มีไหมความกล้าหาญทางจริยธรรม


มีคุณสมบัติพึงประสงค์ของวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ข้อหนึ่งที่มักไม่มีใครพูดถึง นั่นคือความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่เราได้ยินบ่อยกว่าคือเราอยากได้เด็กดี มีวินัย น้ำใจงาม แต่พูดถึงจิตใจที่เห็นแก่ส่วนรวม ทั้งความกล้าหาญทางจริยธรรมน้อย

ตอนที่มีวิวาทะเรื่อง จีพีเอ ตามหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ผมได้อ่านบทความของนักเรียนมัธยมหก แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายคน เนื้อหาในบทความเป็นอย่างไรนั้นเรื่องหนึ่ง แต่ที่นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นคัดค้านผู้หลักผ็ใหญ่ในบ้านเมืองสมควรชมเชยและให้กำลังใจ

เสียดายอยู่หน่อยว่าเด็กยากจนที่เขียนเรียงความขอทุนการศึกษานั้น น่าจะได้แสดงความเห็นเรื่องจีพีเอกับเขาด้วย

ตอนที่ไข้หวัดนกระบาด มีคนตั้งคำถามถึงความกล้าหาญทางจริยธรรมของนักวิชาการว่า จริงหรือไม่ที่ชุมชนวิชาการพบเชื้อนี้ก่อนแล้ว แต่มิได้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้ผู้มีอำนาจใส่ใจ

เกี่ยวกับความกล้าหาญทางจริยธรรมซึ่งควรจะแปลว่าอะไร ก็ไม่รู้คำนี้นั้น ผมคิดว่าสามารถยกตัวอย่างดีๆ ให้ฟังได้ 3 คน

คนแรกคือ เซอร์ทอมัส มอร์ (Sir Yhomas More) ค.ศ. 1478-1535 ท่านเคยดำรงตำแหน่งอัครมหาเสยาบดีของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด และถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.1535 เรื่องราวตอนนี้สามารถหาดูได้จากหนังตุ๊กตาทองปี 1966 เรื่อง A Man For All Seasons

หนังหกรางวัลออสการ์ A Man For Seasons อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงโดย เฟร็ด ซินเนมานน์ นำแสดง โดย พอล สคอฟิลด์ เป็น เซอร์ทอมัส มอร์ และโรเบิร์ต ชอว์ เป็น พระเจ้าเฮนรี่ที่แปด

ในเวลานั้นพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดต้องการหย่าร้างจากพระนางแคทเทอรีน แห่งอารากอน แล้วไปอภิเษกสมรสกับพระนางแอนด์ โบลีน ด้วยเหตุผลว่าพระนางแคทเทอรีนไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ นอกจากนี้พระองค์ยังต้องการยกฐานะของกษัตริย์อังกฤษขึ้นเป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรในอังกฤษ นั่นคือให้แยกตัวออกจากอำนาจของพระสันตะปาปาแห่งโรม

แต่เซอร์ทอมัส มอร์ คัดค้านพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด เพราะเห็นว่าการกระทำของกษัตริย์อังกฤษนั้นเป็นบาป และไม่เหมาะสม หนังแสดงให้เห็นการปะทะคารมระหว่างขุนนางผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์กับกษัตริย์ ซึ่งล้อมรอบด้วยบรรดาขุนนางที่ประจบสอพลอ บทหนังและบทพูดคมคายเร้าอารมณ์คนดูอย่างต่อเนื่อง จนถึงตอนจบอันทรงพลัง ทำให้กลายเป็นหนังในดวงใจของคนจำนวนมาก

ผมตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ชั้นหนึ่งก่อนว่า ไม่ทุกคนที่เห็นว่าเซอร์ทอมัส มอร์ เป็นกบฏ เขามีภรรยาและบุตรีที่เห็นใจและยืนเคียงข้างเขาตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นแม้พระเจ้าเฮรี่ที่แปดเอง ก็อดชื่นชมความกล้าหาญของเขาไม่ได้

