อายนะ พาลูกไปพบจิตแพทย์


เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ญาติพี่น้องพาลูกหลานไปกราบคุณตาคุณยายพร้อมหน้าพร้อมตากัน นับเป็นงานรวมญาติประจำปี ที่ทำให้รู้ความเป็นไปของแต่ละบ้านในหมู่เครือญาติ... ลูกป้าแจ๊คจบมหาวิทยาลัย ได้งานทำแล้วนะ ... ยายจุ๊ลูกน้าจาดเอ็นท์ฯ ติดแพทย์... ลูกชายลุงโจเตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอก...

...หันไปดูลูกเรา ไม่มีดีพอจะอวดญาติมิตรได้สักอย่าง แถมยังมีปัญหาที่โรงเรียน ครูแนะให้พาไปพบจิตแพทย์อีก... น่าอายจริง!

แน่นอนค่ะว่า ลูกที่ประสบความสำเร็จย่อมเป็นหน้าตาของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ อวดใครต่อใครได้ แต่ก็ใช่ว่าลูกที่มีปัญหาจะได้ชื่อว่า ล้มเหลว...

สำคัญอยู่ที่พ่อแม่ค่ะ พ่อแม่ที่ลูกมีปัญหาไม่เพียงมองว่าลูกล้มเหลว ยังรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวด้วย ทำนองว่า... เราเลี้ยงลูกไม่ดี เราเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอ

ทัศนคติแบบนี้ ทำให้พ่อแม่จำนวนมากมองข้ามปัญหาของลูก ปัญหาที่มีอยู่จึงไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไป และอาจบานปลายจนเกินเยียวยา หรือระเบิดตูมใหญ่เข้าสักวัน

ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่สิคะว่า ดีนะที่เรามองเห็นปัญหา จะได้รีบแก้ก่อนสายเกินไป
แล้วก็อยากบอก (ไม่ใช่ปลอบใจนะคะ) ว่าเด็กที่เรามองเห็นว่าประสบความสำเร็จอาจมีปัญหาแฝงอยู่ก็ได้ เคยมีพ่อแม่ไปปรึกษาคุณหมอว่า ลูกเอ็นท์ฯ ติดแพทย์แล้ว แต่ไม่ยอมไปเรียน วันๆ ได้แต่นั่งเล่นเกม เมื่อคุณหมอถามถึงสาเหตุ เด็กบอกว่า มันเซ็งไปหมด ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ชีวิตไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตเขามีแต่การเรียน เรียนตามที่พ่อแม่อยากให้เรียน ตัวเขาเองไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรืออยากเรียนอะไร จนเมื่อเอ็นท์ฯ ติดแพทย์ตามความปรารถนาของพ่อแม่แล้ว ก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยากเรียนแพทย์เลย

...แบบนี้เอาไหม...
ในชีวิตของคนเรานะคะ มีใครบ้างที่ไม่เคยมี นานๆ ครั้ง สำคัญอยู่ว่า เราจะผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้ไหม อย่างไร ถ้าเจอปัญหาแล้วแก้ไขได้ ก็เหมือนกับที่บอกว่า... ต้นร้าย ปลายดี... ซึ่งดีกว่า... ต้นดี ปลายร้าย... จริงไหมคะ

เพราะฉะนั้น เมื่อลูกเราหรือครอบครัวเรามีปัญหา... เป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าอาย อย่าเก็บเป็นปมด้อย จนไม่ยอมปริปากขอความช่วยเหลือจากใคร

เราอาจจะพบว่า เพียงเอ่ยปาก ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหายนั่นเองยินดีจะช่วยเหลือเอื้ออาทร... หรืออย่างน้อยที่สุด ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นที่มีใครสักคนได้รับรู้ปัญหาของเรา

หากไม่มีใครจริงๆ หรือใครก็วิเคราะห์ หาทางออกไม่ได้ ขอแนะนำว่าควรไปหามืออาชีพ... ที่มีชื่อว่า จิตแพทย์... สำหรับเด็กทั้งเด็กเล็ก เด็กโตจนถึงวัยรุ่น เขามีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะค่ะ ซึ่งมีอยู่ที่แผนกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ตามโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ทุกแห่ง ในกรุงเทพฯ ก็อย่างเช่น โรงพยาบาลจุฬาฯ รามาฯ ศิริราช รวมทั้งสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น และโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ ถ้าเป็นโรงพยาบาลจังหวัดต่างๆ มักไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ ก็อาจจะปรึกษาจิตแพทย์ผู้ใหญ่ดูก็ได้

...จิตแพทย์น่ะหาไม่ยาก ความยากอยู่ที่... ส่วนใหญ่พอคุณแม่เห็นปัญหาแล้ว แต่คุณพ่อสิคะไม่ยอมรับ หรือเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่ควรให้คนอื่นล่วงรู้ทำนอง ไฟในอย่านำออก... หรือยังต่างฝ่ายโทษกันไปมา หรือไม่ยอมรับ ว่าปัญหานั้นเกินกว่าเราจะวิเคราะห์แก้ไขได้ เหมือนผงเข้าตาตัวเอง ต้องให้คนอื่นเขี่ยให้...

