อยากให้เข้าใจ
ย่ายายก็รู้จักเกรงใจลูกหลานเหมือนกันนะ
" ฉันเพิ่งเป็นหม้ายมาหยกๆ อยู่ในวัย 70 เศษ มีลูกหลานเยอแยะ อยู่กันคนละเมือง
ทุกคนมีครอบครัวดี เขามาหาฉันทีไร ก็มีข้าวของติดมือมาด้วย ฉันอยากจะบอกพวกเขาว่า
ฉันไม่อยากได้ของขวัญใดๆ ทั้งสิ้น ฉันอยากได้เวลาและบริการจากพวกเขาบ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ
สักเดือนครั้งสองครั้งก็พอ
" เล็กๆ น้อยๆ ของฉัน ซึ่งกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ เช่น การเปิดกระป๋องเปิดขวด เปลี่ยนหลอดไฟ
เปลี่ยนแบตเตอรี่ เครื่องบังคับทีวี และนาฬิกา ปิดฝาเกลียวขวดยา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ฉันเคยทำเองได้
เดี๋ยวนี้ไม่มีแรงพอ มือไม่เข้มแข็งเท่าแต่ก่อน จับเข้มจับเย็บผ้าไม่อยู่มือ ขมวดปมด้ายก็ไม่เป็นปม
จาระไนไม่หมด งานใหญ่ๆ อย่างท่อประปาซึม เตาไฟฟ้าขัดข้อง ฉันตามช่างเฉพาะเรื่องมาแก้ไข
เรื่องเงินค่าบริการไม่ขัดข้อง ฉันพอมีพอใช้ไม่ต้องพึ่งพาเงินของลูก
" ฉันยังขับรถได้อยู่ ขับใกล้ๆ น่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องซื้อของกินของใช้ ฉันไปซื้อเองได้
ฉันพอใจที่จะไปเดินช้อปปิ้งตามลำพัง ไม่มีห่วงหน้าห่วงหลัง
ช่วยพิมพ์จดหมายฉบับนี้ด้วย ลูกหลานเขาจะได้รู้ว่า ย่ายายของเขาต้องการอะไร"
ไม่ต้องบอกก็คงเดาได้ว่า ย่ายายและลูกหลานในจดหมายเป็นฝรั่ง อยู่ในบ้านเมืองฝรั่ง
ย่ายายไทย อายุ 70 คงมีน้อยคนที่จะใช้บริการสื่อสารมวลชนบอกกล่าวความในใจของตนสู่ลูกหลานส่วนใหญ่
(หรือส่วนน้อยก็ไม่ทราบ) เขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวไม่เป็น เขียนได้แต่เซ็นชื่อ มีทุกข์ท่วมท้น
พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ย่ายายที่เขียนได้ก็ขี้เกียจเขียน อาจเป็นเพราะทุกข์ไม่ถึงขนาดอยากได้แรงผู้อื่นมาช่วย
ก็มีเงินจ้างพี่เลี้ยง (คนแก่ต้องการพี่เลี้ยงเหมือนกับเด็ก) ถ้าถึงขนาดบริโภคเครื่องอุปโภคบริโภค
ที่ต้องการเปิดอย่างใช้วิธีหรือเทคนิค ไม่น่าจะเป็นคนแก่ที่ไม่มีอันจะกิน
ความมีอันจะกินกับการมีคนช่วยรับใช้มักอยู่คู่กัน ย่ายายคนไทยไม่ชินต่อการอยู่ตามลำพังคนเดียว
ประเภทแก่เฒ่าแล้วต้องผจญชีวิตอยู่คนเดียว ไม่ใช่เพราะเลือกอย่างนั้น แต่เป็นภาวะจำยอม
สำหรับย่ายายที่เลือกอยู่ห่างจากลูกหลานทะนงในความเป็นคนแก่ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ต้องอยู่ด้วยความช่วยเหลือจากใคร
ไม่ว่าอะไรพอใจที่ตนเองสามารถเป็นผู้ให้มากกว่าจำใจเป็นผู้รับจนวาระสุดท้าย
ย่ายายประเภทนี้มักเป็นผู้มีการศึกษาดี ใกล้เข้าไปกับย่ายายฝรั่ง น่ารู้ด้วยการสำรวจว่า
ย่ายายของไทยพึ่งตนเองตามลำพังในขณะนี้มีจำนวนเท่าใด
ความพอใจในการพึ่งตัวเองได้คือ ที่มาของความเกรงใจผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่ลูกหลาน
