1. ลูกอายุ 1 ขวบเต็ม
กินข้าวและนมเยอะมาก ลูกมีอาการท้องโตอย่างที่คนโบราณบอกว่า พุงโร
จะเป็นอันตรายหรือไม่ เป็นมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือนแล้วค่ะ
ชาดา/กรุงเทพฯ
ถ้าให้ข้อมูลแค่นี้ยังบอกอะไรได้ไม่มากนัก เพราะไม่รู้ว่าลูกอ้วนหรือผอม การเจริญเติบโตปกติหรือไม่อย่างไร
แต่ถ้าลูกกินมากพุงก็ครากได้ กระเพาะครากที่ดูเหมือนพุงป่อง กินมากแล้วพุงใหญ่คนโบราณไม่เรียกพุงโร
เขาเรียกท้องหมู ท้องหมูจะมีลักษณะท้องย้อยลงมาไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไร แต่ถ้ากินมากแล้วตัวผอมพุงยื่นออกมามาก
ก็อาจจะต้องไปตรวจดูว่าสาเหตุจากกระเพาะครากหรือมีอวัยวะภายในโต เช่น ตับ ม้ามโต เป็นต้น
ถ้าตรวจแล้วไม่พบว่าอวัยวะภายในโต ร่างกายเจริญเติบโตดี ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไรค่ะ
2. การที่เด็กเล็กๆ ท้องอืดมีสาเหตุมาจากอะไรคะ
ป้องกันได้หรือไม่
นันทพร/กรุงเทพฯ
ท้องอืดในที่นี้หมายถึงภาวะมีลมในลำไส้ อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เด็กเล็กๆ
เวลานอนดูดนม ถ้านมอยู่ระหว่างครึ่งหนึ่งของคอขวดหือจุกนม เวลาดูดนมจึงดูดลมเข้าไปด้วย
หรือการที่แม่ปิดจุกนมแน่นเกินไป เวลาที่ลูกดูดจุกนมจะแฟบพร้อมมีลม เด็กก็จะดูดลมเข้าไปด้วยก็ทำให้ท้องอืดได้
สามารถป้องกันได้ด้วยการเลี้ยงดูให้เหมาะสม ระวังเรื่องจุกนมไม่ให้ลมเคลื่อนที่เข้าแทนน้ำนม
ไม่ให้ลูกถือขวดนมกินเอง ให้นั่งตักแล้วก็เอามือจับเหมือนกับกินนมแม่ ให้ตาสัมผัสตา
3. ลูกสาวอายุ 3 เดือนครึ่ง ตอนนี้กินนมวัว
เวลาจะถ่ายต้องออกแรงเบ่งมาก ถ้าเกินสามวันดิฉันจะใช้สบู่ทำเป็นแท่งเล็กเท่านิ้วก้อย
ทำปลายแหลมสอดก้นเพื่อช่วยให้ลูกถ่าย การใช้สบู่กับลูกบ่อยๆ จะมีอันตรายหรือเปล่าคะ
สายฝน/นครนายก
การสวนก้นลูกบ่อยๆ จะทำให้เด็กติดนิสัย อีกหน่อยถ้าแม่ไม่ช่วยจะถ่ายเองไม่เป็น
ทางที่ดีตอนนี้ลูก 3 เดือนครึ่งเกือบ 4 เดือน เริ่มให้กินกล้วยได้ค่ะเพื่ออุจจาระจะได้ไม่แข็งมาก
ถ้ากินนมวัวอย่างเดียว แคลเซียมในนมจับกันเป็นก้อนแข็งทำให้ถ่ายลำบาก การกินอาหารประเภทกล้วย
ข้าวบดใส่เนื้อสัตว์ ผักซึ่งมีกากมาก อุจจาระจะไม่จับกัน ทำให้อุจจาระไม่แข็ง
การที่คุณแม่ช่วยให้ลูกถ่ายจนชิน ลูกจึงไม่เคยเรียนรู้การเบ่งอุจจาระเองเลย
เพราะฉะนั้นแม่จะต้องพยายามให้เด็กได้มีโอกาสหัดเบ่งด้วยตัวเอง รอให้เขาปวดแล้วเบ่งถ่ายเอง
เด็กเล็กๆ จะเบ่งอุจจาระไม่เป็น เวลาเบ่งจะเบ่งขึ้นบน (ยังไม่ดันลงล่าง) จนหน้าแดง ถ้าแม่ช่วยซะก่อน
ลูกจึงไม่ได้เรียนรู้วิธีเบ่ง ฉะนั้นต้องให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการเบ่ง หน้าแดงก็แดงไป
ไม่ช้าเขาก็เกิดการเรียนรู้เรื่องการเบ่งลงล่างจนได้ ถ้าช่วยหมดลูกก็จะทำไม่เป็น
คุณแม่ต้องหยุดสวนก้นแล้วให้ลูกกินอาหารเพื่อให้ถ่ายง่ายขึ้น เช่น ป้อนกล้วย ป้อนข้าวบด ใส่ผักใส่ไข่แดง
เป็นอาหารตามวัย ถ้าให้กินนมอย่างเดียว ต่อไปก็จะถ่ายยากขึ้น
4. การทามหาหิงค์ให้ลูกบ่อยๆ
จะเป็นอะไรหรือไม่ และการให้ลูกกินยาแก้ท้องอืดสามารถทำได้ไหมคะ
