เจาะลึกเรื่องวัคซีนใหม่ๆ

เมื่อสองสามวันก่อนเปิดอินเทอร์เน็ตเข้าไปทักทายชาว www.planpublishing.com เจอคำถามของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากรู้เรื่องวัคซีนเข้าอย่างจัง เลยเก็บข้อสงสัยนี้ไปถามผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชิษณุ พันธุ์เจริญ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ช่วยอธิบายจนหายข้องใจ สุดท้ายก็ตามประสาคนคุ้นเคย จึงลงเอยด้วยการขอเก็บมาเล่าให้แฟนๆ ดวงใจพ่อแม่อีกต่อหนึ่งนี่แหละค่ะ

Q : วัคซีนเผื่อเลือกอย่าง อีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบเอ ไทฟอยด์ จำเป็นแค่ไหน ควรฉีดตอนลูกอายุเท่าไหร่กันแน่

A : วัคซีนเผื่อเลือกคือวัคซีนที่ทางรัฐไม่ได้กำหนดให้เด็กทุกคนต้องฉีด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพ่อแม่และคุณหมอเป็นหลัก เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ได้มีความรุนแรง จนมีความสำคัญมากพอ เพราะรัฐเองก็มีงบประมาณจำกัด
อีสุกอีใส เป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงในเด็กเล็ก แต่จะมีอาการรุนแรงในเด็กโตและผู้ใหญ่ เวลาน้องหนูเป็นก็จะมีไข้และตุ่มน้อย โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงทางปอดและสมองก็น้อยตามไปด้วย ยกเว้นในเด็กแรกเกิดช่วง 7 วันแรกที่อาจได้รับอันตรายจากโรคนี้ได้

ข้อแนะนำ
- อย่าตื่นเต้นกับอีสุกอีใสมากนัก โดยชมรมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยแนะนำให้ฉีดตอนอายุ 10 ปี เพราะก่อนหน้านั้น ถ้าเด็กติดเชื้อโดยธรรมชาติ จะยังไม่มีอาการรุนแรง และเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายของลูกสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง
- หากฉีดวัคซีนหลังอายุ 13 ปี จะต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่ และเพียงพอกับการป้องกันโรค
วัคซีนไทฟอยด์ ควรจัดอยู่ในประเภทวัคซีนพิเศษมากกว่า ยิ่งในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยน้อยมาก เพราะสุขลักษณะความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นนั่นเอง ในโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่มีผู้ป่วยที่พิสูจน์ว่าเป็นไทฟอยด์ประมาณแห่งละ 1-2 รายต่อปีเท่านั้น

ข้อแนะนำ
- ชมรมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยจัดให้วัคซีนไทฟอยด์เป็นวัคซีนที่ใช้ในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นเดียวกับวัคซีนพิษสุนัขบ้าที่ใช้เมื่อถูกสุนัขกัด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้สำหรับเด็กที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ดังนั้น วัคซีนไทฟอยด์ควรจะใช้ต่อเมื่อผู้รับจะเดินทางไปยังประเทศ หรือพื้นที่ที่ยังมีการระบาดของไทฟอยด์อยู่ อย่าง อินเดีย บาหลี เวียดนาม เม็กซิโก เป็นต้น

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ถือเป็นวัคซีนเผื่อเลือกอีกตัวหนึ่ง เพราะเป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงในเด็กเล็ก ซึ่งในเด็กโตและผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่า ทำให้ต้องนอนพักในโรงพยาบาลและขาดเรียนหลายวันทีเดียว แต่ก็ยังถือว่ารุนแรงน้อยเมื่อเทียบกับโรคไวรัสตับอักเสบบี เพราะโรคหลังนี้ บางคนจะไม่แสดงอาการแต่กลับเป็นพาหะของโรค และยังทำให้เกิดตับวายหรือมะเร็งตับได้ด้วย

ข้อแนะนำ
- ฉีดตอนโตก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนนัก

Q : มีข่าวว่าสาร thimerosal ที่เป็นตัว preservative ในวัคซีนอาจทำให้เด็กเป็น Autistic ได้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ

A : ออทิสติกเป็นโรคที่มีผลต่อพฤติกรรมและสมองเด็ก พ่อแม่จึงกังวลใจมาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงมีการศึกษาทุกปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือสนับสนุนให้เห็นได้ชัดเจนว่า วัคซีนมีการเกี่ยวข้องกับออทิสติก
ข้อแนะนำ
- คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรกังวลมากนักเพราะการฉีดวัคซีนนั้นคุ้มค่า กับการป้องกันโรคให้ลูกน้อยแน่นอนอยู่แล้ว
- ติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไป

Q : วัคซีนรวมหลายโรคในเข็มเดียว บางแห่งราคาถูก บางแห่งราคาแพง อยากทราบว่า วัคซีนในสถานพยาบาลต่างๆ เป็นยี่ห้อเดียวกันหรือไม่

