อิสระ…แค่ไหนดี

ภาพวัยรุ่นย้อมหัวสีประกายเหลือง แสด แดง ม่วง แต่งตัวหลุดโลก ดิ้นเย้วๆ ดื่มเหล้าเมาเบียร์อยู่แถวผับ ผู้ใหญ่มองว่าไร้ระเบียบ จนต้องทำการจัดระเบียบกันใหญ่ รวมทั้งกำชับพ่อแม่ให้ดูแลกวดขันลูก อย่าปล่อยลูกมากนัก
ฟังดูง่ายนะคะ ที่บอกว่าอย่าปล่อยลูกมากนัก
พ่อแม่หลายคนบอกว่า " ชั้นไม่ได้ปล่อยซะหน่อย แต่ชั้นเอามันไม่อยู่ต่างหาก"

มองเห็นใช่ไหมคะว่า อาการเอาไม่อยู่นั้นเป็นอย่างไร ก็คือพ่อแม่ไม่สามารถเอ่ยปากว่ากล่าวตักเตือน ตักเตือนมากๆ เข้าก็ต่อต้านเอาซะด้วย จนพ่อแม่นึกเสียใจโทษตัวเองว่าให้อิสระลูกมากไปจนเหลิง

ฟังเรื่องนี้ พ่อแม่ไล้ลี่ คงบอกว่า ไม่ใช่ลูกฉันแน่ เลี้ยงดูใกล้ชิดออกปานนี้ มีหรือจะเอากันไม่อยู่ หรือที่ลูกยังอยู่ในวัยประถมฯ ก็รู้สึกว่ายังเป็นเรื่องไกลตัวนัก
เรื่องนี้มีสองมุมให้มองค่ะ
มุมแรก เรื่องนี้ไม่ไกลตัวเลย ถ้าลูกอยู่ในวัยพรีทีนแล้วยังไม่เคยถูกสอนให้แยกแยะผิด-ชอบ ชั่ว-ดี อะไรเหมาะ-ไม่เหมาะ จะด้วยพ่อแม่ไม่มีเวลาหรือกลัวลูกบังเกิดเกล้าก็ตาม ขอบอกว่าเสี่ยงที่จะเอาลูกไม่อยู่ในช่วงวัยรุ่น

อีกมุม วัยรุ่นทำตัวหลุดโลกเป็นแค่ประกาศอิสรภาพว่า "ฉันหลุดพ้นอ้อมอกพ่อแม่แล้วนะ" เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของวัยที่คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ บอกว่า เป็นการ 'ลอกคราบ' จากเด็กเล็กสู่วัยรุ่น อวดตัวตนภายในให้ปรากฏ อยากจะแสดง ทำอย่างที่ตัวเองคิด ฝัน แยกตัวเองออกจากพ่อแม่และครอบครัว

…เป็นเรื่องปกติตามวัย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า จะทำอย่างไรให้การแยกตัวเป็นอิสระจากพ่อแม่ เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ถึงขนาดเอากันไม่อยู่

จากสองมุมมองนี้ ต้องการการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนที่พ่อแม่ยังพอทำได้ ตอนที่ลูกยังเกาะอยู่ข้างๆ ยังคุยกับพ่อแม่รู้เรื่อง… ก็ในวัยพรีทีนนี่ไงคะ 9-12 ปีนี่ละ
แต่บอกก่อนว่า ช่วงวันเวลาที่ลูกก้าวผ่านวัยเด็กเล็กสู่วัยรุ่นนั้นรวดเร็วมากนะคะ เผลอไผลไม่ใส่ใจนิดเดียว เขาอาจโตไม่สมวัย ไม่เป็นลูกแหง่ขาดความมั่นใจเมื่ออยู่นอกบ้าน ก็จะเป็นไปในลักษณะ 'เอาไม่อยู่' แบบที่ว่าล่ะค่ะ
ดังนั้น เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับ 'อิสระ' ในวัยอิสระเราจึงต้องฝึกลูกให้เป็น 'อิสระ' ทีละน้อยแต่เนิ่นๆ

อิสระแค่ไหนพอ
อิสระไม่ใช่การตามใจนะคะ เอ.เอส.นีล ผู้เขียนหนังสือชื่อ เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ (freedom not license) กล่าวไว้ว่าเด็กๆ ควรจะได้รับอิสระแต่ต้องมีขอบเขต "การไม่ห้ามปรามเด็กเสียเลย ก็เท่ากับเลี้ยงเด็กให้เสียคน ไม่มีความสามารถจะเผชิญกับสภาพเป็นจริงในภายหลังได้เลย เด็กประเภทนี้พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็จะคาดหวังให้โลกหยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้"

มีคนถามว่า แล้วแค่ไหน อย่างไรถึงจะไม่เป็นการปิดกั้นความคิด จินตนาการลูก นีลตอบว่า "เรื่องขอบเขตนี้ไม่อาจวางกฎลงไปให้ชัดเจนได้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง ว่าเส้นกั้นระหว่างเสรีภาพกับการตามใจอยู่ตรงไหน"

