ไวรัส วายร้ายทำลาย สุขภาพลูก


ยามที่เจ้าตัวเล็กไม่สบายทีไร มักหนีไม่พ้นโรคติดเชื้อจากไวรัสตัวร้ายทุกที เอ๊!…ว่าแต่ว่าไวรัสวายร้ายมันมีที่มาอย่างไร ถึงได้มาก่อกวนสร้างความเจ็บป่วยให้เราและเจ้าตัวเล็กได้อยู่บ่อยๆ หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากทราบคำตอบในเรื่องนี้ วันนี้ได้รู้คำตอบแล้วล่ะค่ะ เพราะเราเชิญ ศ.พญ.ศศิธร ลิขิตนุกูล มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับไวรัสให้หายสงสัยไปเลยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสงสัยว่าไวรัสนั้นคืออะไร ทำไมคุณหมอมักบอกว่าลูกป่วยจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งบางครั้งเป็นถึงปีละหลายครั้ง โรคติดเชื้อไวรัสเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 6 ปี และส่วนใหญ่มักพบในเด็กก่อนวัยเรียนด้วยค่ะ

ไวรัสเป็นจุลชีพชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมาก จึงสามารถผ่านแผ่นกรองได้ง่ายดายกว่าแบคทีเรีย ซึ่งไม่สามารถผ่านได้ แบคทีเรียจะแตกต่างจากเซลล์เนื้อเยื่อในการเจริญเติบโต ปัจจุบันพบว่าไวรัสมีมากมายหลายร้อยชนิด ไวรัสที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในคน ไวรัสของสัตว์ ไวรัสของพืช ไวรัสของแบคทีเรีย และไวรัสของเชื้อรา คราวนี้เราจะมาทำความรู้จักไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับเจ้าตัวเล็กกันค่ะ

รู้จักกันหน่อย…ไวรัสวายร้าย

ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในคนนั้นมีหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งชนิดของไวรัสตามหลักวิทยาศาสตร์ได้หลายวิธี อาทิเช่น
1. แบ่งตามชนิดของโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของสารพันธุกรรม ได้แก่
        - ไวรัสชนิดดีเอ็นเอ (DNA-virus) หรือ
        - ไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA-virus)
2. แบ่งตามขนาดหรือแบ่งตามชนิดที่มีเปลือกหุ้มหรือไม่มีเปลือกหุ้ม
3. แบ่งเป็นกลุ่มตามระบบหรืออวัยวะที่ก่อให้เกิดโรค ได้แก่
        - ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
        - ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง
        - ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ
        - ไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดไข้และผื่น
        - ไวรัสที่ต้องอาศัยยุงในการนำให้เกิดโรค เช่น ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) ที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออก และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encepnalitis) เป็นต้น
หมอขอกล่าวถึงชนิดของไวรัสที่สำคัญๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันคร่าวๆ นะคะ เพราะในปัจจุบันมีไวรัสมากมายหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อยในเด็กนั้น คือ กลุ่มไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจริงๆ แล้วไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด ยังมีหลายสิบชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เด็กป่วยได้บ่อยค่ะ

ไวรัสบางชนิดก่อให้เกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้มีอาการไข้ น้ำมูกไหล ไอ และเจ็บคอ ถ้าเรียกง่ายๆ ก็คือเป็นไข้หวัด (common cold) นั่นเองค่ะ และมักจะเกิดได้บ่อยในเด็กที่เริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล หรือเด็กที่ถูกเลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน ซึ่งเด็กๆ มักจะกิน เล่น นอน และทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้มีโอกาสสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือละอองฝอยจากการไอของเพื่อนที่ป่วยเป็นหวัด

เมื่อลูกติดเชื้อไวรัส

โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของไวรัสและภูมิต้านทานของเด็กด้วย ไวรัสบางชนิดอาจทำให้เกิดไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูกใสๆ และจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน แต่ไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสอินฟลูเอ็นซ่า (Influence virus) ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว ปวดศีรษะ และเด็กบางคนอาจถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปได้หลายวันเลยก็มีค่ะ

ส่วนเรื่องภูมิต้านทานของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเด็กมีร่างกายแข็งแรง เขาจะสร้างภูมิต้านทานได้ดี และจะฟื้นไข้ได้เร็วกว่าเด็กที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวอยู่เดิม หากเด็กที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวอยู่เกิดเจ็บป่วยเป็นหวัดขึ้นมา จะฟื้นไข้ช้าและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ หรือปอดบวมได้

นอกจากนี้แล้วยังมีไวรัสบางตัวที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เกิดอาการหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ส่วนไวรัสที่มักพบในเด็กเล็กวัย 6 เดือน – 2 ปี ได้แก่ ไวรัสอาร์-เอส-วี (RSV virus) และไวรัสพาราอินฟลูเอ็นซ่า (Parainfluenzae) เด็กจะมีอาการไข้ ไอ หอบจนอกบุ๋มหรือซี่โครงบาน และหายใจลำบาก ถ้าฟังเสียงปอดจะได้ยินเสียงหลอดลมดังวี๊ดๆ