A : การตั้งราคาวัคซีนจะพิจารณาจากหลายอย่าง รวมทั้งเศรษฐสถานะของพ่อแม่ด้วย อย่างในสหรัฐอเมริกาวัคซีนจะราคาแพงมากเมื่อเทียบกับบ้านเรา ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นวัคซีนตัวเดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน ราคาก็ต่างกันได้

จุดขายของวัคซีนรวมก็เพื่อทำให้เจ็บน้อยที่สุด และมาโรงพยาบาลน้อยที่สุด ซึ่งมีความปลอดภัยเท่ากับวัคซีนแบบเดี่ยว แต่กลไกและวิธีการผลิตจะค่อนข้างยุ่งยาก จึงมีราคาสูง แต่วัคซีนแบบเดี่ยวจะมีภูมิคุ้มกันที่สูงกว่าแบบฉีดรวมเล็กน้อย สรุปโดยรวมคือไม่ว่าจะเป็นแบบรวมหรือฉีดแยกก็มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ให้ได้อย่างเพียงพอแน่นอน
ข้อแนะนำ
- เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี จะไม่จำความเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนยาวนานเหมือนเด็กโต ส่วนใหญ่คนที่เจ็บมากคือ พ่อแม่ที่เห็นลูกร้องมากกว่า
- โดยทั่วไปสามารถฉีดวัคซีนต่างบริษัทต่างยี่ห้อได้ เพราะร่างกายของเด็กไม่ได้จำว่ารับวัคซีนยี่ห้ออะไรเข้าไป เมื่อพาลูกไปฉีดวัคซีนต่างคลินิก คุณหมอดูประวัติน้องหนูในสมุดสุขภาพแล้ว ก็จะสามารถจัดวัคซีนให้ได้อย่างปลอดภัย
- วัคซีนที่ใช้ตามสถานพยาบาลทั่วประเทศในขณะนี้ มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วล่ะ โดยที่กุมารแพทย์และคุณหมอทั่วไปมีหน้าที่ให้ข้อมูลที่โปร่งใส

Q : ฉีดวัคซีนเร็วหรือช้ากว่ากำหนดมีผลอย่างไร และควรทำอย่างไร

A : การฉีดวัคซีนเข้าไปนิดเร็วไปหน่อยไม่ได้มีผลอะไร เช่น วัคซีนที่แนะนำให้ฉีดตอน 2 เดือน ก็สามารถฉีดได้ตั้งแต่เดือนครึ่งถึง 4 เดือน แต่เพื่อการจดจำที่ง่าย จึงต้องระบุอายุที่แน่ชัดลงไป ถ้าเกินกำหนดก็ฉีดเข็มต่อไปได้จนครบชุด โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นฉีดใหม่
ข้อแนะนำ
- คุณพ่อคุณแม่ควรทราบว่า
1. ถ้าเป็นโรคที่มีอาการรุนแรงควรจะฉีดตามกำหนด เช่น วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ เนื่องจากมักเป็นในเด็กเล็ก ส่วนไข้สมองอักเสบ JE มักเป็นในเด็กโตและแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 1-2 ปี ถ้าหากจำเป็นต้องเลื่อนการฉีดออกไปก็ได้
2. การเว้นระยะห่างฉีดของวัคซีนเข็มที่ 2 ควรฉีดตามกำหนด อย่างกรณีวัคซีนไข้สมองอักเสบเข็มที่ 1 และ 2 จะกำหนดให้ห่างกัน 1-2 สัปดาห์ เช่น ฉีดเข็มที่ 1 ตอนอายุ 1 ขวบแล้วเกิดลืมไปนาน พาน้องหนูมาฉีดเข็มที่ 2 อีกทีตอนอายุ 2 ขวบ ภูมิคุ้มกันของโรคนี้จะถูกสร้างเพิ่มขึ้น จนอยู่ในระดับปลอดภัยจากโรคหลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 30 วัน นั่นก็คือ ตอนน้องหนูอายุ 2 ขวบ 1 เดือนนั่นเอง

ตารางวัคซีน
แรกเกิด

- วัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรค
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
2 เดือน


- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ
- หยอดโปลิโอครั้งที่ 1
4 เดือน


- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ
- หยอดโปลิโอครั้งที่ 2
6 เดือน


- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ
- หยอดโปลิโอครั้งที่ 3
9-12 เดือน - วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน-คางทูม เข็มที่ 1
11 เดือน – 2 ปี


- วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ บาดทะยัก-ไอกรน
- หยอดโปลิโอกระตุ้นครั้งที่ 1
- วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ 2 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 1-2 สัปดาห์
2 ปีขึ้นไป - วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเข็มที่ 3 โดยฉีดห่างจากเข็มแรก 1 ปี
4-6 ปี


- วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- หยอดโปลิโอกระตุ้นครั้งที่ 2
- วัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน เข็มที่ 2


(update 12 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600