จะฟังดูแปลกหรือไม่ที่จะพูดว่าปู่ย่าตายายพ่อแม่ควรมีความเกรงใจลูกหลาน
และคนที่นับถือในความมีคุณค่าของตนเองจะนับถือคุณค่าของผู้อื่นด้วย
จริงหรือเปล่าไม่ทราบว่า คำ 'เกรงใจ' มีใช้กับภาษาไทยเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าคนใช้ภาษาอื่นจะไม่มีความเกรงใจ อาจตรงกัน แต่มีความแตกต่างกันอยู่ในการแสดงออก
แม้แต่คนไทยด้วยกันเอง ก็ยังเกรงใจต่างกันอย่างตรงกันข้ามก็มี
คืนวันหนึ่งสัก 3 ทุ่มเห็นจะได้ ที่บ้านในตำบลสันป่าตอง เชียงใหม่
ได้ยินเสียงแว่วมาตามลมไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นทำนองเพลงที่มีเนื้อว่า "ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี"
ผู้ร้องเพลงคงไม่รู้สึกว่า เขากำลังติตัวเองที่ไม่มีความเกรงใจ ทำเสียงดังในเวลาวิกาล
ชาวบ้านที่กำลังจะนอนคงไม่เห็นว่าเพลงที่ร้องนั้นเป็นเพลงกล่อม
รุ่งเช้าเดินไปตามเสียงจึงรู้ว่ามีการชุมนุมกลุ่มผู้บำเพ็ญประโยชน์อะไรสักอย่าง
ในการชุมนุมมักไม่พ้นการร้องเพลงพร้อมๆ กัน เป็นการเชื่อมความสามัคคี แต่ไม่ใช่ว่า
ขึ้นชื่อว่าเป็นเพลงไหน ร้องที่ไหน เมื่อใดก็ได้ไปทั้งหมด
อ่านจดหมายคุณยายฝรั่งแล้วชอบใจมาก เพราะดูราวกับว่า
เธอเขียนแทนคุณยายทั้งโลกที่พึ่งตัวเองได้เหมือนเธอ
ที่บ้าน บนชั้นวางของในห้องอาหารที่มีขวดของกินประเภทเชื่อกันว่ากินแล้วบำรุงกำลังอยู่ 1 โหล
คนซื้อไม่ได้กิน และคนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กินเพราะทะนงตัวว่ายังไม่แก่ คนแก่ก็ไม่ได้กิน
เพราะเปิดขวดไม่ออก ต้องอาศัย เรี่ยวแรงไม่มี แถมรังเกียจทำให้ไม่อยากกิน
และแม้จะอยากก็เปิดขวดไม่ออก ต้องอาศัยคนอื่น
พอดีมีเพื่อนของหลานมาเยี่ยม นำแอปเปิลมาให้ 4 ลูก เล่าเรื่องจดหมายของคุณยายให้ฟัง
แล้วชี้ให้เขาดูขวดเครื่องดื่ม เขาเลยอาสาเปิดขวดให้ เขาทำได้ง่าย เพราะมีแรงและมีเทคนิค
ที่สำคัญคือสันทัดในการเปิดจุกเปิดฝาหลายแบบอยู่แล้ว
สำหรับคุณยาย ไม่ยอมที่จะเป็นผู้สันทัดในการเปิดอะไรทั้งนั้น ชอบกินอาหารกระป๋อง
ก็ดูว่าเปิดง่ายหรือยากก่อนซื้อ สังเกตได้ว่าของที่เราทำในประเทศมักเปิดยากกว่าของที่ซื้อมาจากเมืองฝรั่ง
เมื่อเด็กอยู่ในบ้านที่ไม่เคยขาดคน แต่งงานแล้วมีสามีที่ไม่รังเกียจที่จะรับหน้าที่เปิดกระป๋องเปิดขวด
มีอุปกรณ์ช่วยพร้อมสรรพ จนกระทั่งบัดนี้สามีไม่อยู่แล้ว พอดีแก่ตัว ไม่พยายามที่จะคิดใช้อุปกรณ์เหล่านั้น
เคยลองแต่ก็ยอมแพ้ว่าอาศัยแรงคนอื่นดีกว่า ไม่อยากกินของที่ต้องใช้แรงและหัวคิดในการเปิด
เพราะกลัวว่าจะได้แผล
วันนั้นเลยได้บริการจากผู้มาเยือน ทำให้ได้กินน้ำลายนกนางแอ่น ในการเปิดมีกระฉอกออกบ้างเล็กน้อย
ถ้าให้พี่เลี้ยงคนแก่เปิด เขาแรงมาก เปิดแล้วของในขวดกระฉอกออกอย่างได้ครึ่งเสียครึ่ง