ส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้สารน้ำออกซิเจน หรือพ่นยาเพื่อขยายหลอดลม อาการต่างๆ จะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน แต่บางครั้งอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรืออาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็กที่มีโรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด หรือมีโรคปอดผิดปกติอยู่เดิมค่ะ

ดังนั้น เมื่อลูกป่วยคุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกมาพบแพทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยายามให้ลูกดื่มน้ำมากๆ และนอนพักผ่อนให้มาก จะทำให้หายไข้เร็วขึ้นค่ะ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นเด็กเล็กๆ อายุ 6 เดือน – 3 ปี ที่มีไข้สูงต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด และคุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังให้มาก อย่าได้ปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กเล็กที่มีไข้สูงอาจชักได้ค่ะ

คุณหมอช่วยวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัส อาจทำไห้หลายวิธี ได้แก่
        - การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ
        - การเพาะแยกเชื้อไวรัสในเซลล์เนื้อเยื่อ กรณีนี้อาจทำได้เฉพาะในโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข แต่การเพาะแยกเชื้อต้องใช้เวลานาน จึงไม่เป็นที่นิยมโดยทั่วไป

ส่วนใหญ่ถ้าเด็กเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน แพทย์สามารถวินิจฉัยได้โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นโดยการตรวจเม็ดเลือดขาว ซึ่งจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมดอาจอยู่ในเกณฑ์ปกติหรืออาจเพิ่มสูงขึ้นได้เล็กน้อย และจะมีเม็ดเลือดขาวบางชนิดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมักพบในการติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อไวรัสทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์อาจจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อไวรัสเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

รักษาไวรัสให้หายไป

ปกติแล้ว โรคติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ แต่เด็กจะหายเองได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการแบบประคับประคอง เพื่อทำให้เด็กมีอาการดีขึ้น เช่น เช็ดตัว กินยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอละลายเสมหะ แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม หรือเด็กมีอาการแย่ลง แพทย์จะตรวจร่างกายซ้ำเพื่อมองหาภาวะแทรกซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม และเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้มักเป็นเชื้อที่อยู่ในตัวของผู้ป่วยเอง ถ้าพบหลักฐานดังกล่าว แพทย์จึงพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม

การรับประทานยาปฏิชีวนะเองทุกครั้งที่มีอาการไข้หวัด นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว อาจทำให้เกิดโทษได้ เพราะอาจทำให้เชื้อที่อยู่ในตัวผู้ป่วยดื้อต่อยา และถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ยาก็อาจใช้ยานั้นไม่ได้ผลอีกต่อไป ต้องใช้ยาอื่นที่อาจมีราคาแพงกว่าและอาจมีผลข้างเคียงมากกว่าได้ประโยชน์ค่ะ

ปกป้องลูกห่างจากไวรัส

  • การป้องกันเชื้อแพร่กระจายที่ดีที่สุด คือ ถ้าลูกป่วยเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดเรียน จะได้ไม่แพร่เชื้อไวรัสสู่เพื่อนๆ

  • คุณครูหรือผู้ดูแลเด็กนั้น ควรเน้นเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลของตนเอง และเด็กนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

  • เด็กๆ ควรใช้แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน และผ้าเช็ดหน้าของตนเอง และหมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่เอามือเข้าปาก ถ้าคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูที่ดูแลเด็กๆ ได้ฝึกให้ทำจนเป็นนิสัย จะเป็นการดีสำหรับเด็ก สามารถป้องกันตัวเองให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ต่างๆ จากโรคติดเชื้อได้ค่ะ

  • ในระยะนี้เริ่มเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว เด็กๆ มักป่วยเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ จากเชื้อไวรัสได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่จึงควรระมัดระวังอย่าให้ลูกหลานฝนมาก และควรรักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อช่วยสร้างภูมิต้านทานไม่ให้ลูกติดเชื้อไวรัสทางหนึ่งค่ะ

  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กๆ ไปยังสถานที่ที่มีคนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดี หรือไปคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะเป็นการป้องกันลูกหลาน ให้ห่างไกลจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสได้
โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่หมอกล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงเชื้อไวรัส ที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจอักเสบ ซึ่งก็มีอีกมากมายหลายสิบชนิด ถ้ามีโอกาสในภายหน้า หมอจะมาคุยให้ฟังถึงไวรัสที่ก่อโรคติดเชื้อในระบบอื่นๆ ที่พบได้บ่อยในเด็กเช่นกันต่อไปค่ะ


(update 24 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600