เห็นหัวเรื่องแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่า เดี๋ยวนี้ รักลูก
เขาเปิดคอลัมน์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในบ้านกันแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น รักนก
หรือ รักสัตว์ กันไป อะไรทำนองนั้น เพราะเรื่องที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้หมายถึง นกอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งถึงจะไม่เลี้ยงหรือไม่ค่อยอยากจะเลี้ยง แต่มันอยู่คู่กับคุณสุภาพบุรุษในทุกครอบครัวเลยทีเดียว
เสวนาข้างหมอนฉบับนี้จึงขอพูดถึงปัญหา เมื่อนกเขาไม่ขัน หรือที่คุณสุภาพสตรีหลายท่านให้นิยามอื่นๆ ไว้ต่างๆ นานา
เช่น ล่มปากอ่าว ล้มไม่รู้โด่ ดาบหัก ขวานปิ่น ชักธงไม่ขึ้น ปลาตายน้ำตื้น บ่มิไก๊ ไร้น้ำยา พี่เปเล่ ฯลฯ สารพัดสารพัน
ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความเจ็บช้ำในกระดองใจให้แก่ท่านที่ประสบปัญหาดังกล่าวทั้งสิ้น หัวเราะกันไปเถอะ
ไม่เกิดกับตัวเองแล้วไม่มีวันรู้ซึ้งหรอก ว่ามันเจ็บปวดและน้ำตาตกในเพียงใด ผมเข้าใจดี
(แต่ผมไม่เกี่ยวนะครับ ไม่ได้เป็น...อ้าว! อย่ามองผมอย่างนั้นสิ...)
เรื่องแบบนี้อย่ามองข้าม หรือคิดว่าเป็นปัญหาเล็กๆ นะครับ เพราะทำให้ชายเศร้าหญิงเซ็ง
เรื่อยไปจนถึงเตียงหักบ้านแตกกันมาแล้วก็มี แต่ที่จะคุยกันในวันนี้หมายถึงกรณีที่นกเขาไม่ขัน
โดยไม่เลือกสถานที่เท่านั้นนะครับ ส่วนพวกที่อยู่ในบ้านทำเป็นคอตก แต่ออกนอกบ้านทีไร
ขันดังยังกะไก่กระต๊ากนั้นไม่เกี่ยว อันนั้นต้องรักษากันเอง
โรคนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED (Erectile Dysfunction)
ซึ่งไม่เหมือนกับ กามตายด้าน นะครับ เพราะกรณีนั้นหมายถึงคนที่ไม่มีความอยากในเรื่องเพศ
แต่อาจจะแข็งตัวได้หรือไม่ได้ ก็เหมารวมไว้ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วน ED นั้นหมายถึงผู้ที่อยากมีกิจกรรม แต่ไม่สามารถแข็งตัว
หรือคงการแข็งตัวไว้ได้จนกระทั่งมีความสุข ผู้ป่วย ED จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้อาวุธประจำกายกลับมาผงาดได้เหมือนเดิม
และจากข้อมูลวิจัยในผู้ชายไทยอายุ 40-71 ปี พบเป็นกันมากถึงประมาณ 3 ล้านคน หรือร้อยละ 37.5 ทีเดียว
ตัวเลขจริงๆ อาจจะมากกว่านี้ แต่ส่วนหนึ่งคงอายและไม่ประสงค์จะออกนามหรือเปิดเผยตัว
ว่าฮิตเป็นโรคนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน
กว่า 80% พบว่าเป็นผลจากโรคทางกายอื่นๆ ส่วนอีก 20% เกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจ
ทีนี้คงต้องเข้าใจกลไกการแข็งตัวกันก่อนนะครับว่าเมื่อมีการสนองอารมณ์และความต้องการทางเพศ
สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งสัญญาณผ่านไขสันหลัง ลงมาเส้นประสาทที่ใช้กระตุ้น มีเลือดมาคั่งที่บริเวณอวัยวะเพศ
และกดเส้นเลือดดำไว้ไม่ให้เลือดรั่วไหลออกไปได้จนกว่าจะเสร็จสิ้นกิจธุระแล้ว ดังนั้นถ้าสมองไขสันหลังเส้นประสาท
หรือเส้นเลือดทำงานบกพร่อง ก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้ ทั้งนี้สาเหตุทางกายอันดับหนึ่งมาจากโรคเบาหวานซึ่งพบได้ร้อยละ 30
รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง มีสิทธิที่นกเขาจะไม่ขัน 100%
นอกจากนี้โรคของสมอง ไขสันหลังเกิดพิการหรือยาลดความดันโลหิตบางชนิด
ก็ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการที่ว่าได้ด้วย
อายุก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะในคนหนุ่มๆ พบโรคนี้ไม่ถึง 10%
โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาทางจิตใจมากกว่า การที่ผู้ใหญ่หลอกเด็กหนุ่มๆ ว่าอย่าช่วยตัวเองมากเดี๋ยวกระสุนหมด
ไม่เป็นความจริง เพราะผู้ชายสามารถสร้างอสุจิได้ตลอดช่วงอายุขัย เพียงแต่อาจมีจำนวนลดลงตามวัย
ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีตั้งแต่อาการน้อยๆ คือ ชักธงชัยได้สำเร็จมากกว่าครึ่ง อาการปานกลาง อันหมายถึงล้มเหลวซะ 50%
(ที่เหลือยังพอจะยืดอกคุยกับเขาได้บ้าง) และกลุ่มที่อาการรุนแรง คือส่วนใหญ่จะไม่สู้เสียเลย
ทั้งนี้แพทย์คงจะช่วยรักษาเฉพาะผู้ที่เดือดร้อนกับอาการดังกล่าว เพราะบางครอบครัวทั้งสามีภรรยาก็ไม่ได้ต้องการทั้งคู่
เลยไม่ต้องรักษาอะไร แต่ถ้าเมื่อไรคุณรู้ตัวว่ามีอาการอันน่าสงสัยเสียแล้ว ก็ควรจะรีบปรึกษาแพทย์
เพราะอาจจะตรวจพบโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงซ่อนอยู่ก็ได้ (เหมือนเดิมครับ
ขอยืนยันว่าผมเองไม่เคยมีอาการเหล่านี้เลย ชัวร์! ชัวร์ม้ากมาก)
- ทำยังไงดี ? ช่วยนกเขาด้วย
การรักษาก็มีตั้งแต่ยารับประทาน ซึ่งเมืองไทยมีจำหน่ายอยู่ยี่ห้อเดียว เม็ดละ 400-500 บาท แพงมาก
แต่คุณผู้ชายทั้งหลายต่างก็บอกว่า คุ้ม คุ้ม ต้องรับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนเริ่มปฏิบัติการ และใช้ได้ผลไป 4-5 ชั่วโมง
ได้ผลดีร้อยละ 80 อีกวิธีหนึ่งคือใช้ยาอมใต้ลิ้น ซึ่งออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าคือภายใน 30 นาที เท่านั้นก็พร้อมลุย
แต่ได้ผลต่ำกว่าคือประมาณ ร้อยละ 50 หรืออาจใช้ร่วมกันทั้ง 2 ตัวยา ก็จะได้ผลยิ่งขึ้น (แต่เปลืองมาก)
ยาพวกนี้ห้ามใช้ร่วมกับยารักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กลุ่มไนเตรดโดยเด็ดขาด
ส่วนวิธีอื่นๆ เช่น ยาฉีดเข้าที่ส่วนโคนของอวัยวะเพศนั้นยังอยู่ในขั้นวิจัยเท่านั้น ส่วนสมุนไพรพวกอุ้งตีนหมี
องคชาตเสือนั้นไม่ได้ผลหรอกครับ แถวแพงกว่าด้วย
เครื่องมืออื่นที่ช่วยได้ก็คือปั๊มสุญญากาศ ที่คล้ายกระบอกสูบเอาเลือดไปให้คั่งอยู่ที่อวัยวะเพศ
แล้วก็ต้องใช้ยางรัดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ รัดตรงโคนเอาไว้กันเลือดไหลออก ซึ่งยุ่งยาก บางทีก็ชาหรือเจ็บ
แต่ลงทุนน้อยดีและใช้ไปได้ตลอด
หรือถ้าซาดิสม์พอ ก็อาจเลือกวิธีผ่าตัดผูกเส้นเลือดดำ ซึ่งได้ผลร้อยละ 50 แต่ 4-5 ปีต่อมา อาจจะเป็นซ้ำอีกได้
วิธีสุดท้ายซึ่งได้ผลดีมากแต่ต้องมีทุนหนาหน่อย ก็คือการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม ซึ่งไม่ได้รักษาอะไร
เพียงแต่ช่วยให้มันแข็งตอนจะใช้งานเท่านั้น พอเสร็จแล้วก็บีบให้มันอ่อนตัวลงเหมือนเดิม
สรุปแล้วปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษานกเขาที่ไม่ขัน ให้กลับเสียงใสเป็นปกติ และหายขาดได้
(ไม่ใช่ขาดหายแบบหายไปเลยนะครับ อันนี้เพราะมีดโกนของคุณสุภาพสตรีเค้า) ดังนั้นควรป้องกันตัวเอง
โดยดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ปราศจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ดูแลสุขภาพจิตให้ดี
เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณห่างไกลจากอาการร้ายอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ เหมือนดังคำเปรียบเปรยความน่ากลัวของโรคนี้
ซึ่งผมมักจะได้ยินจากเพื่อนๆ ในวงสุราว่า ตัวตาย ดีกว่านกเขาตาย หรือ เสียชีพอย่าเสียนกเขา เป็นต้น... สวัสดี
ป.ล. ก่อนจากกันขอย้ำกับท่านผู้อ่านอีกครั้งนะครับ ว่าตัวกระผมนั้นน่ะ ปกติดีทุกประการ
ไม่ได้เป็นนะครับ กอง บก. เขาบังคับให้เขียนเฉยๆ (ฮา)
(update 30 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 248 กันยายน 2546 ]
|