บริการอื่นๆ ซึ่งเคยเป็นหน้าที่ของผู้ชายในบ้าน โอนให้พี่เลี้ยงทำ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ
เปลี่ยนแบตเตอรี่ของนาฬิกาและที่บังคับทางไกลของโทรทัศน์ หยิบของที่วางสูงเกินเอื้อม สอยมะม่วง
อย่างหลังนี้ความจริงชอบทำ แต่พอเป็นยายไม้สอยหนักแรงเกินไป และแหงนคอตั้งบ่าไม่ไหว
ถ้าอยู่คนเดียวคงต้องรอกินมะม่วงหล่น
คุณยายในจดหมายคงอยู่ในบ้านที่หลังไม่ใหญ่นัก คงมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
ส่วนที่เป็นปัญหาของคุณยาย ลูกหลานนึกไม่ถึง เพราะยังไม่ได้ผ่านวัยตามขั้นตอนของความเป็นคนแก่
ไม่รู้ว่าทำไมคุณยายต้องเปิดโทรทัศน์เสียงดัง หรือไม่สวมเสื้อผ้าที่ต้องสวมและถอดทางศีรษะ
กะแค่ประสานมือไขว้กันแล้วชูแขนขึ้นเท่านั้นไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ลูกหลานไม่มีวันรู้ว่า
'ก็แค่เท่านั้น'
ของหลานคือ 'ยาก' ของย่ายาย และคุณยายรู้เหตุผลอยู่ฝ่ายเดียว
ก็แค่นั้น
ทำไมไม่ขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่ใช่เหตุผลว่าทะนงตัวและอวดเก่งอย่างเดียว
มีความเกรงใจลูกหลานอยู่ด้วย เขาไม่ได้อยู่ร่วมบ้าน การติดต่อไม่เป็นปัญหาสำหรับมีมือถือกัน
ทั้งย่าทั้งหลานแต่อยู่ที่เวลาและแรงและเงิน เขาอยู่คนละบ้าน เป็นตัวของเขาเอง มีทรัพยากรส่วนตัว
เขาใช้เวลาอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เรามีสิทธิ์อะไรที่จะเข้าไปขอเวลาของเขามาใช้
และเราก็ไม่มีทางรู้ว่าเวลาที่เราเรียกเขา เขาจะทำหรือกำลังทำอะไร ถ้ามีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ยิ่งต้องเกรงใจหนักขึ้น ความต้องการของครอบครัวเขาย่อมต้องมาก่อนย่ายายที่อยู่ตามลำพัง
ถ้าลูกหลานจะมาเยี่ยมปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะถ้าหลานยังเล็ก ปู่ย่าตายายต้องเดือดร้อนหาของกินเลี้ยง
ตั้งใจว่ากลางวันนี้จะกินข้าวต้มและกับซึ่งเหลือมาตั้งแต่มื้อเช้า ก็ต้องงด คิดถึงอาหารมื้อกลางวันของลูกหลาน
สมัยนี้สั่งอาหารมาทางโทรศัพท์ได้ ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม ซึ่งบางทีก็ลำบากมากสำหรับปู่ย่าตายาย
คราวหนึ่ง ไปเยี่ยมลูกที่เยอรมัน เขาพาไปเยี่ยมแม่สามี ซึ่งเป็นคนแก่มาก
และอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ เธออุตส่าห์ทำขนมเค้กไว้เลี้ยงพ่อและแม่ของลูกสะใภ้
ลูกชายบ่นพึมพำ แล้วออกจากที่พักไปร้านเบอเกอรี่ที่อยู่ข้ามฟากถนนซื้อขนมมาเพิ่มเติม
พร้อมด้วยกาแฟชนิดสำเร็จรูปมาในซอง แม่ของเขาไม่ได้นึกถึงกาแฟเพราะไม่ได้กิน
คนแก่อยู่คนเดียวจะกินหรือไม่กินอะไรก็ทำตามใจชอบ ไม่ได้นึกถึงผู้มาเยือนแม้จะเป็นลูกหลาน
การหาอาหารให้เขาก็เป็นภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางที่ดี ถ้าลูกหลานจะมาเยี่ยม
