เด็กเล็กๆ ภูมิคุ้มกันโรคยังมีน้อย แถมยังต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ มากมาย
เหล่านี้ล้วนมีผลทำให้หนูๆ เจ็บป่วยได้ทั้งนั้นค่ะ
ครั้งนี้ พ.ญ.วิมล เสกธีระ กุมารแพทย์ จึงได้รวบรวมโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นบ่อยในเด็กวัยแรกเกิดถึง 3 ปี
พร้อมทั้งวิธีการรักษาเบื้องต้น มาฝากแฟนๆ ดวงใจพ่อแม่กันค่ะ
เหลือง
ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะเป็นภาวะที่พบได้บ่อย จริงๆ ก็ไม่ใช่อาการที่น่ากลัวอะไร
แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะตัวเหลืองที่พบบ่อยเป็นอาการเหลืองที่บริเวณผิวหนังหรือตา
ซึ่งเป็นผลมาจากมีการสะสมบิลิรูบิน (ค่าของเสียที่มาจากตับ) เกินความสามารถที่ตับจะควบคุมได้
ถ้าบิลิรูบินมากเกินไปจะมีพิษกับสมอง ทำให้เด็กเกิดอาการซึม ไม่ดูดนม อาเจียน ร้องเสียงแหลม ชัก
และทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองต่อไปในอนาคต ทำให้สมองพิการ ปัญญาอ่อน และหูหนวกได้
ถ้าหากรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้
สาเหตุใหญ่ๆ ของภาวะนี้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
1. เหลืองแบบธรรมชาติ ซึ่งจะพบในเด็กที่กินนมไม่เก่ง ตับยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะหายเหลืองได้เองภายใน 7 วัน
2. เหลืองแบบผิดปกติ เช่น สาเหตุมาจากหมู่เลือดแม่ลูกไม่เข้ากัน มักพบในแม่เลือดกรุ๊ป O ส่วนลูกกรุ๊ป A หรือ B
มีภาวะพร่องเอ็นไซม์ G6PD จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โรคติดเชื้อในครรภ์มารดา มีเลือดคั่งจากการคลอดโดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศ เป็นต้น
ซึ่งภาวะเหล่านี้ต้องได้รับการรักษาถ้าเหลืองมากกว่าเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
การรักษานั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรักษาด้วยแสงบำบัด โดยการรักษาคือถอดเสื้อผ้าเด็กออก
พลิกตะแคงตัวทุก 3 ชั่วโมง เพื่อให้แสงส่องทั่วถึง แต่จะป้องกันดวงตาของเด็กจากแสงไม่ให้ทำลายกระจกตาด้วยการใช้ผ้าปิดตา
ซึ่งเด็กจะอยู่ในการดูแลของแพทย์และพยาบาล และหลังจากกลับบ้านแล้วก็ต้องคอยสังเกตอาการตัวเหลืองและมาตามแพทย์นัดด้วยค่ะ
เป็นไข้ ไม่สำบาย.. ย.. ย
อาการตัวร้อนหรือไข้ขึ้น เป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายผิดปกติ เมื่อลูกตัวร้อนคุณพ่อคุณแม่ควรใช้ปรอทวัดไข้
ดูอุณหภูมิของร่างกายลูกว่ามีความร้อนอยู่ในระดับไหน โดยใช้ปรอทหนีบรักแร้ประมาณ 2-3 นาที มีคำเตือนค่ะว่า
เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่ควรใช้ปรอทชนิดที่ต้องอมใต้ลิ้นเพราะเด็กอาจเผลอกัดปรอทแตก และอาจได้รับสารปรอทเข้าไปในร่างกาย
ซึ่งอันตรายมาก ถ้าให้สะดวกอาจใช้ปรอทชนิดแปะหน้าผากก็ได้ค่ะเพื่อความสะดวก แล้วสังเกตดูว่าถ้าอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส
