ที่สหรัฐอเมริกาพบผู้ติดเชื้อ HIV ตั้งแต่แรกเกิด ปัจจุบันอายุ 27 ปี กำลังเรียนแพทย์ !!! นี่แสดงให้เห็นว่า
หากรู้วิธีที่จะอยู่กับโรคอย่างถูกต้อง ผู้ติดเชื้อก็สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามปกติ แต่คงจะดีกว่านั้นมาก
หากเราสามารถย้อนเวลากลับไปป้องกันไม่ให้เด็กคนนั้นติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดได้
ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีวิธีที่จะลดอัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลงมากกว่าในอดีตอย่างมากมาย
ในอดีตเอดส์คือโรคร้ายที่น่ากลัวมากๆ สำหรับคนทั่วไป คนที่เป็นโรคนี้มักจะถูกรังเกียจกีดกันออกไปจากสังคม
และเรามักจะนึกถึงโรคนี้ว่าเป็นสิ่งไกลตัว แต่ขณะนี้เราพยายามหลีกหนีกลับพบว่าเอดส์คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเรามากเข้าไปทุกที
ในประเทศไทยผู้ใหญ่ประมาณ 1 ใน 60 คนเป็นโรคนี้ และโรคนี้กำลังแพร่เข้าไปสู่ชีวิตเด็กๆ
อีกจำนวนเป็นแสนคนที่ต้องกำพร้าจากการที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ หรือเด็กบางคนที่โชคร้ายติดเชื้อ HIV
จากแม่ตั้งแต่แรกเกิด ก็มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
รักลูก ในฐานะสื่อที่อยู่ใกล้ชิดและคลุกคลีกับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ อยากบอกพ่อแม่ทุกคนว่า
ความรู้สึกต่อคนที่เป็นโรคนี้ควรจะเปลี่ยนไปได้แล้วค่ะ เพราะถ้าเราเข้าใจถึงสาเหตุโอกาสเสี่ยง
รวมถึงการดำเนินไปของโรคอย่างแท้จริง คนที่เป็นโรคนี้ก็ไม่น่าจะถูกรังเกียจและถูกกีดกันอีกต่อไป
เพราะไม่ใช่โรคที่ติดกันได้ง่ายๆ ที่สำคัญบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากระบุว่า
แม้เอดส์จะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากดูแลตัวเองดี ได้รับยาต้านเชื้อไวรัสอย่างถูกต้อง
ได้รับยาป้องกันและคำแนะนำในการป้องกันรักษาโรคแทรกซ้อนที่ฉวยโอกาสต่างๆ อย่างถูกวิธี
ผู้ติดเชื้อก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้เรื่อยๆ เหมือนคนที่เป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง
ที่ต่างก็ต้องรักษาและดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องนั่นเองค่ะ
สิทธิของแม่ผู้ติดเชื้อ
ประเทศไทยในแต่ละปีมีแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV ประมาณ 12,000 คน
ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมดก็ประมาณ 1.4% ซึ่งไม่น้อยเลยนะคะกับจำนวนเรือนหมื่นต่อปีอย่างนี้
ในจำนวนนี้ก็มีแม่จำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อเพราะอาจจะยังไม่เคยตรวจเลือดหาเชื้อ HIV มาก่อน
ซึ่งในปัจจุบันเวลาไปฝากครรภ์ ทางโรงพยาบาลทุกแห่งจะตรวจเลือดคุณแม่เพื่อคัดกรองโรคต่างๆ ที่อาจจะมีผลต่อลูกในครรภ์
และสุขภาพของคุณแม่เอง เช่น โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ โรคทาลัสซีเมีย เบาหวาน เป็นต้น
ส่วนเชื้อ HIV คุณแม่ก็มีสิทธิที่จะให้โรงพยาบาลตรวจให้เช่นกัน แต่ HIV จะเป็นกรณียกเว้น
ตรงที่โรงพยาบาลจะตรวจได้ก็ต่อเมื่อคุณแม่ยินยอมเท่านั้น
พ.ญ.จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภาพกาชาดไทย ซึ่งจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์
ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์แก่เราในครั้งนี้ กล่าวถึงการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ในแม่ตั้งครรภ์ว่า
เป็นสิทธิที่คุณแม่ทุกคนควรจะตรวจเพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่และลูก
การตรวจเลือดแม่ที่ตั้งครรภ์ว่าติดเชื้อหรือเปล่า ต้องทำด้วยความสมัครใจ เวลาที่ไปฝากครรภ์ครั้งแรก