ถ้าเป็นเวลาอาหารกลางวันก็น่าจะเตรียมมาเองให้พร้อม เป็นความเกรงใจที่ผู้มาเยือนควรให้แก่เจ้าของบ้านคนแก่
ตู้เย็นสำหรับคนแก่ที่อยู่คนเดียว คาดไม่ถึงว่าจะมีอาหารเพียบพร้อมตลอดเวลา
ทั้งพ่อแม่และลูกรวมทั้งใครๆ ในโลกต้องการความเกรงใจในกันและกัน เมื่อลูกยังเล็ก ลูกนอนหลับ
พ่อแม่และผู้ใหญ่ทั้งหลายเกรงใจ ว่าถ้าเขาตื่นขึ้นมาจะเดือดร้อนผู้ใหญ่ พ่อทำมาหากินมาเหนื่อยนัก
พ่อนอนหลับ ลูกทำอะไรต้องระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนพ่อ คุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า นอนหลับ
ลูกหลานต้องเดินค่อยๆ พูดเสียงเบาๆ ความเกรงใจเหล่านี้คือต้นเหตุของมารยาทระหว่างบุคคล
ที่เมืองฝรั่ง พ่อแม่คู่หนึ่งที่แยกกันอยู่ ลูกชายซึ่งมีครอบครัวแล้วอยู่ในที่พักตรงกันข้ามห้องของแม่
ห้องในตึกแถวนั้นแม่เป็นเจ้าของ แม่อาศัยอยู่ห้องหนึ่ง เรียกว่า อยู่ใกล้กับลูกชายคนหนึ่ง
เขามีลูกชาย 2 คน วันหนึ่งผู้เช่าห้องซึ่งเป็นคนไทยได้รับเชิญให้ไปกินข้าวเย็นกับเจ้าของห้อง
ลูกชายที่อยู่คนละฟากถนนกับแม่ก็มาร่วมกันด้วย กินเสร็จแล้วลูกชายก็เปรยขึ้นว่า
คิดถึงอาหารที่เมียทำแล้วละซี (I miss my wife's cooking)
เขาพูดอย่างนี้จริงๆ
ได้รู้ว่าเมียเขาไปคลอดลูกคนแรก เขาเลยมากินข้าวกับแม่ มองหน้าแม่กลัวแม่จะโกรธ
แต่ไม่เห็นแม่โกรธ แม่ตอบว่า ก็ทนกินข้าวของแม่ไปอีก 2-3 วัน เท่านั้นแหละน่า
นึกอยู่ว่าถ้าเป็นแม่ลูกไทย ลูกไม่น่าจะพูดอย่างนั้นกับแม่ แม่ไทยฟังลูกพูดอย่างนั้นอาจเดือดปุดๆ
หรือเขวี้ยงจานข้าวกระเด็นไป แต่คงมีแม่ไทยอีกไม่ใช่น้อยที่หัวเราะแล้วตอบอย่างแม่ฝรั่ง
ที่หัวเราะคือรับว่ากับข้าวฝีมือแม่ไม่เป็นรสชาติจริง และพอใจฝีมือทำกับข้าวของลูกสะใภ้
ที่รับภาระไปจากตนเสียได้ ไม่ถือสาลูกชายที่พูดความจริง
ที่เดือดปุดๆ แล้วเก็บไว้ในใจของแม่ก็คงมี เพราะชินกับการเก็บกดมานาน
จนเห็นเป็นธรรมดาที่ลูกจะทำร้ายน้ำใจแม่ด้วยการพูดพล่อยๆ คิดว่าแม่ไทยอดทนต่อการทำร้ายจิตใจจากลูก
และพ่อของลูกได้มากกว่าแม่ฝรั่ง การพึ่งตนเองได้ทำให้แม่มีความคิดว่า เราก็หนึ่งเหมือนกัน
ไม่กินก็อย่ากินซี (วะ) การอบรมให้เด็กมีนิสัยเกรงใจคนเป็นผลดีแก่ทั้งแม่และลูก
ดีแก่ลูกตรงที่ได้รับไมตรีจากผู้อื่น ดีแก่แม่ตรงที่ได้รับการถนอมน้ำใจจากลูก
ตรงนี้คิดว่าแม่ไทยได้เปรียบแม่อีกหลายชาติ การเกรงใจว่าจะทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ
มักอยู่กับความสุภาพอ่อนน้อม ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอ ตรงกันข้าม เป็นการแสดงว่ารู้จักควบคุมตนเอง
คนเราไม่อาจคิดและทำทุกอย่างตามที่คิดเสมอไป
วันนี้ได้กินน้ำลายนกเป็นขวดที่สอง เพราะหลานสาวอยู่บ้านให้เห็นหน้า
พอจะขอเวลานอกให้เขาเปิดขวดได้
(update 24 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]
|