ถ้าทำทั้ง 2 อย่างแล้วลูกไม่หยุดร้องจะทำอย่างไรดีคะ
ศิริกุล/กรุงเทพฯ
การทามหาหิงค์ให้ลูกไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีโทษ อาจจะช่วยให้ผายลมได้บ้าง ส่วนยาแก้ท้องอืดนั้นสามารถให้ลูกกินได้
เช่น ยาขับลมไวเมตติโคลน จะทำให้ก้อนของแก๊สเล็กลงหน่อย ผายลมได้ง่าย แต่โดยปกติเด็กที่ท้องอืดไม่จำเป็นต้องกินยา
เช่น ถ้ากินนมแม่ข้างหนึ่งหมดแล้วให้อุ้มลูกพาดบ่า ตบหลังให้เรอก่อน แล้วค่อยให้กินต่อจนจบ
นมขวดก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันค่ะ กินครึ่งหนึ่งแล้วอุ้มพาดบ่า ค่อยให้กินต่อ อย่าให้ลูกหิวมาก
เพราะเวลาที่ลูกหิวก็จะดูดเร็วมาก ดูด้วยว่าลูกไม่ดูดลมเข้าท้อง ถ้าทำสองอย่างแล้วลูกยังไม่หยุดร้อง
ลูกอาจเป็นโคลิก คงต้องพาไปหาหมอตรวจดูหน่อยก็จะดี
5. ลูกอายุ 4 เดือน ท้องผูกมาก
ให้ทานน้ำส้มคั้นวันละ 1-2 ผล ก็ยังถ่ายยากเหมือนเดิม และอุจจาระเขียวมาตลอด
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร
กอบแก้ว/น่าน
การกินน้ำส้มไม่ได้ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายเท่าใดนัก และถ้าทำไม่สะอาดอาจเสี่ยง
ต่อการติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับผิวส้มหรือมือในกระบวนการเตรียม ฉะนั้นถ้าให้ลูกกินน้ำส้มทุกขั้นตอนต้องสะอาด
ซึ่งตอนนี้กองโภชนาการกระทรวงสาธารณสุข ก็เอาน้ำส้มออกจากรายการอาหารสำหรับเด็กแล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้เพราะเด็กได้รับวิตามินซีจากนมแล้ว ถ้าไม่ผสมนมด้วยน้ำร้อนเกินไป
หรือเอานมที่ผสมแล้วไปนึ่งด้วยความร้อนสูง วิตามินจะยังคงอยู่
สำหรับอุจจาระที่มีสีเขียวมาตลอดก็เป็นเรื่องปกติของเด็กที่กินนมผสม ถ้ากินนมแม่จะเป็นสีเหลืองทอง
กินนมขวดก็จะเป็นสีเขียว สีเหลือง สีน้ำตาล นมแต่ละยี่ห้อจะทำให้สีของอุจจาระที่ขับถ่ายออกมาไม่เหมือนกัน
6. การสังเกตลักษณะของอุจจาระที่มีสาเหตุมาจากอาการท้องเสีย
ท้องผูก หรือลักษณะที่เป็นปกติ
บุษบง/นครนายก
ลักษณะอุจจาระปกติจะนิ่ม เวลาถ่ายออกมามีลักษณะเป็นแท่งเหมือนยาสีฟัน อุจจาระท้องเสียจะเหลว
ไม่มีรูป ไม่เป็นแท่งไม่มีรูปร่าง เป็นน้ำมากกว่าปกติ หรือถ้าถ่ายบ่อยขึ้น ถ้าถ่ายมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
หรือถ้าถ่ายครั้งเดียวแต่มีมูกหรือมีเลือดปนก็นับว่าอุจจาระร่วง
อุจจาระท้องผูก ก็คือถ่ายเป็นก้อนเล็กๆ เป็นก้อนกระสุนหรือมูลแพะ หรือมีรูปร่างใหญ่เป็นแท่ง
เบ่งออกยากหรือถ่ายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือน้อยกว่าและมีลักษณะอุจจาระดังกล่าว
7. ตอนที่ลูกอายุ 2 เดือน
เวลาถ่ายจะมีอาการปวดท้องและร้องไห้ บิดตัวไปมา ตอนนี้อายุ 3 เดือน
อาการดีขึ้นแล้ว บางวันก็ไม่ถ่ายเลย แต่ยังมีอาการร้องเบ่งเวลาถ่าย หลังจากผายลมออกมาจะรู้สึกว่าลูกอาการดีขึ้น
ผู้ใหญ่สงสารเลยช่วยสวนทวารให้ใช้ Glycerin Suppo. ซึ่งอุจจาระที่ออกมาก็ไม่แข็งนะคะ เหลวกว่าปกติด้วยซ้ำไป
อยากถามว่าทำไมลูกถึงมีอาการเบ่งทรมานอย่างนั้น แล้วถ้าจำเป็นจริงๆ ต้องใช้ Glycerin Suppo.
