัยอิสระเราจึงต้องฝึกลูกให้เป็น 'อิสระ' ทีละน้อยแต่เนิ่นๆ
อิสระแค่ไหนพอ
อิสระไม่ใช่การตามใจนะคะ เอ.เอส.นีล ผู้เขียนหนังสือชื่อ เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ (freedom not license)
กล่าวไว้ว่าเด็กๆ ควรจะได้รับอิสระแต่ต้องมีขอบเขต "การไม่ห้ามปรามเด็กเสียเลย ก็เท่ากับเลี้ยงเด็กให้เสียคน
ไม่มีความสามารถจะเผชิญกับสภาพเป็นจริงในภายหลังได้เลย เด็กประเภทนี้พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
ก็จะคาดหวังให้โลกหยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้"
มีคนถามว่า แล้วแค่ไหน อย่างไรถึงจะไม่เป็นการปิดกั้นความคิด จินตนาการลูก
นีลตอบว่า "เรื่องขอบเขตนี้ไม่อาจวางกฎลงไปให้ชัดเจนได้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง
ว่าเส้นกั้นระหว่างเสรีภาพกับการตามใจอยู่ตรงไหน"
และย้ำว่า "เสรีภาพจะต้องมาจากทั้งสองฝ่าย" ยกตัวอย่างคำถามหนึ่ง พ่อแม่ถามว่า
หากลูกชอบพูดสอดแทรกระหว่างที่ผู้ใหญ่สนทนากัน แต่ก็ไม่อยากดุว่า กลัวจะเป็นการปิดกั้นเด็ก
จะทำอย่างไรดี นีลตอบว่า "เด็กจะต้องมีอิสระที่จะพูดคุยโดยไม่มีใครมาสอดแทรก
และพ่อแม่ก็มีอิสระที่จะพูดคุยโดยไม่ถูกสอดแทรกเช่นกัน" หมายถึงว่าหากปกติคุณเปิดโอกาสให้ลูกพูดคุย
โดยคุณไม่เข้าไปสอดแทรกกลางคัน ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะไม่สอดแทรกระหว่างที่คุณพูดคุยกัน
และคุณมีสิทธิ์ทักท้วงลูกหากลูกพูดสอดแทรกขึ้นมากลางวง
ดังนั้นคำว่า 'อิสระ' ในที่นี้จึงหมายถึงอิสระที่มีขอบเขตเป็นอิสระ
ที่อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักความเหมาะควร ผิดถูก ชั่วดี
ทุกวันนี้พ่อแม่มักจะสับสนว่า แค่ไหนคือขอบเขตที่เหมาะสม แค่ไหนเป็นการปิดกั้นอิสระลูกกันแน่
เมื่อแยกไม่ออกก็มักจะเกิดความสุดโต่ง ถ้าไม่ใช่คุณนายระเบียบที่เคร่งครัด เข้มงวดจนลูกๆ ฝ่อ
ก็เป็นพ่อแม่ที่ตามใจลูกจนลูกเสียคน
เส้นแบ่งที่พอดีระหว่างสองขั้วนี้ไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนอย่างที่นีลกล่าว แต่สำหรับลูกวัยนี้
พอจะแนะได้ว่า 'อิสระ' ที่พ่อแม่ควรมอบให้และฝึกให้ลูกเป็นอย่างนี้ค่ะ
อิสระที่รู้สึกว่าได้รับความไว้วางใจ มอบอิสระให้ลูกได้มีโอกาสคิด ทำ ด้วยตัวเอง
ตัดสินใจด้วยตัวเอง เลือกอย่างที่ตัวเองชอบ เช่น เลือกซื้อเสื้อผ้า เลือกสไตล์การแต่งตัว
(แม้แม่จะไม่ชอบก็ตาม) หรือให้ช่วยเลือกเสื้อผ้าให้คุณแม่ มอบหมายงานที่ยากขึ้น เช่น
ให้ไปจ่ายตลาด ช่วยทำบัญชีรายรับ รายจ่ายของบ้าน ฝึกให้บริหารเงิน
ให้เงินเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนแล้วฝึกให้ลูกทำบัญชีการใช้จ่ายเงิน ช่วยกิจการของบ้าน ฯลฯ
เปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในทุกๆ เรื่อง ร่วมตัดสินใจกับพ่อแม่
อิสระที่มาพร้อมความรับผิดชอบ วัยนี้ควรช่วยเหลือดูแลตัวเองในเรื่องกิจวัตรประจำวัน
อาบน้ำ แต่งตัว หาอาหารรับประทาน เก็บที่นอน จัดห้องได้ด้วยตัวเอง
แต่พ่อแม่ก็อาจยังต้องคอยดูแลให้ทำเป็นเวล่ำเวลา สม่ำเสมอ สอนให้รู้จักวางแผนแบ่งเวลา
ดูแลให้ทำการบ้าน ทบทวนบทเรียน โดยไม่เข้าไปจู้จี้ บังคับ หรือทำให้ แต่คอยกำกับดูแล
ให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ รวมทั้งมอบหมายงานบ้าน งานส่วนรวมที่ลูกต้องทำประจำ เช่น หุงข้าว
กวาด ถูบ้าน ดูแลน้อง ฯลฯ
อิสระอย่างมีขอบเขต อย่างที่ยกตัวอย่างข้างบนว่าพ่อแม่จะต้องพิจารณาดูขอบเขตที่เหมาะสม
ว่าควรให้อิสระลูกแค่ไหน ซึ่งต้องดูความเหมาะควร กาลเทศะ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือความปลอดภัยของตัวลูกเอง
อย่างเช่น ถ้าลูกร้องขอไป-กลับโรงเรียนเอง โดยวัยแล้วน่าจะอนุญาตได้ แต่ต้องดูด้วยว่าระยะทาง
หรือการเดินทางระหว่างบ้าน-โรงเรียนปลอดภัยไหม หรือลูกขอไปเที่ยวกับเพื่อน
ก็ต้องดูว่าเพื่อนของลูกเป็นอย่างไร ลูกรับผิดชอบตัวเองได้ดีแค่ไหน จะไปที่ไหน ปลอดภัยหรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในเรื่องใด พ่อแม่ต้องกำหนดขอบเขตให้ลูกยึดถือปฏิบัติด้วย เช่น
ไปเที่ยวกับเพื่อนได้ แต่ต้องกลับบ้านไม่เกินกี่โมง เป็นต้น
หากเตรียมตัวมาดี เมื่อถึงวัยรุ่น ลูกจะเป็นอิสระอย่างมั่นใจ
เราเองก็มั่นใจที่จะปล่อยเขาให้เป็นอิสระ และไม่ถึงกับ 'เอาไม่อยู่' ให้พ่อแม่ปวดหัวค่ะ
(update 28 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 พฤศจิกายน 2546 ]
|