ข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย (Information Centre on Men's Health)
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย มีรายงานว่า ผู้ชายที่มีอายุมากขึ้น และมีอาการของโรคหัวใจ เบาหวาน
ก็ยิ่งมีอัตราเสี่ยงเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากขึ้น
โรคนี้ แต่ก่อนเรียกว่า "โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ" แต่ปัจจุบันเพื่อความเข้าใจชัดเจนขึ้น
จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ" เรียกย่อๆ ว่า "อีดี" (Erectile Dysfunction - ED)
ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นกำลังแก่ผู้ป่วยชายที่ว่า อาการที่เป็นนี้ "เป็นได้ก็หายได้" ถ้าปรึกษาหมอและหาหนทางรักษาอย่างถูกวิธี
จากผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลฯ พบว่า ผู้ชายไทยอายุ 40-49 ปี เป็นโรคอีดี 23.29%
กลุ่มอายุ 50-59 ปี เป็น 47.79% และกลุ่มอายุ 60-70 ปี เป็นโรคอีดีสูงถึง 76.95%
เรื่องของ "อายุ" เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสภาวะโรคอีดีเพิ่มขึ้น เนื่องจากสังขารเริ่มทรุดโทรม
สุขภาพไม่สมบูรณ์ มีโรคประจำตัว มีความเครียด ล้วนส่งผลให้ผู้ชายมีอัตราเสี่ยงเกิดโรคนกเขาไม่ขันเพิ่มขึ้น
ผลการสำรวจนี้สอดคล้องกับการศึกษาทางระบาดวิทยาครั้งแรกของ "ไฟเซอร์" (บริษัทผู้ผลิตและวิจัยยารักษาโรคอีดี)
ที่พบว่า ชายไทยกลุ่มอายุ 60-70 ปี เป็นโรคอีดีสูงถึง 73% ส่วนกลุ่มอายุ 40-49 ปี เป็นโรคอีดี 20% และอายุ 50-59 ปี
เป็นโรคอีดี 46%
ผลการศึกษาระบาดวิทยาโรคอีดีของชายไทยครั้งล่าสุด เมื่อต้นปี 2546
ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ (ประเทศไทย) ได้ทำการสำรวจชายไทยอายุ 40-70 ปี
จำนวน 2,269 ราย ใน 13 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ พบว่า ชายไทยป่วยเป็นโรคอีดี 42.18%
หรือประมาณ 3.5 ล้านคน นับว่าสูงกว่าการศึกษาครั้งแรกเมื่อปี 2542 ที่พบว่าผู้ชายไทยป่วยเป็นโรคอีดี 37.5%
หรือประมาณ 3 ล้านคน
ศ.นพ.อภิชาติ วิชญาณรัตน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลศิริราช
และประธานศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย ให้ข้อมูลว่า จากผลการสำรวจล่าสุด พบอีกว่า
โรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการเป็นโรคอีดีที่เห็นชัดเจน มีอยู่ 2 โรค คือ โรคหัวใจ กับโรคเบาหวาน
มีตัวเลขว่าส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงเกิดโรคอีดีสูงถึง 71.74% และ 70.79% ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีโรคทางเดินปัสสาวะ 21.55% โรคความดันโลหิตสูง 20.22% และโรคเครียด
มีรายงานว่าผู้ที่เครียดมากก็จะมีโอกาสเป็นโรคอีดีสูงกว่าผู้ไม่เครียด 26.41%
คุณหมออภิชาติ บอกอีกว่า จากการประชุมโรคของชายสูงวัยนานาชาติ ที่กรุงปราก
ประเทศเชโกสโลวะเกีย โดยใช้ผลสำรวจชายไทย จำนวน 2,269 คน ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น
พบว่าอัตราการชุกของโรคอีดี (42.18%) นั้น ผลการศึกษายังแสดงถึงความสัมพันธ์ของโรคอีดี
และโรคแอบแฝงอื่นๆ รวมทั้งระบุว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 3 ที่ได้รับการบำบัดรักษาโรคอีดี
และนี่เองคืออุปสรรคในการรักษาโรค เพราะผู้ป่วยมีอาการแล้วไม่กล้าไปหาหมอ
ดังนั้น ศูนย์ข้อมูลฯ จึงเร่งรณรงค์เรื่องการรักษาโรคอีดีว่า ในเบื้องต้นต้องปรึกษาหมอก่อน
และมองให้เข้าใจ ผู้เป็นโรคนี้ก็เหมือนโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่ต้องมีการรักษา
อีกทั้งวิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบัน พัฒนาขีดขั้นของยารักษาโรคอีดีได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
คุณหมอคนเดิมบอกอีกว่า นอกจากสภาวการณ์โรคอีดีในผู้ชายไทยจะเพิ่มขึ้นแล้ว
โรคนี้ยังส่งสัญญาณเตือนภัยว่า ผู้ป่วยมักมีอาการของโรคอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่า เช่น โรคหัวใจ
โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน แอบแฝงอยู่
ฉะนั้น อย่าวางใจ ถ้าเป็นโรคอีดีก็เหมือนโรคอื่นที่ "เป็นได้ก็หายได้"
มีหนทางรักษา มียา และมีแพทย์คอยดูแลรักษา...
สอบถามข้อมูลเรื่องโรคอีดี : ตู้ ป.ณ.2513 กรุงเทพฯ 10500
หรือ http://www.menhealth.pfizer.co.th Hotline โทร.0-2664-5888
(update 16 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5854 วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ]
|