เรียนรู้จากปู่ย่าตายาย


เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์คนชรา ได้รู้ว่าในช่วงที่รัฐบาลกำลังปฏิรูประบบราชการ มีข่าวออกมาว่าสถานสงเคราะห์คนชราซึ่งมีอยู่ยี่สิบกว่าแห่งภายใต้ความรับผิดชอบของกรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) จะโอนไปให้องค์การบริหารประจำจังหวัด (อบจ.) รับผิดชอบ แต่จนบัดนี้การโอนดังกล่าวก็ยังมิได้เกิดขึ้น

เมื่อผมรู้จำนวนสถานสงเคราะห์คนชราและจำนวนคนชราในสถานสงเคราะห์แล้วก็อดหดหู่ใจมิได้ นี่ถ้าคนชราในสังคมไทยซึ่งมีนับล้านและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสุขภาพของคนไทยโดยทั่วไปดีขึ้นมีอายุยืนยาวกว่าแต่ก่อน ต้องถูกผลักเข้าไปอยู่ตามสถานสงเคราะห์คนชราจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สังคมไทยคงน่าเวทนาพิลึก เราจะเงยหน้าสู้ตากับใครได้ถ้าในสังคมของเรา ลูกๆ หลานๆ ไม่สามารถดูแลให้ความอบอุ่นกับปู่ย่าตายายของเราเองได้

เมื่อไม่นานมานี้ เรายังพอเห็นภาพคุณย่าหรือคุณยายผมสีดอกเลานั่งอุ้มหลานขณะทำกิจกรรมอื่นไปด้วย หรือคุณตาคุณปู่นั่งดึงเชือกไกวเปลให้หลานๆ ได้นอนอย่างมีความสุข แต่ปัจจุบันนี้ภาพอันน่ารักดังกล่าวได้เลือนหายไปมากแล้ว หรือเกือบจะไม่มีเลยในสังคมเมือง

สังคมปัจจุบันให้ความสำคัญกับมูลค่า (ทางเศรษฐกิจ) มากกว่า คุณค่า คนตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มุ่งความสำเร็จด้านวัตถุเป็นหลัก คิดแต่ว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายไม่มีความสามารถด้านการผลิตแล้ว จึงไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

อันที่จริง ปู่ย่าตายายมีความสำคัญและมีคุณค่าต่อชีวิตของลูกหลานมาก เป็นแหล่งความรู้และแหล่งเรียนรู้ด้านระบบคุณค่า ไม่เชื่อก็ลองไตร่ตรองดูเถิดว่าคุณค่าต่างๆ ที่ตัวเราเรียนรู้และยึดถืออยู่ในปัจจุบัน เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความกตัญญูรู้คุณ ความมีน้ำใจ การรู้จักแบ่งปัน ฯลฯ เราเรียนรู้มาจากใคร... ผมเชื่อว่าเราเรียนรู้มาจากปู่ย่าตายายไม่น้อยเลย และมั่นใจว่าเราเรียนรู้จากท่านมากกว่าจากโรงเรียนเสียอีก เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงมากกว่าการสั่งสอน

การมีชีวิตร่วมชายคาเดียวกันหรือในบริเวณเดียวกันกับปู่ย่าตายาย ช่วยให้เราเรียนรู้ถึงรากเหง้าขงเราอย่างแท้จริง ที่สำคัญได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ธรรมชาติหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎของความเปลี่ยนแปลงหรือกฎอนิจจัง เด็กที่อยู่กับครอบครัวขยายซึ่งมีคนทั้งสามชั่วอายุ จะเรียนรู้ว่าความตายเป็นเรื่องปกติ และมีทัศนะที่ถูกต้องต่อความตาย ...เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็มีประโยชน์อย่างคิดไม่ถึงทีเดียว เพราะคนจำนวนมากในยุคนี้กลัวกับความตายกันมากจนเกิดทุกข์

ผมเดินทางไปเมืองจีนที่ครอบครัวมีลูกคนเดียวตามนโยบายของรัฐบาลจีน แล้วก็เห็นได้ค่อนข้างชัดว่า สังคมจีนมีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบคุณค่าและวัฒนธรรมอย่างพิสดาร จนผมไม่แน่ใจว่าการพัฒนาของจีนจบลงในรูปใด เมื่อระบบคุณค่าที่สืบทอดมาเป็นเวลาพันๆ ปีต้องสะดุดลงเพราะระบบครอบครัวแบบใหม่ ครอบครัวในสังคมจีนจำนวนมากอยู่กันแบบไม่มีลูกเต้าดูแล ถ้าลูกๆ ไม่เดินทางไปอยู่ที่อื่นไกลบ้าน ก็ไม่ค่อยสนใจคนรุ่นปู่รุ่นย่านัก

