ลมพิษเป็นหนึ่งในโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในคลินิกเด็กและคลินิกโรคภูมิแพ้
โดยทั่วไปแล้วคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลลูกหลาน มักจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นลมพิษ
เนื่องจากผื่นลมพิษ มีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้
- ผื่นบวม นูนแดง มีขอบเขตที่ชัดเจน
- คัน ตั้งแต่คันน้อยจนถึงคันมาก
- เมื่อกดบริเวณผื่น ผื่นแดงจะจางหายไปได้ แต่ถ้าปล่อยก็จะแดงขึ้นมาอีก
- ผื่นลมพิษทั่วไป มักจะจางหายไปจากตำแหน่งเดิมใน 24 ชั่วโมง
แต่ก็จะมีผื่นใหม่ได้อีกที่ตำแหน่งอื่นๆ
สาเหตุสำคัญของลมพิษในเด็ก ที่พบบ่อยๆ ได้แก่
1. การติดเชื้อ พบว่า การติดเชื้อไวรัสทำให้เด็กมีลมพิษขึ้น เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก
เด็กอาจจะมีไข้ร่วมด้วย หรือบางครั้งอาจจะไม่มีไข้เลยก็ได้ การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น
เชื้อที่ทำให้เกิดคออักเสบหรือเชื้อโรคต่างๆ ก็ทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้ พยาธิบางชนิดก็พบว่า
เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้
2. ยา เป็นสาเหตุของลมพิษที่พบได้บ่อยเช่นกัน
- ยาปฏิชีวนะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพนนิซิลิน แอมพิซิลิน อะมอกซิลิน กลุ่มเซปาโรสอรินก็พบบ่อย
บางครั้งอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้
- ยาต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน และกลุ่มที่ไม่ใช่แอสไพริน
ซึ่งยากลุ่มนี้กุมารแพทย์จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ
ไม่ใช่เพราะกลัวการแพ้ยาอย่างเดียว แต่ยากลุ่มนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนได้อีก เช่น
เลือดออกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระเพาะอาหาร และในกรณีที่เป็นไข้เลือดออก
หรือไข้หวัดใหญ่ก็จะมีปัญหารุนแรงได้
- ยาบางชนิดสามารถกระตุ้นให้ปล่อยสารบางอย่าง ทำให้เกิดลมพิษได้
โดยไม่ผ่านขบวนการของโรคภูมิแพ้ เช่น ยาลดไอ กลุ่มโคดีอีน
หรือสารที่ฉีดทึบแสงในการตรวจไต
3. อาหาร เป็นสาเหตุที่พบบ่อย อาการมักจะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
หลังรับประทานอาหารนั้นๆ แต่ถ้าแพ้รุนแรง ก็มักจะเกิดขึ้นภายใน 30-60 นาที
หรือหลังรับประทานอาหารชนิดนั้น
ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี สาเหตุที่พบว่ามีอาการแพ้บ่อย ได้แก่
1. นมวัว
2. ไข่
3. อาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู ปลา
สำหรับเด็กโตและในผู้ใหญ่ อาหารทะเลเป็นสาเหตุของลมพิษที่เกิดจากอาหารที่พบได้บ่อย
- สีที่ใช้ในการผสมอาหาร นอกจากตัวอาหารเองแล้ว ก็อาจเป็นสาเหตุของลมพิษในเด็ก
ได้โดยเฉพาะสีเหลือง (ทาทาซีน)
- สารกันบูด ก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้
- ผงชูรส ถ้าถามเกี่ยวกับผงชูรสว่าเกี่ยวข้องกับลมพิษหรือไม่
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าลมพิษสามารถเกิดจากการแพ้ผงชูรสได้
แต่อย่างไรก็ตาม ผงชูรสสามารถทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า กลุ่มอาการภัตตาคารจีน
(Chinese restaurant syndrome) ซึ่งผู้ที่เกิดอาการจะมีอาการหน้าชา ปากชา คอเกร็ง
บางครั้งมีอาการหน้าแดง ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองในเวลา 2-3 ชั่วโมง
อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ได้รับ
- น้ำตาลเทียม ที่ใส่ในอาหารบางชนิด
