มีคนกล่าวไว้เสมอๆ ว่า กามารมณ์เป็นพื้นฐานของชีวิตคู่ และแน่นอน กามารมณ์เป็นสีสันของความรัก
เป็นสัมผัสรักที่จับต้องได้ และเมื่อเกิดความสุขสมร่วมกันแล้ว ก็อาจจะเสมือนมีความผูกพันลึกๆ
บางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้เวลาที่เกิดบทพิศวาส และมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน
แม้ว่าผู้หญิงจะเกิดมาเพื่อที่จะแสดงหาความรักก็จริง แต่ผู้ชายก็ส่งต่อความรักผ่านการมีบทพิศวาสที่สุขสมเช่นกัน
จึงเป็นการยากที่จะแยกกันระหว่างความรักและกามารมณ์ เพราะกามารมณ์กับความรักเป็นของคู่กัน
โดยเฉพาะผู้ชายทุกคนนั้นเกิดมาพร้อมกับธรรมชาติแห่งการเจริญพันธ์ธรรมชาติแห่งการดำรงเผ่าพันธ์
จนปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคปัจจุบันว่า เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มนุษย์บูชากันนั้น
มักจะเป็นรูปปั้นของผู้ชายที่มีขนาดของอวัยวะแห่งความเป็นชายขนาดมหึมา บางประเทศบางอารยธรรม
บูชาเฉพาะอวัยวะเพศชายก็มี แต่อย่าไปคิดในแง่ของความคิดในทางลบหรือทางไม่ดี เพราะตามตำราแล้ว
ปรากฏว่า ถ้าไม่มีอวัยวะส่วนนั้นก็จะไม่มีทางเจริญเผ่าพันธ์และไม่มีการเผยแพร่ลูกหลานมาจนทุกวันนี้
จะเป็นได้ว่า คนอินเดียบูชา... ศิวลึงค์
และคนไทยบางคน บูชา ... ปลัดขิก
ที่กล่าวอารัมภบทมานั้นก็เป็นเพราะว่าช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ ได้มีโอกาสไปประชุมเกี่ยวกับการรักษาโรค อีดี
ที่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ERECTILE DYSFUNCTION หรือภาษการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของชาย นั่นเอง
โรคนี้มีชื่อเรียกกันในยุคโบราณว่า..กามตายด้าน ซึ่งฟังแล้วแสนที่จะน่ากลัวจนขนหัวลุก
ต่อมาเรียกชื่อโรคให้น่ากลัวน้อยลงหน่อยว่า... โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ใครได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นภาวะนี้ก็จะหงอยเหงา ซึมเศร้า บาดความเชื่อมั่นในตนเอง
และหลายต่อหลายคนเกิดปัญหาทางสัมพันธภาพตามมา
ปัจจุบัน ภาวะนกเขาไม่ขัน หรือขันไม่ครบเพลงของท่านชายได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
มีการพัฒนาการในการใช้ยาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีทั้งยาฉีดเฉพาะที่ ยาสอดเข้าไปทางท่อปัสสาวะ
ยารับประทาน และยาอมใต้ลิ้น
แต่ละชนิดก็ได้ผลต่างๆ กัน... ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงมีอยู่ว่า ท่านชายหลายต่อหลายคนไม่ยอมรับว่า
ตนเองมีสภาพการหย่อนสมรรถภาพภรรยาก็ไม่กล้าทวงถามเพราะจะกลายเป็นผู้หญิงไม่ดีไป
ท่านชายบางท่านยอมรับแต่อายไม่กล้าไปหาหมอซื้อสมุนไพรบ้างยาผีบอก บ้างมารับประทานตามเรื่องตามราวไป
มีเสียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยอมไปพบคุณหมอให้รักษาและเมื่อไปพบแพทย์แล้ว
ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมรับประทานยาเพราะกลัวอันตราย
ประมาณการณ์ว่า มีผู้ชายทั่วโลกที่เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถึงมากกว่า 180 ล้านคน
แต่มีเพียง 20 ล้านคนเท่านั้นที่ไปปรึกษาแพทย์ ในประเทศไทยนั้นประมาณว่าผู้ชายไทย
มีปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถึงเกือบ 4 ล้านคน แต่มีผู้ชายไทยเพียง 2 แสนคนเท่านั้น
ที่ไปปรึกษาแพทย์
ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ที่ยาชนิดรับประทาน และมากกว่า 1 ใน 3
ของผู้ที่กำลังรักษาอยู่ยังไม่พอใจกับยาที่ใช้อยู่รวมทั้งอยากจะลองยาใหม่ๆ ที่อาจจะมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลสูงกว่าที่มีอยู่
เชื่อไหมว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทีเดียวที่อยากจะลองของใหม่!!!