แสดงว่าเจ้าตัวเล็กของคุณกำลังมีไข้แล้ว
คุณแม่อาจช่วยบรรเทาความร้อนโดยการใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดตัวให้ลูก วิธีนี้จะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้
และควรใช้ร่วมกับการกินยาลดไข้ตามปริมาณที่แพทย์สั่ง
แต่ในกรณีที่เด็กอายุน้อยกว่า 2-3 เดือน แล้วมีไข้ ไม่ควรให้ยาลดไข้รับประทานเอง ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้
ส่วนเด็กที่มีไข้สูงหลังจากเช็ดตัวลดไข้แล้ว ไข้ยังไม่ลด คุณแม่ต้องรีบนำส่งแพทย์เพราะเด็กอาจมีอาการชักจากไข้สูงได้
โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเคยเป็นไข้สูงแล้วชัก หรือมีประวัติการชักมาก่อน
ถ้าหนูชัก... เพราะไข้ขึ้น
สิ่งแรกคือคุณแม่อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะเด็กที่ชักจากไข้สูงนั้นจะมีอาการไม่นานและไม่เป็นอันตรายมาก
สิ่งสำคัญต่อมาคือต้องรู้วิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
อาการชักจากไข้สูง คือ
- เด็กจะมีอาการมือไม้สั่นและผวาได้
- บางคนมีอาการกำหมัดแน่น เท้าเหยียด เกร็ง กัดฟัน ตาเหลือก น้ำลายฟูมปาก
ถ้าไม่รู้ตัวอาจมีอุจจาระ ปัสสาวะราดได้
ช่วยยังไงดี
- ความช่วยเหลือที่ต้องทำโดยเร่งด่วน คุณแม่ต้องระวังอย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเอง
และระวังสำลักอาหารหรือน้ำลาย โดยตะแคงหันศีรษะเด็กไปทางด้านหน้า
- ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดตัวบ่อยๆ ถูตามตัวแรงๆ แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวคลุมไว้
จากนั้นรีบพาพบแพทย์ทันที
ป้องกันได้
- คุณแม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไข้สูงแล้วชักได้ โดยการเช็ดตัวลดไข้
ร่วมกับรับประทานยาลดไข้ตามปริมาณที่แพทย์สั่ง กรณีเคยชักมาก่อนควรให้ลูกรับประทานยากันชักร่วมด้วยเมื่อมีไข้สูง
ไข้เลือดออก
เกิดจากเด็กๆ ถูกยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด โรคนี้มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ในระยะแรกอาการจะใกล้เคียงกับการป่วยเป็นไข้ธรรมดา
เริ่มต้นด้วยการมีไข้สูงติดต่อกัน 4-5 วัน แต่พอกินยาลดไข้ (Paracetamol) ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แต่จู่ๆ หลับจากนั้นไข้จะลดลงเอง
ระยะนี้เด็กจะมีอาการซึม กระหายน้ำ มือเท้าเย็น อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง บางรายอาจถึงขั้นอาเจียน ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
หรือมีอาการช็อกได้ คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่แน่ใจว่าอาการป่วยของลูกจะเป็นอาการเริ่มต้นของไข้เลือดออกหรือไม่
ถ้าเด็กมีอาการใกล้เคียงกับที่กล่าวมาข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยาลดไข้สูงที่มีส่วนผสมยาแอสไพรินมารับประทานเอง
เนื่องจากจะทำให้อาการเลือดออกที่ผิดปกติเป็นมากขึ้น
ท้องเสีย จู๊ด...จู๊ด...