ก่อนที่จะตรวจก็จะมีเจ้าหน้าที่อธิบายว่าโรคติดเชื้อ HIV เป็นยังไง มีวิธีการตรวจยังไง ถ้าพบผลบวกแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป
หลังจากนั้นถ้าแม่ยินยอมก็ต้องเซ็นใบยินยอมถึงจะตรวจได้ เมื่อถึงเวลาฟังผลจะมารับผลไปดูเองไม่ได้
ต้องมาพบกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จะทำการบอกผลและแนะนำวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความไม่เข้าใจที่อาจเกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้นทั้งก่อนและหลังตรวจ เราจะต้องมีการอธิบายให้ข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันในประเทศไทยประมาณ 96%
ของแม่ที่ตั้งครรภ์ยินยอมให้ตรวจ
ป้องกันลูกจากเอดส์ ความหวังที่ไม่เลือนลาง
แม่ทุกคนควรตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV เพราะว่าเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกในการนำไปสู่การดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง
เพราะบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงหรือไม่กล้าตรวจ กรณีแบบนี้หากติดเชื้อ HIV ขึ้นมาแล้วไม่ได้ป้องกันอะไรเลย
ลูกจะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 20-30% แต่ถ้าแม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ จะมีวิธีการหลายอย่างที่ทำให้การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
ลดลงน้อยกว่า 2% ด้วยซ้ำไปค่ะ
ลูกจะติดเชื้อจากแม่ไห้หลายทาง เช่น ทางรก ติดตอนคลอด หรือจากการให้นมแม่
ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะใช้วิธีใดในการป้องกันบ้าง
พ.ญ.จินตนาถ อธิบายถึงการติดเชื้อของทารกในครรภ์ว่า ทารกอาจจะสามารถติดเชื้อจากแม่ได้ในช่วงต่างๆ ดังนี้
1. ติดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางรก ปกติในน้ำคร่ำที่ทารกอยู่จะมีเลือดเป็นส่วนประกอบ
หากรกซึ่งเป็นที่นำอาหารไปสู่เด็กมีการฉีกขาด ก็จะมีโอกาสให้เชื้อ HIV ที่ผ่านมาทางรกของแม่เข้าไปผสมกับเลือดในน้ำคร่ำ
ซึ่งหากเด็กติดเชื้อตั้งแต่ในท้องก็อาจจะมีอาการของโรครุนแรงกว่าเด็กที่ติดชื้อหลังคลอด
เพราะว่าเขาได้รับเชื้อสะสมตั้งแต่อยู่ในท้อง แล้วภูมิต้านทานก็โดนทำลายตั้งแต่อยู่ในท้องเช่นกัน
2. ติดในระหว่างคลอด เด็กส่วนมากจะติดเชื้อระหว่างคลอด เพราะช่วงนี้ทารกได้สัมผัสกับน้ำคร่ำและเลือดแม่มากที่สุด
แล้วเลือดมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆ ของร่างกายลูกที่ยังอ่อนบางมาก ลูกจึงมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้
3. ติดจากการกินนมแม่ ในนมแม่มีปริมาณเชื้อไวรัสพอควร ดังนั้นหากให้ลูกกินนมแม่
เชื้อจึงมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเนื้อเยื่อในช่องปากของลูกที่ยังอ่อนบางนั้นได้ง่าย
ซึ่งเมื่อรู้ว่าลูกมีโอกาสจะติดเชื้อได้ทางใดบ้าง แพทย์ก็จะหาทางป้องกันดังที่ พ.ญ.จินตนาถให้ข้อมูลไว้ค่ะว่า
ถ้าตรวจแล้วพบว่าแม่ติดเชื้อ อันดับแรกคือต้องอธิบายให้เขาเข้าใจเรื่องความเสี่ยงที่ลูกจะติดเชื้อ
เพราะว่าเท่าที่เห็นแม่ทุกคนจะตกใจ แล้วก็จะคิดว่าลูกต้องติดเชื้อแน่นอน ซึ่งไม่ใช่ เพราะฉะนั้นต้องให้เขาเข้าใจ
แล้วถ้าเขายอมรับได้ ดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไป เราก็จะมีวิธีอันแรกก็คือให้ยาต้านไวรัสเอดส์ ส่วนมากก็จะเป็นยา AZT ให้แก่แม่
ซึ่งในขณะนี้เราเริ่มให้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 32-34 สัปดาห์ และก็ระหว่างคลอดด้วย
แล้วพอลูกคลอดออกมาก็ให้ต่อในลูกที่อายุ 4-6 สัปดาห์
แล้วก็จะต้องมีการฝากครรภ์กับสูติแพทย์ที่มีความชำนาญ คือสูติแพทย์จะไม่ให้ถุงน้ำเดินนานเกิน 4 ชม.