บ่อยๆ จะทำให้ลูกเคยชินจนไม่ยอมถ่ายเองหรือเปล่าคะ
นพวรรณ/อยุธยา
เด็กไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันค่ะ ที่เขาร้องไห้ ปวดท้องบิดตัวไปมาเพราะกำลังฝึกหัดขับถ่าย
และเด็กบางคนจะรับรู้ความเจ็บปวดของการถ่ายมากกว่าปกติ เพราะยังไม่รู้ว่าการเจ็บปวดของการถ่ายเป็นทุกข์ธรรมดา
เมื่อไหร่เขาเรียนรู้ว่าการถ่ายเป็นทุกข์ธรรมดา แล้วถ่ายได้สำเร็จก็จะหมดทุกข์เขาก็จะหาย ต้องให้ลูกได้ฝึก
คุณแม่อาจช่วยนวดหน้าท้องลูก โดยนวดเป็นรูปตัวยูหัวกลับจากขวาไปซ้าย ก็จะช่วยให้เบ่งออกง่ายขึ้น
ผู้ใหญ่จะต้องรับรู้ว่าการเบ่งของเด็กเป็นเรื่องธรรมดา ต้องให้เวลาลูกให้ลูกเบ่งออกมาให้สำเร็จ
ซึ่งเป็นการช่วยให้ลูกรู้ว่าอย่างน้อยได้รู้ว่าเขาทำสำเร็จ การใช้กลีเซอรีนควรให้นานๆ ครั้งดีกว่าค่ะ
เช่นเวลาที่ลูกถ่ายไม่ออก รู้สึกไม่สบายหรือร้องกวนและท้องอืดจริงๆ จึงค่อยช่วย ถ้าท้องไม่อืดก็ให้ฝึกหัดไปก่อนค่ะ
8. การสวนก้นลูกบ่อยๆ
จะทำให้ลูกเคยชินจนติดเป็นนิสัยหรือไม่ และถ้าจำเป็นต้องสวนควรใช้อะไรสวนดีสบู่หรือยา
จงรัก/กรุงเทพฯ
แน่นอนค่ะการสวนก้นให้ลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกชิน ถ้าไม่สวนก็ไม่เบ่ง ถ้าจำเป็นต้องสวนก็ใช้กลีเซอรีนชนิดเหน็บ
แต่ไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะโอกาสที่จะทำให้ก้นอักเสบก็มีได้ง่าย และอาจทำให้ลูกติดเป็นนิสัย ควรฝึกให้ลูกขับถ่าย
ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
1. ให้อาหารที่ทำให้อุจจาระนิ่มถ่ายง่าย เช่น ผัก ผลไม้
2. ถ้าเด็กอายุอยู่ในวัยฝึกขับถ่าย คืออายุขวบครึ่งขึ้นไปก็จับนั่งกระโถนหลังกินอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
3. เลือกกระโถนที่ถูกสุขลักษณะให้ลูกนั่ง คือเวลานั่งก้นจะกดลงในลักษณะที่ลำไส้ใหญ่กับทวารหนักตรงกัน
เพื่อให้อุจจาระออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันกระโถนก็มีการพัฒนาขึ้นมาก
9. ลูกสำรอกและสะอึกบ่อยๆ จะมีอันตรายไหมคะ
บางครั้งนมพุ่งออกมาทางปากและจมูกเลยค่ะ เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือเปล่า
สุภรี/สมุทรปราการ
ไม่มีอันตรายค่ะ เพราะถ้ากินมากก็อาจสำรอกได้ก็เป็นอาการธรรมดาของเด็ก เพราะฉะนั้นก็ให้กินช้าๆ หน่อย
ถ้าไม่ได้เป็นทุกมื้อและน้ำหนักขึ้นดีก็ไม่เป็นอันตรายอะไร เมื่อลูกโตขึ้นอาการก็จะดีขึ้น
แต่ถ้าเลี้ยงไม่โตต้องปรึกษากุมารแพทย์ค่ะ
(update 10 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 254 มีนาคม 2547 ]
|