เซอร์ทอมัส มอร์ ได้เขียนหนังสือเป็นภาษาละตินที่สำคัญเล่มหนึ่งชื่อ ยูโทเปีย เมื่อปี ค.ศ.1516 ผมมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ในภาคภาษาไทย แปลโดย สมบัติ จันทรวงศ์ จัดพิมพ์โดยโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ พ.ศ.2518 ซึ่งมีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นประธานกรรมการ

อาจารย์ป๋วย คือบุคคลที่สองที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ เรื่องที่ท่านกลาหาญมากพอ ที่จะคัดค้านการกระทำหลายอย่างของผู้นำประเทศเป็นเรื่องที่รับทราบกันทั่วไป คงไม่เล่าซ้ำอีก แต่เรื่องที่อยากเล่าซ้ำคือเรื่องท่านไม่รับโทรทัศน์
”สวัสดีครับมาดาม ผมเอาทีวีมาให้เป็นของขวัญครับ” เป็นชายคนหนึ่งพูดกับภรรยาของอาจารย์ป๋วย
”โอ๊ะ ขอบคุณค่ะ แต่ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก คุณเอากลับไปเถอะค่ะ” ความตอนนี้คัดจากหนังสือการ์ตูน ประวัติบุคคล

เรื่องอาจารย์ไม่รับทีวีมีปรากฏในประวัติของท่านที่ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มอื่นด้วย ความตอนนี้น่าประทับใจมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการให้ หรือจับฉลากชิงรางวัลทีวีในการประชุมวิชาการทั่วๆ ไป

เรื่องของเซอร์ทอมัส มอร์และอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ไม่ได้สำคัญที่เนื้อหาเท่ากับการกระทำ กล่าวคือผมไม่รู้หรอกว่าเหตุผลที่เซอร์ทอมัส มอร์ คัดค้านพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดถูกต้องหรือไม่ ในทำนองเดียวกันเหตุผลของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์คัดค้านผู้นำรัฐบาลในยุคนั้นจะถูกต้องหรือไม่ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จึงเป็นผู้ตัดสิน แต่ในเรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรม แล้วบุคคลทั้งสองได้กระทำสิ่งที่น่ายกย่องโดยมิต้องสงสัย

เหตุผลคือทั้งสองเป็นนักวิชาการแห่งยุคสมัย มีแต่นักวิชาการเท่านั้นที่ร่ำเรียนมา และสามารถลุกขึ้นโต้แย้งผู้มีอำนาจได้เมื่อผู้มีอำนาจกระทำการใดผิดหลักวิชาการ หากนักวิชาการไม่ทำหน้าที่นี้ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะร่ำเรียนกันไปทำไม

นอกจากนี้ยังเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่จะไม่เชื่อฟังนักวิชาการโดยธรรมชาติ แต่ก็เป็นนักวิชาการอยู่ดีที่จะอดทนถูกตำหนิและหาหนทางทำให้ผู้มีอำนาจหรือสังคมโดยรวมรับฟังเหตุผลให้ได้... นักวิชาการทำงาน ผู้มีอำนาจไม่เชื่อ สังคมเป็นผู้ตัดสิน

ที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ เซอร์ทอมัส มอร์ และอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีครอบครัวที่รักหนุนหลัง และให้กำลังใจอย่างเต็มที่... เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุคคลมีความกล้าหาญทางจริญธรรมคือครอบครัว

น่าจะเป็นได้นะครับ เมื่อคิดถึงนักวิชาการท่านหนึ่งในยุคปัจจุบันที่มีความกล้าหาญมากพอ ที่จะใช้วิชาการของตัวเองทำงานแม้ว่าจะต้องขัดแย้งกับสถาบันหลักถึงสามสถาบันนั่นคือ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

อย่างที่เรียนให้ทราบในตอนต้นว่า เนื้อหาที่ถกเถียงกันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่นักวิชาการที่กล้าหาญใช้ความรู้ของตัวเองทำงานให้แก่สังคมนั้นเป็นคนน่านับถือ เพราะนักวิชาการมีหน้าที่ทำงาน ผู้มีอำนาจมีหน้าที่ไม่เชื่อ สังคมจึงเป็นผู้ตัดสิน

สังเกตมั้ยครับ ว่าท่านที่สามนี้ก็มีครอบครัวยืนเคียงข้างเช่นเดียวกัน


(update 15 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600