นี่หมายถึงยาใหม่ๆ นะ... ไม่ใช่คู่นอนใหม่
เพราะยาที่ใชสำหรับการรักษาหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นมักจะมีคำที่เขียนอยู่ข้างกล่องบนฉลากว่า HUO
ย่อมาจาก HOME USE ONLY แปลเป็นไทยคงจะได้ความว่า ใช้เฉพาะภายในบ้านเท่านั้น
เพราะฉลากอันนี้จึงทำให้เกิดคำพูดขำขันขึ้นมาว่า ยารักษาการหย่อนสมรรถภาพนั้นมีไว้ใช้กับภรรยาที่บ้านเท่านั้น
เนื่องจากถ้าเป็นนอกบ้านเมื่อไรไม่ต้องใช้ก็รู้สึกว่าจะทำงานได้... เพราะผิดกลิ่นนั่นเอง
เมื่อเป็นแบบนี้แล้วในการที่จะรักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างชายและหญิง
การประชุมเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศสำหรับท่านชายที่จะได้สุขสมภิรมย์หมายกับภรรยาจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ
ปีละหลายๆ ครั้งตางประเทศกันไป
เพื่อเป็นการสื่อสารข้อมูลใหม่ๆ ในการใช้ยารักษาภาวะการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ให้แน่ใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย
เรียกว่าพยายามให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลนั่นแหละ???
ล่าสุด ได้ไปประชุมมาและเมื่อมีผลงานการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ก็ย่อมจะต้องนำมาเล่าแจ้งแถลงไขให้ทราบโดยทั่วกัน
และข้อมูลที่น่าสนใจนั่นคือ...
ด็อกเตอร์ วิลเลียม ฟิชเชอร์ ได้เสนอผลการสำรวจข้อมูลที่น่าสนใจพอจะสรุปผลให้เป็นข้อมูลไว้พิจารณา
โดยทำการสำรวจในประชากรประเทศสหรัฐอเมริกาบราซิล และประเทศในสหภาพยุโรปอีก 5 ประเทศ
จำนวนผู้ชายทั้งหมด 27838 คน ที่ได้รับการสำรวจนั้น
10% มีปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในระดับต่างๆ ตั้งแต่ไม่ยอมทำงานเลย
จนถึงทำงานได้บ้างไม่ได้บ้างไม่แน่นอน
50% ของผู้ชายที่มีอาการดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์
ที่เหลืออีก 50% ...อดทน และรอคอยด้วยความหวังว่าจะหายได้เอง??
แต่สิ่งที่อยากจะฝากไปถึงท่านชาย และผู้หญิงคนรักของพวกเขาก็คือการเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น
อาจเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่ามีโรคภัยไข้เจ็บอื่นที่หลบซ่อนอยู่และยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงอาการ
โรคต่างๆ เหล่านั้นได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน ในเลือดสูง โรคซึมเซา
แต่สิ่งที่หมอ ฟิชเชอร์ สำรวจพบแตกต่างจากการสำรวจก่อนหน้านี้ก็คือ
การเกิดภาวะการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในกลุ่มนี้ ไมมีส่วนสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่
...ซึ่งถ้าเป็นจริงคงจะทำให้บริษัทที่ขายบุหรี่ เริงร่าไป
อย่าเพิ่งเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์จะดีกว่า
และทราบไหมว่า ปัจจัยอะไรที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ชายยอมไปพบแพทย์รักษาหรือไม่รักษา
คำตอบก็คือ... เธอคนนั้นนั่นเอง!!!
ผู้หญิงของเขาเท่านั้น ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เขายอมไปรักษาหรือไม่
ถ้าเธอไม่สนใจ ... เขาก็คงจะต้องก้มหน้าก้มตาหย่อนต่อไปโดยไม่มีวันตึง และไม่ได้รับการตรวจว่า
มีโรคร้ายอื่นๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของ เขาซุกซ่อนอยู่หรือไม่
แต่ถ้าเธอเข้าใจเขา เป็นกำลังใจให้เขา และยินดีเต็มไปใจที่จะได้รับสัมผัสรักจากเขาแล้ว
เขาก็ย่อมที่จะไปแสวงหาการรักษาเป็นธรรมดา
แน่นอนว่า โรคภัยไข้เจ็บที่ซ่อนเร้นอยู่ก็จะได้รับการวินิจฉัยและรักษาไปด้วย
ทำให้เขามีชีวิตยืนยาวอยู่คู่กับเธอไปนานๆ
ปัญหาของเขา... จึงเป็นเรื่องของเธอด้วย
เรื่องของเรื่องจึงอยู่ที่ว่า เธอจะสนใจเขาไหม และสนใจที่จะหาทางชักจูงให้เขาไปปรึกษาแพทย์ไหม
ถ้าเธอสนใจ... เขาก็คงจะมีสุขภาพที่สมบูรณ์และมีสุขเพศไปด้วย
เพราะเธอเท่านั้น... ที่เขาเกรงใจ!!
(update 29 กันยายน 2004)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 640 วันที่ 6 - 12 ก.ย. 2547 ]
|