หนูเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออกกันแน่นะ


เจ้าตัวเล็กวัย 1-3 ปี มักหากิจกรรมสนุกๆ ให้วุ่นได้ตลอดทั้งวัน เช่น เล่นซ่อนแอบ หลบอยู่ใต้โต๊ะอาหาร ในหลืบตู้ ฯลฯ จึงมักเกิดรอยแผลที่เกิดจากการถูกยุงกัดโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ในช่วงที่อากาศร้อน เจ้าตัวน้อยบางคนอาจหาเรื่องซนๆ ด้วยการเล่นน้ำจนตัวเปียกทั้งวัน แถมเจ้าตัวเล็กยังผสมโรงด้วยการกินของเย็นๆ อย่างไอศกรีม น้ำแข็งด้วย ถ้าไม่รีบทำให้ร่างกายของเขาอบอุ่นโดยเร็ว ก็อาจทำให้เขาถึงกับเป็นหวัดได้

ซึ่งอาการของไข้หวัดใหญ่กับไข้เลือดออก อันเป็นผลจากการเล่นที่สนุกสนานอย่างไม่ระวังตัวของเจ้าตัวเล็ก จะมีอาการเริ่มแรกคล้ายคลึงกันคือ มีไข้สูงเป็นอาการนำ แต่ถ้าพูดถึงความรุนแรงของโรคแล้วผิดกัน เพราะในปัจจุบันไข้เลือดออกยังไม่มียารักษา เมื่อเป็นแล้วจะต้องปล่อยให้ระยะของโรคสิ้นสุดไปเอง สิ่งที่แพทย์ยากต่อการช่วยเหลือคือ โรคไข้เลือดออกทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในระหว่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่า เราน่าจะพูดถึงไข้เลือดออกในฤดูน้ำหลากมากกว่าในช่วงนี้ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดคงจะทราบว่า เมื่อต้นปีที่คนไทยกำลังตื่นตระหนกกับโรคไข้หวัดนก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ถูกไข้เลือดออกเล่นงาน เสียชีวิตไปกว่า 1,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าไข้หวัดนกหลายเท่า ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในฤดูน้ำหลาก มีการคาดการณ์ว่า ยุงที่นำเชื้อมาอาจเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่ร้ายกาจกว่าสายพันธ์เดิม แต่ถึงไม่ใช่สายพันธ์ใหม่ดังที่คาดการณ์ การระบาดของไข้เลือดออกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่คุณแม่คิดว่าในห้องมีมุ้งลวดกันยุงดีแล้ว แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยเท่ากับนอนในมุ้งผ้ากันยุงอีกชั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก

ไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก จะทำให้เจ้าตัวเล็กมีไข้สูงตลอดวันตลอดคืน แต่ที่ต่างกันคือ... ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการไอหรือน้ำมูกไหลให้สังเกตได้บ้าง หากได้รับการเอาใจใส่อย่างดีด้วยการเช็ดตัว และกินยาตามแพทย์สั่ง จำพวกยาลดไข้พาราเซตามอลสำหรับเด็ก ไข้มักลดลงภายใน 1-2 วัน โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเจ้าตัวเล็กที่บ้านเองได้

ต่างกับไข้เลือดออก ที่แม้จะกินยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัวแล้วก็ตาม ไข้ก็อาจไม่ลดลงง่ายๆ แต่ก็มีข้อดีที่การกินยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอล (ยกเว้นยาลดไข้แอสไพริน ที่จะมีปฏิกิริยาต่อโรคไข้เลือดออก) ร่วมกับการเช็ดตัว จะช่วยลดความเสี่ยงจากอาการชักได้ แต่การรักษาตัวต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลา จนกว่าจะพ้นระยะสิ้นสุดของโรค

แต่กุมารแพทย์เองยังไม่ทราบถึงความแตกต่างระหว่าง 2 โรคนี้ จนกว่าจะพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้ว ถ้าผู้ปกครองพาเจ้าตัวเล็กมาพบแพทย์ก่อนหน้านั้น แพทย์จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล แต่จะเริ่มวินิจฉัยอาการได้ เมื่อพ้น 24 ชั่วโมงแล้ว ดังนั้นก่อนเวลาดังกล่าว ถึงจะเจาะเลือดหรือรัดแขนตรวจดู ก็ยังบอกผลไม่ได้แน่นอน คุณพ่อคุณแม่จึงเสียค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลไป 1 วัน แถมเจ้าตัวเล็กจะเจ็บตัวเปล่า ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ กุมารแพทย์ เคยแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหวั่นวิตก หรือกังวลใจกับอาการไข้ จนเหมาว่าลูกอาจเป็นไข้เลือดออกเร็วเกินไป ทั้งที่อาการมีไข้สูงของเจ้าตัวเล็กยังไม่พ้น 24 ชั่วโมง