สังคมไทยเราก็กำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางคล้ายๆ กัน ยิ่งสังคมตะวันตกด้วยแล้วยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนชรานั้นไร้ความหมาย แต่เมื่อผมได้พบปะพูดคุยกับคนมุสลิมที่รู้จักมักคุ้นกันกลับพบว่าในสังคมมุสลิมยังมีครอบครัวขยายอยู่มาก และในแต่ละครอบครัวก็มีลูกหลายคนเสียด้วย ผมจึงยังเห็นความเป็นปึกแผ่นในระบบครอบครัวมุสลิมอยู่มาก ในขณะที่หลายคนมองว่าครอบครัวที่มีลูกหลานเยอะอาจจะมีปัญหาด้านเศรฐกิจได้... ข้อนี้แม้จะเป็นความจริงอยู่บ้างแต่ก็เฉพาะกับคนที่ให้ความสำคัญเรื่องมูลค่ามากกว่าคุณค่าเท่านั้นกระมัง!

ในด้านผู้สูงอายุเอง จะรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายถ้าได้มีบทบาทช่วยดูแลลูกหลาน ดังปรากฏอยู่รายงานการศึกษาในต่างประเทศบางชิ้น แม้ว่าจะมีรายงานวิจัยบางชิ้นอ้างว่า การที่ผู้สูงอายุมีภาระดูแลลูกหลานมากเกินไปทำให้ไม่มีเวลาพบปะเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาหาความสำราญ บ้างเกิดความเครียด บ้างมีปัญหาโรคหัวใจ ความดันโลหิต อย่างเช่นในออสเตรเลียมีข้อมูลที่ระบุว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยประสบอุบัติเหตุขณะช่วยขับรถรับส่งหลานๆ ไป-กลับโรงเรียนหรือเข้าร่วมกิจกรรมในวันหยุด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากที่สุดก็คือ การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาและพูดคุยกับลูกๆ หลานๆ ได้เล่าเรื่องในอดีตให้ลูกหลานฟัง และได้เห็นความก้าวหน้าของลูกหลานทั้งในด้านการศึกษา การงานอาชีพ

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ร่วมประชุมพบปะกลุ่มผู้นำชาวภูไทในจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เรียนรู้ขนบธรรมเรียมประเพณีอันดีงามของชาวภูไทหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณีที่เรียกว่า 'พ่อล่ามแม่ล่าม' ผมคิดว่าประเพณีดีๆ อย่างนี้ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์กับการเรียนรู้ และช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยเงื่อนไขเดียว นั่นคือยอมรับบทบาทของผู้อาวุโส

ผมคิดว่าในยุคที่ทั่วโลกกำลังคิดกันเรื่อง 'ความมั่นคงของมนุษย์' และประเทศไทยเราก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ถึงขนาดตั้งเป็นกระทรวง เรื่องคนชราน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมควรเอาใจใส่ ผมมิได้คิดเพียงจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองว่าถ้าชุมชนสามารถจัดการให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาทให้การเรียนรู้ด้านคุณค่าแก่เด็กรุ่นหลัง จะมีประโยชน์มากทีเดียว ซึ่งทุกวันนี้เด็กๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมมากขึ้นทุกที เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางเพศ ความรุนแรง ช่องว่างระหว่างวัย ปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้อาจมีสาเหตุที่สลับซับซ้อน แต่ระบบคุณค่าที่เปลี่ยนไป (ซึ่งปัจจุบันนี้ระบบสื่อสารมวลชนและระบบกลไกการตลาดได้สร้างคุณค่าใหม่ๆ ขึ้นมา) และขัดแย้งกัน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย ครอบครัวนั้นอย่าว่าแต่จะสร้างระบบคุณค่าเลย เอาแค่เพียงรักษาและถ่ายทอดคุณค่าเดิมที่มีอยู่ก็ยากเสียแล้ว เพราะเงื่อนไขของการเป็นครอบครัวเดี่ยว และครอบครัว 'โดดเดี่ยว'

เป็นไปได้ไหมครับที่จะคิดให้คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายมาเป็นอาสาสมัครตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก โรงเรียนอนุบาล ศูนย์เด็กเล็ก ตึกเวชกรรมเด็กในโรงพยาบาล สนามเด็กเล่น เป็นต้น วันละชั่วโมงสองชั่วโมง หรือสัปดาห์ละวันสองวัน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีโอกาสพูดคุยกับเด็กๆ เล่านิทานหรือเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กฟัง ผมเชื่อว่าเด็กจะสนใจและคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายก็คงยินดี

...หรือว่าผมฝันกลางวันของผมคนเดียวก็ไม่รู้ เนื่องจากรู้ตัวว่าเริ่มแก่และกลัวไม่มีใครเห็นคุณค่า
ลองช่วยกันคิด และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องนี้กันให้กว้างขวางดีไหมครับ


(update 28 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600