สังเกตได้จากเด็กจะมีลักษณะอุจจาระผิดปกติไปจากเดิม ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมาก หรือถ่ายทีละนิด
กระปริบกระปรอยแต่มีมูกปน จำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระมาก ข้น มีกลิ่นคาวผิดปกติ
การดูแลเบื้องต้นให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก เพื่อทดแทนการขาดน้ำและเกลือแร่ เด็กที่มีอาการขาดน้ำและเกลือแร่
จะมีอาการปากแห้ง ตาโหล ซึม ไม่เล่น ถ้าเด็กมีอาการแสดงว่าขาดน้ำร่วมกับไข้ ถ่ายเป็นมูกเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
เด็กที่มีภาวะท้องเสียอยู่คุณแม่ควรงดอาหารเสริมก่อน อาจให้เป็นข้าวต้มผสมเกลือหรือน้ำข้าวแทน
และอาจจะเจือจางนมที่กินอยู่เดิมลงครึ่งหนึ่งจะช่วยให้ภาวะท้องเสียดีขึ้นเร็ว
กรณีที่เด็กกินนมแล้วยังถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากมีกากปนเล็กน้อย และพอสำรวจบริเวณก้น พบว่าแดงผิดปกติ
ควรพิจารณาเปลี่ยนนมเป็นนมสำหรับเด็กที่ท้องเสียโดยเฉพาะ อาการท้องเสียส่วนใหญ่จะดีขึ้นประมาณ 3-5 วัน
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยาแก้ท้องเสียให้ลูกกินเอง
หวัด ฮัดเช้ย
อาการหวัดในเด็กเป็นอาการที่พบบ่อย โดยเฉพาะเด็กที่ไปโรงเรียนหรือเลี้ยงอยู่ในเนิร์สเซอรี่
เจ้าตัวเล็กมักจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจลำบาก ส่วนใหญ่แล้วจะทุเลาลงเองภายใน 3-4 วัน
คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกได้ โดยการให้ลูกพักผ่อนมากๆ นอนในที่ที่ไม่มีลมโกรก ดื่มน้ำมากๆ
คันคะเยอเพราะลมพิษ
อาการลมพิษคือมีผื่นแดงนูนขึ้นตามผิวหนังและคัน ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น แพ้แมลง
แพ้ยาหรืออาหารบางชนิด โดยเฉพาะอาหารทะเล ไข่ หรือแพ้ผิวหนังสัมผัสบางอย่าง อาการผื่นลมพิษจะเป็นๆ หายๆ
ควรสังเกตว่าลูกแพ้อะไร คุณพ่อคุณแม่อาจใช้คาลาไมน์น้ำบรรเทาอาการคันได้ ถ้าอาการลมพิษมีมากขึ้น
รวมกับมีภาวะหน้าบวม ตาและปากบวมเจ่อ หรือมีอาการหอบเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์ทันที
เนื่องจากเด็กบางรายสามารถแพ้ชนิดรุนแรง หรืออาจช็อก และเสียชีวิตได้ และเมื่อทราบสาเหตุว่าแพ้อะไร
ควรหลีกเลี่ยงต่อสารที่แพ้ เนื่องจากอาการแพ้ครั้งต่อไป อาจจะรุนแรงกว่าครั้งก่อนได้ค่ะ
แหวะนม...อาเจียน
เด็กวัยแรกเกิดมักมีอาการสำรอกหรือแหวะนมได้บ่อยเป็นภาวะปกติ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหูรูด
ที่อยู่บริเวณกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารยังไม่สมบูรณ์แข็งแรง ถ้าเด็กสามารถรับประทานนมได้
น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา ภาวะนี้จะดีขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น
การจับเรอหลังจากเด็กกินนมเสร็จโดยอุ้มศีรษะขึ้นสูงประมาณ 5-10 นาที แล้วป้อนนม จะทำให้อาการดีขึ้น
หรือจัดให้เด็กนอนตะแคงด้านซ้าย จะช่วยให้เด็กสำรอกน้อยลง กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากจัดท่า
น้ำหนักเด็กไม่ดีขึ้นตามเกณฑ์ควรปรึกษาแพทย์
จริงๆ แล้วความเจ็บป่วยเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้ในเด็กเล็กๆ แทบทุกคนและไม่ใช่อาการรุนแรงอะไรค่ะ
ถ้ารู้จักวิธีป้องกันดูแล แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์โดนใจทุกคน
มีข้อมูลรอบด้านแบบนี้แล้ว ขอให้มีความสุขกับการเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนะคะ
(update 2 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|