เมื่อล่วงเข้าสู่วันที่ 2 ถ้าเจ้าตัวเล็กมีเชื้อไข้เลือดออกจริง คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่า เขายังคงนอนซึม และเริ่มบ่นว่าปวดท้อง อาการเริ่มต้นอย่างนี้แหละ ที่คุณพ่อคุณแม่แน่ใจได้เลยว่า เจ้าตัวเล็กมีเชื้อไข้เลือดออกแน่ๆ แม้ตามร่างกายยังไม่มีรอยจ้ำเลือดขึ้นให้เห็นก็ตาม

แล้วจะป้องกันอย่างไรดี ?

จะเห็นได้ว่า ไข้สูงเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคร้าย ให้กับคุณพ่อคุณแม่อย่างดี การเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด และให้กินยาลดไข้สำหรับเด็ก ถือเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
  • การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ควรปฏิบัติดังนี้

    1.ไม่ควรให้เจ้าตัวเล็กเล่นน้ำนาน แม้แต่น้ำในสระว่ายน้ำ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ควรรีบเช็ดตัวให้แห้ง รีบทำร่างกายให้อบอุ่น ใส่เสื้อผ้าที่แห้ง กินผลไม้สด หรือดื่มน้ำเย็นได้ เพื่อให้ร่างกายดึงเกลือแร่ที่มีในน้ำไปใช้ได้เร็วขึ้น แต่ไม่ควรกินอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม น้ำแข็งใส

    2. ถ้าเสื้อผ้าเปียกจากการเล่นน้ำ ควรรีบเช็ดศีรษะและร่างกายให้แห้ง รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที


  • การป้องกันโรคไข้เลือดออกควรปฏิบัติดังนี้

    1. การทำความสะอาดห้องนอนของเจ้าตัวเล็กให้สะอาด เพราะยุงร้ายชอบแอบอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของห้อง การทำความสะอาดห้องของเขาจะช่วยไล่พวกมันให้ออกไปไกลๆ ค่ะ

    2. กางมุ้งครอบให้เจ้าตัวเล็กในเวลานอน แม้ในห้องนอนของเจ้าตัวเล็กจะมีมุ้งลวดอยู่แล้ว แต่การกางมุงครอบให้อีกชั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายใช่ไหมคะ

    3. ถังเตรียมซักผ้าของทุกคนในครอบครัวที่ผสมน้ำยาผงซักฟอกแล้ว ควรมีฝาปิดอย่างมิดชิด ป้องกันการหลบซ่อนของยุง และป้องกันไม่ให้ยุงไปใข่ไว้ค่ะ

    4. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงภายในบ้านและรอบๆ บ้าน เช่น น้ำหล่อใต้ตู้กับข้าว ต้นไม้ที่ใช้น้ำหล่อ เช่น ต้นพลูด่าง ควรนำมาเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ ตุ่มน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ถ้าไม่ปิดฝาก็ควรใส่เกลือลงไปฆ่ายุง เป็นต้น

    5. ฉีดยาป้องกันยุงรอบๆ บ้าน โดยเลือกเวลาที่ไม่มีใครอยู่ในห้องนั้น และควรอยู่เหนือลมขณะฉีด เพื่อไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่สกัดมาจากพืชพันธ์ธรรมชาติ จึงไม่ระคายเคืองแม้ผิวอ่อนบางของเจ้าตัวเล็ก เช่น แป้งกันยุง โลชั่นกันยุง แต่ควรทาบางๆ หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพราะถึงแม้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะพยายามผลิต ให้มีคุณสมบัติอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวเล็ก แต่บางครั้งก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นมาได้ และเมื่อฉีดเสร็จแล้ว คุณควรอาบน้ำสระผมด้วยจะปลอดภัยสำหรับตัวคุณค่ะ

    6. การนำเบาะนอน และเครื่องใช้ของเจ้าตัวเล็กไปตากแดดจัดๆ เพื่อหาเชื้อ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ไล่ยุงได้ เพราะยุงมักไม่ชอบกลิ่นแดดค่ะ

(update 22 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600