และย้ำว่า "เสรีภาพจะต้องมาจากทั้งสองฝ่าย" ยกตัวอย่างคำถามหนึ่ง พ่อแม่ถามว่า หากลูกชอบพูดสอดแทรกระหว่างที่ผู้ใหญ่สนทนากัน แต่ก็ไม่อยากดุว่า กลัวจะเป็นการปิดกั้นเด็ก จะทำอย่างไรดี นีลตอบว่า "เด็กจะต้องมีอิสระที่จะพูดคุยโดยไม่มีใครมาสอดแทรก และพ่อแม่ก็มีอิสระที่จะพูดคุยโดยไม่ถูกสอดแทรกเช่นกัน" หมายถึงว่าหากปกติคุณเปิดโอกาสให้ลูกพูดคุย โดยคุณไม่เข้าไปสอดแทรกกลางคัน ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะไม่สอดแทรกระหว่างที่คุณพูดคุยกัน และคุณมีสิทธิ์ทักท้วงลูกหากลูกพูดสอดแทรกขึ้นมากลางวง

ดังนั้นคำว่า 'อิสระ' ในที่นี้จึงหมายถึงอิสระที่มีขอบเขตเป็นอิสระ ที่อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักความเหมาะควร ผิดถูก ชั่วดี

ทุกวันนี้พ่อแม่มักจะสับสนว่า แค่ไหนคือขอบเขตที่เหมาะสม แค่ไหนเป็นการปิดกั้นอิสระลูกกันแน่ เมื่อแยกไม่ออกก็มักจะเกิดความสุดโต่ง ถ้าไม่ใช่คุณนายระเบียบที่เคร่งครัด เข้มงวดจนลูกๆ ฝ่อ ก็เป็นพ่อแม่ที่ตามใจลูกจนลูกเสียคน

เส้นแบ่งที่พอดีระหว่างสองขั้วนี้ไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนอย่างที่นีลกล่าว แต่สำหรับลูกวัยนี้ พอจะแนะได้ว่า 'อิสระ' ที่พ่อแม่ควรมอบให้และฝึกให้ลูกเป็นอย่างนี้ค่ะ

อิสระที่รู้สึกว่าได้รับความไว้วางใจ มอบอิสระให้ลูกได้มีโอกาสคิด ทำ ด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง เลือกอย่างที่ตัวเองชอบ เช่น เลือกซื้อเสื้อผ้า เลือกสไตล์การแต่งตัว (แม้แม่จะไม่ชอบก็ตาม) หรือให้ช่วยเลือกเสื้อผ้าให้คุณแม่ มอบหมายงานที่ยากขึ้น เช่น ให้ไปจ่ายตลาด ช่วยทำบัญชีรายรับ รายจ่ายของบ้าน ฝึกให้บริหารเงิน ให้เงินเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนแล้วฝึกให้ลูกทำบัญชีการใช้จ่ายเงิน ช่วยกิจการของบ้าน ฯลฯ เปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในทุกๆ เรื่อง ร่วมตัดสินใจกับพ่อแม่

อิสระที่มาพร้อมความรับผิดชอบ วัยนี้ควรช่วยเหลือดูแลตัวเองในเรื่องกิจวัตรประจำวัน อาบน้ำ แต่งตัว หาอาหารรับประทาน เก็บที่นอน จัดห้องได้ด้วยตัวเอง แต่พ่อแม่ก็อาจยังต้องคอยดูแลให้ทำเป็นเวล่ำเวลา สม่ำเสมอ สอนให้รู้จักวางแผนแบ่งเวลา ดูแลให้ทำการบ้าน ทบทวนบทเรียน โดยไม่เข้าไปจู้จี้ บังคับ หรือทำให้ แต่คอยกำกับดูแล ให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ รวมทั้งมอบหมายงานบ้าน งานส่วนรวมที่ลูกต้องทำประจำ เช่น หุงข้าว กวาด ถูบ้าน ดูแลน้อง ฯลฯ

อิสระอย่างมีขอบเขต อย่างที่ยกตัวอย่างข้างบนว่าพ่อแม่จะต้องพิจารณาดูขอบเขตที่เหมาะสม ว่าควรให้อิสระลูกแค่ไหน ซึ่งต้องดูความเหมาะควร กาลเทศะ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือความปลอดภัยของตัวลูกเอง อย่างเช่น ถ้าลูกร้องขอไป-กลับโรงเรียนเอง โดยวัยแล้วน่าจะอนุญาตได้ แต่ต้องดูด้วยว่าระยะทาง หรือการเดินทางระหว่างบ้าน-โรงเรียนปลอดภัยไหม หรือลูกขอไปเที่ยวกับเพื่อน ก็ต้องดูว่าเพื่อนของลูกเป็นอย่างไร ลูกรับผิดชอบตัวเองได้ดีแค่ไหน จะไปที่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในเรื่องใด พ่อแม่ต้องกำหนดขอบเขตให้ลูกยึดถือปฏิบัติด้วย เช่น ไปเที่ยวกับเพื่อนได้ แต่ต้องกลับบ้านไม่เกินกี่โมง เป็นต้น

หากเตรียมตัวมาดี เมื่อถึงวัยรุ่น ลูกจะเป็นอิสระอย่างมั่นใจ เราเองก็มั่นใจที่จะปล่อยเขาให้เป็นอิสระ และไม่ถึงกับ 'เอาไม่อยู่' ให้พ่อแม่ปวดหัวค่ะ


(update 28 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 พฤศจิกายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600