แต่ก็ยังไม่มีรายงานพิสูจน์ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับลมพิษโดยตรง
4. แมลงกัดต่อย ยุงและมด เป็นสาเหตุที่พบบ่อย
ผู้ป่วยมักถูกยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ผู้ปกครองจึงมักบอกว่า
เวลานอนอยู่ในห้องเดียวกับเด็ก บางครั้งนอนเตียงเดียวกันด้วยซ้ำ ทำไมยุงจึงไปกัดแต่เด็ก
มีคำอธิบายได้ 2 อย่างคือ อุณหภูมิร่างกายของเด็กมักจะสูงกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ยุงบินไปหาเด็กมากกว่า
และกลิ่นซึ่งอาจเกิดจากเหงื่อก็เป็นได้
สำหรับแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน นอกจากทำให้เกิดลมพิษแล้ว ก็อาจมีอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้
ต่อเป็นแมลงที่สามารถต่อยได้หลายครั้งกว่าเหล็กไนจะหลุด (4-6 ครั้ง)
ขณะที่ผึ้งต่อยได้ครั้งเดียวก็ปล่อยเหล็กไนออกมาแล้ว สารพิษที่ตัวต่อปล่อยออกมา
ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไป อาจมีปัญหากับไตได้
ระยะเวลาของการเป็นลมพิษ
ระยะเวลามีความสำคัญในการแบ่งโรคลมพิษออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มเฉียบพลันและกลุ่มเรื้อรัง โดยที่
กลุ่มเฉียบพลัน อาจมีอาการเป็นๆ หายๆ น้อยกว่า 6 สัปดาห์
กลุ่มเรื้อรัง มักมีอาการเป็นๆ หายๆ มากกว่า 6 สัปดาห์
ทำไม ต้องมีระยะเวลามาเกี่ยวข้อง
เพราะว่า ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาจพอหาสาเหตุได้ แต่ถ้าเป็นแบบเรื้อรัง
มักจะไม่มีสาเหตุดังกล่าวข้างต้น แต่แบบเรื้อรังอาจเกิดจากร่างกายไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
หรือผิวหนังได้รับการรบกวน เช่น การกดทับหรือการเกา เป็นต้น
แนวทางการวินิจฉัยโรค
การถามประวัติต่างๆ เพื่อพยายามหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง
การตรวจร่างกาย เพื่อดูว่า มีภาวะฉุกเฉิน เช่นการแพ้รุนแรงหรือไม่ ผู้ป่วยบางราย
อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะหรือการทำ
Skin test (ในกรณีที่แพ้อาหาร)
วิธีการรักษาโรคลมพิษ
ถ้าสามารถหาสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษ ก็ต้องหยุดการใช้ยาหรือการรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุ
ขณะเดียวกันก็ให้การรักษาควบคู่กันไปด้วย
ยาที่ใช้ได้ผลดี คือ ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ซึ่งมีอย่างน้อย 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ใช้กันมานานเป็นร้อยปี ซึ่งมีอาการข้างเคียง คือ ง่วงนอน
กดการทำงานของสมอง
- กลุ่มที่สอง ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ง่วงนอน ไม่กดการทำงานของสมอง
โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะแนะนำให้ใช้กลุ่มที่สองเป็นยาหลัก เนื่องจากได้ผลดี
ออกฤทธิ์นานและไม่รบกวนการทำงานของสมอง ไม่ง่วงนอน
ในกรณีที่ผู้ป่วยเด็กคันจนนอนไม่ได้ กุมารแพทย์ก็จะพิจารณาที่จะให้ยาแก้แพ้กลุ่มแรกแทน
หรืออาจให้เฉพาะก่อนนอนร่วมกับยากลุ่มที่สอง
ถ้าการรักษาโดยใช้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาให้ยาสองตัว
หรืออาจพิจารณาให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
สำหรับยาทาเฉพาะที่นั้น ไม่ได้รักษาโรคโดยตรง เพียงช่วยลดอาการคันชั่วคราว
เช่น ยาคาลาไมด์ แต่พบว่า เมื่อยาแห้ง เด็กมักจะมีอาการคันเพิ่มขึ้นได้
สำหรับยากลุ่มสเตียรอยด์ ไม่ใช้ในการรักษาลมพิษ (ไม่ได้ผลเลย)
(update 12 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]
|