ไม่ใช้วิธีการคลอดอะไรที่จะทำให้ลูกเป็นแผลได้ และถ้าแม่เป็นโรคที่อยู่ในช่วงที่มีอาการมาก
ซึ่งจะมีเชื้อในร่างกายปริมาณมาก แพทย์ก็อาจจะพิจารณาให้ผ่าตัดคลอด แต่แม้จะใช้การผ่าออก ลูกก็ยังมีโอกาสติด
เพียงแต่เขาพบว่า ถ้าแม่มีอาการค่อนข้างมาก มีเชื้อไวรัสมาก การผ่าออกอาจจะเป็นผลดีกว่าเมื่อเทียบกับการคลอดเอง
แต่ว่าในแม่ที่ได้รับการรักษาดี กินยาต้านไวรัสเอดส์มาแล้วจนเชื้อในร่างกายต่ำมาก อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องผ่า
สามารถคลอดเองได้ เพราะว่าในน้ำคร่ำหรือเลือดก็จะมีเชื้อน้อยอยู่แล้ว การผ่าคลอดไม่ได้ช่วยอะไรมาก
ในแม่ที่มีเชื้อไวรัสในร่างกายน้อย
แล้วสุดท้ายซึ่งสำคัญมากคือไม่ให้ลูกกินนมแม่ ต้องใช้นมผง ซึ่งนมผงนี่รัฐบาลเขาก็ให้ฟรี 1 ปี
กับแม่ติดเชื้อทุกคนอยู่แล้ว
ดูแลหลังคลอดยังไงนะ
เด็กทุกคนที่คลอดออกมาจากแม่ที่ติดเชื้อจะได้รับยา AZT จนกระทั่งอายุ 4-6 สัปดาห์ ถึงจะหยุด แล้วหลังจากนั้น
จะเริ่มยาตัวหนึ่งที่ป้องกันโรคปอดชื้น เริ่มไปจนกระทั่งอย่างน้อยอายุ 6 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นถ้าเด็กดูเหมือนว่าจะมีอาการ
และพออายุ 15-18 เดือน จึงจะสามารถตรวจเลือดว่าเด็กคนนั้นติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งจะทำให้รู้ผลที่แน่นอน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจได้ว่าลูกติดเชื้อหรือไม่ ตั้งแต่ลูกอายุแค่ 1 เดือน
เรียกว่าวิธี DNA PCR แต่ค่าตรวจแพงกว่าและตรวจได้เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น
พ่อแม่สามารถอยู่ร่วมกับลูกได้
มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ของคนในสังคม และแม้กระทั่งผู้ติดเชื้อเองว่าเมื่อเป็นแล้วต้องตายอย่างรวดเร็ว
แต่ความจริงแล้วหากไม่หมดกำลังใจ พ่อแม่ก็สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อเลี้ยงดูลูกได้อีกนาน ในปัจจุบันนี้รัฐก็มองเห็นปัญหานี้เช่นกัน
จึงได้เริ่มโครงการ MCTC plus ซึ่งจะเป็นการรักษาไปพร้อมกันทั้งครอบครัว ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เดิมนั้นโครงการที่ป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก จะรักษาให้ยาในแม่เพื่อป้องกันลูกในท้องติดเชื้อเท่านั้น
เพราะฉะนั้นพอหลังคลอดแม่ก็จะไม่ได้รับการดูแลอะไรอีก กรณีนี้ก็คือ ลูกไม่ติดเชื้อ แต่พ่อแม่เจ็บหนัก
อาจเสียชีวิตและมีปัญหาเด็กกำพร้าตามมา ตอนนี้เลยเริ่มต้นใหม่ โดยมีโครงการ MCTC plus ออกมา
โครงการนี้ต้องรักษาทั้งหมดเลย ทำให้ครอบครัวนั้นอยู่ได้ พ่อแม่ทำงานได้ ลูกสุขภาพแข็งแรงไปโรงเรียนได้
เพราะฉะนั้นผู้ติดเชื้อก็ขออย่าให้ท้อถอย ยังมีหนทางอีกเยอะค่ะ
สำหรับโครงการ MCTC plus นี้เริ่มรักษาแล้ว 250 ครอบครัวที่สภาพกาชาดไทยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ
และในต่างจังหวัดก็เริ่มแล้วในจังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัด
ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอยืนยันถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีชีวิตยืนยาวของผู้ติดเชื้อ ว่ามีอาจารย์หมอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
ที่สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อที่ติดเชื้อตั้งแต่เกิด ปัจจุบันอายุ 27 ปี และกำลังเรียนแพทย์อยู่ สุขภาพแข็งแรง
ซึ่งการเรียนแพทย์ก็แสดงถึงสมองที่ไม่ใช่ธรรมดาของผู้ติดเชื้อที่สามารถพัฒนาไปได้ตามศักยภาพที่มี