ยากอีกอย่างตรงเจ้าของปัญหา คือตัวลูกนั่นละค่ะ ไม่ยอมไปพบแพทย์ ยิ่งเป็นวัยรุ่น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่สามารถจะจูงมือไปไหนต่อไปไหนได้ง่ายๆ เหมือนตอนเล็กๆ

นี่ละ... ปัญหาใหญ่ก่อนจะก้าวไปถึงการแก้ปัญหาของลูก
ความยากตรงนี้ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และคอลัมนิสต์ของเรา ได้แนะว่า... หากคุณพ่อไม่ยอมให้ลูกไปพบแพทย์ คุณแม่ (ซึ่งต้องยอมรับว่าเราต้องจัดการ เพราะเราเป็นแม่) สามารถพูดกับคุณพ่อได้ว่า... “ธรรมชาติของวัยรุ่นไม่ฟังพ่อแม่ เขาน่าจะฟังครูหรือเพื่อน แต่ดูเหมือนว่าครูหรือเพื่อนของลูกของเราก็ช่วยอะไรไม่ได้ ปู่ย่าตายายก็พ้นสมัย ตอนนี้ลูกไม่มีใคร ขอให้เขาพบคุณหมอสักครั้ง จะได้มั้ย”... ถ้าขี้เกียจชักแม่น้ำทั้งห้า ก็ขอดื้อๆ เลยว่า ...น่า ขอสักครั้ง จะได้มั้ย... (กระบวนออดอ้อนสมัยสาวๆ น่ะ ยามวิกฤตอย่างนี้ต้องปัดฝุ่นมาใช้ใหม่แล้วค่ะ)

ส่วนเจ้าตัวปัญหาที่โยกโย้ก็ให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบ พูดกันดีๆ ให้ลูกเข้าใจว่า... ปัญหาที่เกิดขึ้นเกินกำลังพ่อแม่ อ้างได้ว่าสังคมเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน... “พ่อกับแม่ตามไม่ทันหรอกว่าลูกคิดอย่างไร คุณหมอจะช่วยได้ เพราะคุณหมอจะไม่ตัดสินว่าลูกคิดผิดหรือถูก ทำผิดหรือถูก แต่จะรับฟังและช่วยให้ลูกหาทางออกด้วยตนเอง”

โอ้โลมปฏิโลมกันทำนองนี้ น่าจะใจอ่อนบ้างละน่า ว่ามั้ย
... ความยากหมดไปแล้ว ทีนี้ก็จูงมือกันไปหาแพทย์ แต่ว่า... เอ้อ ก่อนไปควรโทรไปขอนัดวันตรวจก่อนนะคะ เพราะว่าตอนนี้กำลังแพทย์ทางด้านจิตเวช ในประเทศไทยเรียกว่าอยู่ในภาวะขาดแคลน คุณหมอประเสริฐบอกว่า ปัจจุบันจิตแพทย์ กลายเป็นคนที่มีผู้ป่วยมากที่สุดของโรงพยาบาล... น่าเห็นใจจริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อไปพบแพทย์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็น่าจะให้ความร่วมมือตามคุณหมอแนะนำ จะได้ไม่ต้องไปหาคุณหมอบ่อยๆ

เปลี่ยนความคิดก็แล้ว รู้แหล่งที่จะไปพบจิตแพทย์แล้ว... ทีนี้ยังไม่แน่ใจอีกใช่ไหมคะว่า ใช่ลูกเราหรือเปล่าที่ควรไปพบแพทย์... ปัญหาน่ะพอมองเห็น แต่อาการดูไม่หนักหนา ยังไม่ถึงกับคลุ้มคลั่งสักหน่อย

คุณหมอให้เกณฑ์สังเกตว่า ควรจะไปพบจิตแพทย์เมื่อ... หนึ่ง เมื่อลูกไม่มีความสุขโดยไม่ทราบสาเหตุ ดูเศร้า ซึม ก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย สอง เมื่อมีปัญหาพฤติกรรมที่พ่อแม่จัดการไม่ได้ เช่น หนีเรียน ติดเกม ติดยา เรียนช้า คบเพื่อนต่างเพศ ไม่กลับบ้าน ฯลฯ... ที่ว่ามานี้คุณหมอบอกว่าเป็นสาเหตุที่พ่อแม่มาปรึกษามากที่สุด

ว่าแล้ว ลองหันไปดูลูกสิคะว่า เขามีความสุขดีอยู่หรือ เขาต้องการความช่วยเหลือใช่ไหม อย่ารอให้คลุ้มคลั่งหรือหนีหายไปจากบ้านก่อนแล้วค่อยคิดแก้ปัญหา...

...ล้มตอนนี้ แล้วลุกขึ้นใหม่ ลูกมีหวังจะประสบความสำเร็จในวันหน้าได้ไม่ยากค่ะ


(update 9 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600