และตัวคุณหมอเองจากการที่คลุกคลีอยู่ในวงการวิจัยเรื่องเอดส์มานาน ก็เคยพบกับผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตยืนยาว 20 กว่าปีเช่นกันค่ะ
ส่วนตัวที่ได้เจอคนที่ติดเชื้อตั้งแต่เกิดจริงๆ ก็มีอายุ 23-24 ในต่างประเทศ ซึ่งความจริงเด็กที่ติดเชื้อ HIV
โดยทั่วไปจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ ก็ลองคิดดูว่าเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่เกิดอยู่ได้ตั้งเกือบ 30 ปี
ยังมีสุขภาพแข็งแรงดี แล้วก็คงอยู่ได้เรื่อยๆ ดังนั้นผู้ใหญ่นั้นอยู่ได้อีกนาน น่าจะนานกว่าเด็กด้วย
เพราะตอนนี้โรคนี้ก็เหมือนโรคอื่นๆ ถ้ารักษาตัวดีๆ มีกำลังใจก็อยู่ได้จนแก่เหมือนกัน บางคนมาถามหมอว่า
แล้วเมื่อไหร่จะตาย หมอบอกว่าแก่ แก่ตายนั่นล่ะ เพราะว่าไม่มีความแตกต่างจากโรคอื่น
เพราะฉะนั้นจะต้องให้เขาเข้าใจใหม่ คือในที่สุดแล้วหลายๆ ปีไป 10 ปี 20 ปี
ต่อไปก็คือเรามารักษาผลข้างเคียงของยาอะไรต่างๆ แต่ว่าการที่เขาจะไม่สบายเจ็บหนัก
เพราะมีโรคแทรกซ้อนนี่จะน้อยมาก
ปัญหาที่ต้องแก้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้วิทยาการรักษาจะก้าวหน้า และมีโครงการต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น
แต่คุณหมอให้ข้อมูลกับเราว่า ต่อไปจะมียาต้านเชื้อไวรัสเยอะมาก แต่ตอนนี้การที่คนไม่มีความรู้ ไม่รู้ว่าต้องรักษายังไง
รักษาที่ไหน หรืออยู่ห่างไกลจึงเข้าไม่ถึงการรักษา และนอกจากนี้บุคลากรที่มีความรู้เรื่องการรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์
ก็ยังมีน้อยและอยู่ในวงจำกัด
ดังนั้นแม้มียาต้านมากแต่ถ้าแจกจ่ายออกไปตามโรงพยาบาล บุคลากรที่จะวินิจฉัยจ่ายยาต้านเชื้อไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อมีน้อย
ซึ่งการจ่ายยาต้านเชื้อนั้นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ แต่บุคลากรแบบนี้ก็ยังมีน้อย ทั้งทัศนคติของบุคลากรต่อผู้ติดเชื้ออาจยังไม่ดี
จึงเป็นข้อจำกัดในการที่การรักษาจะแพร่หลายเข้าสู่ชุมชน และทั่วถึงทั้งประเทศ แต่ในขณะนี้ทางรัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อยู่
วอนสังคมเข้าใจ
ในประเทศไทยผู้ใหญ่ 1 ใน 60 คนติดเชื้อ HIV เพราะฉะนั้นคิดกันง่ายๆ ว่าทุกคนคงจะได้รู้จักใครบ้างล่ะที่ติดเชื้อ HIV
เพียงแต่อาจจะไม่รู้ว่าเขาติดเชื้อ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจตรงนี้ว่าคนที่ติดเชื้อ HIV ไม่ได้จะต้องแย่เสมอไป
โรคนี้ก็ไม่ได้แพร่เชื้อหรือติดกันได้ง่ายๆ เลย ดังนั้นถ้าผู้ติดเชื้อสุขภาพแข็งแรง ดูแลตัวเองดีก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สามารถทำงาน รวมถึงอยู่ในสังคมได้เหมือนคนอื่น
ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอจินตนาถบอกเราถึงสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนที่เป็นโรคเอดส์ว่า สิ่งที่ฆ่าคนที่ติดเชื้อ HIV
คนนี้คือความกลัว กลัวคนรู้ กลัวถูกรังเกียจ ความหมดหวัง ทำให้ไม่รักษาตัว ซึ่งถ้าไม่มีตรงนี้ได้
จะช่วยให้ปัญหาเอดส์ไม่หนักหนาอย่างทุกวันนี้
เพราะฉะนั้นถ้าสังคมยอมรับผู้ติดเชื้อมากขึ้น และเปิดโอกาสให้พ่อแม่เหล่านี้ได้ทำงาน ได้มีชีวิตอย่างปกติ
และเลี้ยงดูลูกให้เติบโต เด็กๆ ที่คลอดออกมาจากแม่ที่ติดเชื้อก็จะได้มีโอกาสมีชีวิตที่ดี
และเป็นกำลังสำคัญของสังคมเช่นเด็กทั่วไปค่ะ
(update 24 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|